“พวกเ้าจงรีบไปเถิด มนต์แสงธรรมโพธิสัตว์แห่งข้ากำลังสลาย และพลังมืดจากภวังคจิตทั้งสิบสองนั่นกำลังจะกัดกินจากด้านในสู่ด้านนอก ทั้งสองภพจะถูกยึดครอง ดวงิญญามากมายจะดับสูญ กิจนี้จะรอช้าไม่ได้แล้ว” องค์พุทธะซิงซิงเจี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเมตตาและหายวับไป
“องค์จักรพรรดิ องค์จักรพรรดินี พวกข้าสองคนขอตัวก่อน” เ้าวั่งซูเอ่ย
“พวกท่านจะไปที่แห่งใด”
“เข้าเฝ้าเสด็จพ่อเสด็จแม่ที่วังั” “และ...ดินแดนปรภพ บ้านแห่งข้า” เ้าวั่งซู ฮวาเฟยฟา ลาทุกคนชั่วคราวและเดินออกไปพบหลิ่งกวางและชิงหลงที่รออยู่ด้านหน้า ขึ้นขี่ และทั้งสี่ก็พุ่งตรงไปยังวังั แดนเกิดของฮวาเฟยฟา
หลิ่งกวางและชิงหลงเหาะมาทางทิศใต้ของภพ์ โดยมีเ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟายังอยู่บนหลัง ทั้งสี่เหาะไปในอากาศราวกับประกายดาวตก มุ่งหน้าไปยังวังัน้ำแข็งที่อยู่ในใจกลางเทือกเขาหิมะนิรันดร์บนภพ์
“โห บ้านเ้าช่างดงาม เฟยเฟย”
“เ้าเคยมาแล้ว มาตลอด จากคฤหาสน์ตระกูลเ้าก็มีประตูมาสู่ที่นี่”
“แต่ข้าจำไม่ได้ มีแค่รู้สึกคุ้นเคย แต่ความทรงจำทั้งหมดยังขาดตอน”
“ยังมีเวลาอีกตลอดกาลยาวนาน ไม่ช้าไปที่จะเริ่มั้แ่นี้ไป เพราะเราสองคนจะไม่แยกจากกันอีกแล้ว” ทั้งสองมองหน้าและยิ้มให้กันอย่างลึกซึ้ง
ชิงหลงและหลิ่งกวางร่อนลงบนหุบเขาที่เป็ใจกลางของหุบเขาัหิมะนิรันดร์ พระราชวังใหญ่โต ตั้งตระหง่านสร้างด้วยหยกขาวและหินประกายทอง หอคอยสูงตระหง่านเสียดฟ้า เสาหินแกะสลักัเก้าตัวพันเกี่ยวกัน หลังคาปกคลุมด้วยกระเบื้องทองคำขาว แวววาวระยิบระยับภายใต้แสงศักดิ์สิทธิ์
เมฆบริเวณเหนือวังแห่งนี้วิจิตรลอยคว้างรอบวัง มีกลีบกุหลาบหยกโปรยปรายในสายลม เสียงระฆังแก้วแ่เบาดังก้องจากหอระฆัง มีต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ ูเามีน้ำใสใสไหลเซาะในลำธาร ต้นไม้รูปทรงประหลาดสีทองคำขาวโบกไหวเบาๆ ใต้แสงอาทิตย์และไอลมเย็นอ่อน เสียงพิณเซียวเศร้าแว่วมาไกล เสียงใสเหมือนแก้วกระทบของลำธารไหล กลิ่นธูปหอมฟุ้งกระจาย ลมหอมกุหลาบหยกเซาะผ่านฟ้า
ทั้งสี่เดินเข้าไปภายในพระราชวังัที่หรูหราโอ่อ่าแปลกตา พรมแพรทอด้วยด้ายทอง บัลลังก์ัแกะจากหยกประกายเจ็ดสี เทียนหอมจากดอกบัว์ส่องแสงนวล บุษราคัมเรียงร้อยเป็ผนังประดับ และมีรูปปั้นแกะสลักัขดตัวเลื้อยมากมายรอบพระราชวัง
