“ข้ารู้” ทว่าหูชุนหยางมิอาจยืนมองเหลาอาหารของหม่าชิงแย่งลูกค้าไปอย่างนิ่งเฉยได้ ชายหนุ่มกัดฟันเอ่ยว่า “หม่าชิงช่างโชคดีนัก คราแรกก็เป็เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ ต่อมายังมีซวงเหมยโต่วเยี่ยนและเซียงเฉิงซานเจิงอีก!”
ครานั้นที่เซียงเยวี่ยไจของหม่าชิงออกจินอวี๋หม่านถังมาแย่งการค้าของเจียงหนานไจ สกุลตงแห่งเจียงหนานไจได้แสดงความไม่พอใจกับหูชุนหยาง ยามนั้นในใจของเขายังลอบยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่นอยู่เลย
ยามนี้หูชุนหยางเข้าใจความรู้สึกของคนสกุลตงแห่งเจียงหนานไจแล้ว นี่เพียงวันเดียวเท่านั้น หูชุนหยางก็โมโหจนแทบจะเสียสติอยู่รอมร่อ
“นายท่าน ข้าน้อยจะไปประเดี๋ยวนี้ขอรับ”
“ประเดี๋ยวก่อน ข้าถูกเ้าทำให้สับสนแล้ว เ้าไม่ได้เอ่ยถึงเื่เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เลย!”
“นายท่าน ยามที่ข้าน้อยไปถึง เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ก็ถูกขายออกไปจนหมดแล้วขอรับ ทำได้เพียงรอให้ถึงวันพรุ่งถึงจะซื้อกลับมาได้ ข้าน้อยจึงไม่ได้ทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขอรับ” ในผืนความคิดของข้ารับใช้ตัวน้อยปรากฏภาพยามที่เขาไปทานอาหารในเหลาอาหารของสกุลหม่า โต๊ะข้างๆ ของเขาสั่งเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ เพียงคิดก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอแล้ว
เฮ้อ ทั้งๆ ที่เขากินเสียจนอิ่มแปล้ เหตุใดถึงยังอยากจะกินเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋อยู่อีกเล่า
“เพิ่งเป็เวลากี่โมงกี่ยาม เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ที่ราคาสามร้อยเหรียญทองแดงไม่กี่สิบชุดนั่นก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยงแล้ว” สีหน้าของหูชุนหยางพลันแปรเปลี่ยน ในใจััได้ถึงวิกฤตอันตรายอันล้ำลึก
ข้ารับใช้ตัวน้อยเอ่ยเตือนเสียงแ่เบา “นายท่าน เป็ราคาสองร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญทองแดงขอรับ”
“ไม่ได้การ อย่างไรคืนนี้ข้าก็ต้องทำอาหารจานใหม่ออกมาให้ได้” หูชุนหยางตีสีหน้าเรียบขรึม พุ่งตัวลงไปชั้นล่าง ตรงเข้าไปในห้องครัวและประกาศเสียงกร้าวว่า หากผู้ใดสามารถคิดค้นอาหารจานใหม่ได้ภายในเวลาสองชั่วยาม เขาจะตกรางวัลเป็เงินสามตำลึง
ด้วยประการนี้ ยามบ่ายของวันนั้น เหลาอาหารสกุลหูจึงได้ออกอาหารจานใหม่มาสองจาน นั่นก็คือซื่อจี้หรูชุน [1] และเซียงเพียวหง [2]
ซื่อจี้หรูชุนคืออาหารรองท้องประเภทเย็น ที่ใช้ผักกาดสีเขียวสดเป็ตัวเอก ชั้นในสุดของจานจะเป็เห็ดหูหนูฝอย ้าจะทับด้วยเส้นถั่วฝักยาว แตงร้านฝอย และปิดท้ายด้วยงาดำที่โรยอยู่้าสุด
ส่วนเซียงเพียวหงก็คือเซียงเฉิงซานเจิงในรูปแบบพริกแห้ง พวกเขานำพริกแห้งมาใช้แทนพริกสับดอง นอกเหนือจากนั้น ทั้งซี่โครงหมู ทั้งเผือกพันธุ์ปิงหลาง ล้วนไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง นามที่ใช้ เซียงที่แปลว่าหอมตัวแรกก็พ้องเสียงกับคำว่าเซียงที่แปลว่าเมืองเซียงของเซียงเฉิงซานเจิง ดังนั้นเซียงเพียวหงจึงหมายถึงเมืองเซียงเฉิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศสีแดงแห่งความมั่งคั่งมงคลนั่นเอง
อาหารรองท้องประเภทเย็นเช่นซื่อจี้หรูชุน คืออาหารจานใหม่ที่หูชุนหยางได้มาภายใต้เงื่อนไขว่าจะตกรางวัลให้อย่างงาม ส่วนเซียงเพียวหงคืออาหารที่หูชุนหยางคัดลอกมาจากเซียงเฉิงซานเจิงของเหลาอาหารสกุลหม่านั่นเอง
“นายท่าน อาหารจานใหม่จะตั้งราคาเท่าไรดีขอรับ?”
หูชุนหยางใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ ราคาย่อมมิอาจต่างจากอาหารจานใหม่ของเหลาอาหารสกุลหม่ามากนัก “ซื่อจี้หรูชุนราคาสามสิบเหรียญทองแดง ส่วนเซียงเพียวหงราคาห้าสิบหกเหรียญทองแดง”
ในเวลานั้นเอง พ่อบ้านสกุลหูก็ปรากฏกายขึ้นมาแจ้งว่าที่จวนมีแขกมาเยี่ยม ผู้าุโของสกุลหูขอเชิญให้หูชุนหยางกลับจวนเพื่อไปต้อนรับ
เดิมทีหูชุนหยางอยากจะรั้งรออยู่ที่นี่เพื่อดูผลตอบรับของลูกค้าที่มีต่ออาหารจานใหม่ ทว่าช่วยไม่ได้เพราะที่จวนดันมีธุระ ชายหนุ่มจึงกำชับหลงจู๊ให้จับตาดูเอาไว้ให้ดี ยามที่เดินไปถึงปากประตูทางเข้าก็คิดถึงใบหน้าอ่อนเยาว์หล่อเหลาของหม่าชิง ในใจให้ริษยาจนถึงขีดสุด ปากก็สบถด่าทอออกมาหนึ่งคำ “ไอ้หน้าวอก!” นอกจากนี้เขายังสั่งการให้หลงจู๊ส่งคนออกไปซื้อปลาตัวใหญ่กลับมาทั้งหมดห้าสิบตัวในยามเที่ยงของวันพรุ่งด้วย
“หม่าชิงขายหัวปลา เช่นนั้นข้าก็จะขายปลาทั้งตัว ข้าไม่มีทางเชื่อว่าลูกค้าจะไร้สมองถึงขนาดที่มีปลาทั้งตัวไม่กิน แต่เลือกจะกินแค่หัวปลา!”
“นายท่านขอรับ ต้องปลาตัวใหญ่ขนาดไหนขอรับ?”
“เลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว ปลาตัวใหญ่ แน่นอนว่าเป็ปลาที่ใหญ่กว่าเหลาอาหารของสกุลหม่า!”
หลงจู๊เอ่ยเตือนว่า “นายท่านขอรับ จะใช้ปลาตัวใหญ่ เราก็จำเป็จะต้องมีจานที่ใหญ่พอๆ กันนะขอรับ”
จานขนาดใหญ่ที่ใช้นึ่งหัวปลาของเหลาอาหารสกุลหม่า เป็หม่าชิงที่สั่งทำกับทางร้านเครื่องลายครามโดยเฉพาะ รวมถึงหม้อนึ่งที่เอาไว้นึ่งหัวปลาเช่นกัน
หลงจู๊ลอบคิดในใจว่า อาหารหนึ่งจานของเหลาอาหารสกุลหม่าหาได้ถูกรังสรรค์ภายในหนึ่งวันไม่ แต่เป็การเตรียมพร้อมก่อนหน้านั้นนานหลายวัน นายท่านของพวกเขาไม่พอใจที่การค้าของเหลาอาหารสกุลหม่ากำลังรุ่งโรจน์ ทันทีที่โมโหก็เข็นอาหารจานใหม่ออกมาทีเดียวถึงสองจาน วันพรุ่งนี้ยังคิดจะซื้อปลาตัวใหญ่กลับมาอีก เฮ้อ อาหารจานใหม่มันทำง่ายถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?
“ไม่มีจานใหญ่ก็ใช้ชามใหญ่ไม่เป็หรือ? ข้าจำได้ว่าในคลังสินค้ายังมีชามใบใหญ่ที่เอาไว้ใส่น้ำแกง มันใหญ่พอจะใช้ใส่ปลาได้ทั้งตัว”
“นายท่านขอรับ ปลามีลำตัวที่ยาว ชามน้ำแกงมิอาจใส่ปลาที่หนักกว่าสามจินขึ้นไปได้ และเหลาอาหารก็มิอาจนำชามน้ำแกงใส่ปลานึ่งที่ถูกหั่นเป็ชิ้นๆ ขึ้นโต๊ะของลูกค้าได้ เพราะการทำเช่นนี้จะส่งผลให้ลูกค้าระแวงว่าต่อไปพวกเราจะใช้เศษปลาเพื่อเติมชามน้ำแกงให้เต็ม และเป็การลดทอนคุณภาพของอาหารลงอย่างมากเชียวขอรับ”
ดวงตาของหูชุนหยางหมุนกลอก เป็ดังที่หลงจู๊เอ่ยจริงๆ เฮ้อ เขาเองก็รีบร้อนจนเลอะเลือน ไม่คิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ทว่าก็ยังปากแข็งเอ่ยต่อไปว่า “ไอหยา เ้านี่นะ จะบุกไปข้างหน้าก็กลัวหมาป่า จะถอยไปข้างหลังก็กลัวเสือ หากเ้าทำการค้าโดยเอาแต่กังวลในเื่เล็กน้อยเช่นนี้ รอให้ซื้อจานใหญ่เพื่อใส่ปลามาได้ก่อน เราก็คงจะถูกเหลาอาหารสกุลหม่าแย่งลูกค้าไปจนหมดแล้ว!”