“องค์ชาย...! เสียงเรียกด้วยความดีใจจากบรรดาสาวใช้ที่แต่งกายผ้าไหมโปร่งใส ถัดไปก่อนถึงบังลังค์ มียามรักษาพระองค์ใส่เกราะัเกล็ดเทา พร้อมกับที่นั่งประทับอยู่บนบัลลังค์ เทพธิดาัที่สวยสง่าน่าเกรงขามดั่งภาพวาด โฉมงามราวจันทร์เพ็ญ ผ้านางรมขาวโปร่งใสระบาย ดวงแก้วประดับผมปลิวไหวตามสายลม กลีบปากชมพูยิ้มละมุน และ เทพแห่งแสงอาทิตย์ใส่ครุยปักัทองเก้าตัวใบหน้าหล่อคมคาย กายสว่างดั่งอาบด้วยแสงทองตลอดเวลา ประกายรัศมีแสงอาทิตย์แผ่ออกจากองค์ ดวงตาคมกริบราวดาบศักดิ์สิทธิ์
“ลูกแม่ อาเฟย อาซู ข้าได้ยินว่าพวกเ้าพึ่งมาถึงภพ์” ผู้เป็แม่รีบตรงเข้าโอบกอดลูกชาย ฮวาเฟยฟาและทั้งสามคุกเข่าลงทำความเคารพ พร้อมการโผเข้ากอดผู้เป็มารดา
“พวกข้าทั้งสองก็คิดถึงพวกท่าน แต่ติดพันสิ่งที่ต้องทำ พึ่งมีโอกาสมาเยี่ยมพวกท่านในตอนนี้” ฮวาเฟยฟาเอ่ยขณะยังไม่ปล่อยกอดนั้น ตัวมารดาก็ก็เอื้อมอีกมือไปคว้าเ้าวั่งซูเข้ามากอดด้วย
“พวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง ลำบากพวกเ้าแล้ว ต้องไปมาต่างภพ แก้ไขปัญหาใหญ่ๆ มากมาย” ธิดาักล่าวขณะมือก็ยังโอบกอดลูกทั้งสองไว้
“พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวพวกเ้ามากนะ นั่งอยู่ที่นี่ก็มิได้นิ่งเฉย คอยเฝ้าดู คอยติดตามและเตรียมเพื่อช่วยหากพวกเ้าพลาดพลั้ง” เสียงใหญ่ทรงพลังแต่นุ่มนวลโอบอ้อมอารีดังมาจากด้านจากเทพแห่งแสงอาทิตย์ผู้เป็พ่อ พร้อมเดินเข้ามาโอบทั้งสามไว้
“ขอบคุณ เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ที่คอยส่งความรักความห่วงใยให้พวกลูกเสมอ แม้นกิจนี้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ล้วนเป็โชคชะตาที่พวกลูกต้องฝ่าไป ไม่ใช่แค่เพื่อตัวพวกเรา แต่เพื่อทุกดวงิญญาในทุกภพ” เ้าวั่งซูเอ่ย
“ลำบากพวกเ้าแล้ว ลูกรักทั้งสอง หลิ่งกวาง และ ชิงหลงด้วย”
“มาครานี้ อาจจะต้องเร่งรีบ แต่อย่างน้อยให้เวลาอยู่กับพ่อแม่สักวันสองวันได้ไหมลูก” เทพธิดาัเอ่ยกับทั้งสอง ขณะที่แขนทั้งสองก็ยังไม่คลายกอด และมีน้ำตาใสรื้นจากความและความคิดถึงออกมาจากดวงตาคู่งามเล็กน้อย
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ลูกมาครั้งนี้นอกจากคิดถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่แล้ว พวกลูกได้มีโอกาสพบองค์พุทธะซิงซิงเจี่ย และหนึ่งในสิ่งที่ท่านบอกพวกเรา คือหนึ่งสิ่งที่พวกข้าทั้งสองต้องเสียสละในกิจนี้ คือชีวิต” ฮวาเฟยฟาเอ่ยบอกผู้เป็ บิดา มารดา อย่างสงบนิ่งละเกรงต่อความเข้าใจของคนทั้งสอง
ธิดาัคลายกอดทั้งสองออกชั่วคราว สีหน้าพะวง ไม่ต่างจากสีหน้าของเทพพระอาทิตย์ผู้เป็บิดาซึ่งอยู่ด้านหลัง “เ้าหมายถึงสิ่งใด....ชีวิต”