“นายท่าน เช่นนั้นวันพรุ่งนี้เรายังต้องซื้อปลาอยู่อีกหรือไม่ขอรับ?”
“ซื้อปลามาสามจิน ใช้ชามน้ำแกงใบใหญ่ในการบรรจุ ราคาสองร้อยสี่สิบเก้าเหรียญทองแดงต่อหนึ่งชาม” หูชุนหยางรู้สึกอึดอัดคับใจด้วยยามนี้ยังไม่มีจานใบใหญ่ที่เหมาะแก่การใส่ปลา เขาลอบคิดในใจว่า ปลาทั้งตัวของข้าราคาถูกกว่าอาหารของบุรุษหน้าวอกผู้นั้นถึงห้าสิบเหรียญทองแดง ย่อมต้องมีคนกินอย่างแน่นอน
“นายท่าน ชื่อของอาหารจานนี้คือ?”
“ชื่ออาหาร! ชื่ออาหาร! เ้านี่มันสมองหมูจริงๆ ไม่รู้จักใช้สมองคิดแทนเ้านายอย่างข้าบ้าง!”
หลงจู๊ของร้านเป็บุรุษวัยห้าสิบผู้กร้านโลก เขามักจะถูกหูชุนหยางดุด่าอยู่บ่อยๆ จนชินชาเสียแล้ว เขารู้ดีว่าเนื่องจากหูชุนหยางคิดชื่อไม่ออก โทสะจึงได้ตกมาอยู่ที่เขา หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พึมพำออกมาว่า “หรูอวี๋เต๋อสุ่ย? [3]”
หูชุนหยางรู้สึกว่าชื่อหรูอวี๋เต๋อสุ่ยนั้นยังไม่มงคลพอ เขาจึงส่ายศีรษะเอ่ยว่า “ไม่ดี เปลี่ยน”
หลงจู๊คิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็เอ่ยถามว่า “เสินอวี๋ลั่วเยี่ยน? [4]”
หูชุนหยางเลิกเรียวคิ้ว ถามกลับว่า “เสินอวี๋ลั่วเยี่ยน มีปลาแล้ว แล้วห่านอยู่ที่ใด?”
“อวี๋สุ่ยจือฮวน? [5]”
“หยาบคาย! เ้าคิดว่าข้า้าเปิดหอโคมเขียวหรือ?”
“คือ...” หลงจู๊ถูกหูชุนหยางพ่นน้ำลายใส่จนใบหน้าเปียกชุ่ม เฮ้อ เขาเค้นสมองคั้นความคิดออกมาตั้งสามชื่อ จะให้คิดอีกก็คิดไม่ออกแล้ว
่ขณะนั้นหูชุนหยางเองก็คิดชื่อไม่ออกเช่นกัน เขาจึงกลับจวนไปก่อน กระทั่งยามเย็นของวันใหม่ถึงได้คิดชื่อออก หลังจากคิดได้ก็รีบเรียกข้ารับใช้ตัวน้อยไปส่งข่าวให้หลงจู๊ทันที “ชื่ออาหารคืออวี๋หมี่จือเซียง [6] ผู้ใดก็ตามที่สั่งอาหารจานนี้ แถมข้าวสวยให้เลยสี่จาน”
อาหารจานใหม่นี้มีปลาทั้งตัวและมีข้าวสี่จาน ชื่ออวี๋หมี่จือเซียงจึงนับว่าเป็ชื่อที่เหมาะสมยิ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมืองเซียงเองก็อยู่ทางใต้ นับว่าเป็เมืองแห่งอู่ข้าวอู่น้ำจริงๆ
หม่าชิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคู่ต่อสู้ของเขาหูชุนหยาง คิดอาหารจานใหม่ออกมาสามจานภายในเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วยามเพื่อท้าประลองกับตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารใหม่จานสุดท้าย อวี๋หมี่จือเซียงที่ใช้วัตถุดิบเป็ปลาทั้งตัวขนาดสามจิน
ยามที่เขาได้ยินหลงจู๊ของเหลาอาหารร้านตนเองรายงานรายได้และความหนาแน่นของลูกค้าในวันนี้ ในใจก็พลันเบิกบานร่าเริง
อาหารจานใหม่ที่ดีจะสามารถช่วยเพิ่มความนิยมของทั้งร้านและช่วยเพิ่มรายได้
อย่างไรก็ตาม ส่วนมากอาหารจานใหม่จะขายดีเพียงใน่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นก็จะถูกแทนที่ เหมือนกับดอกถานฮวาที่เบ่งบานและร่วงโรยเพียงชั่วข้ามคืน
อาหารจานใหม่ทั้งสามที่มีพริกสับดองเป็ส่วนผสมนี้ จะเป็ดั่งดอกถานฮวาที่รุ่งโรจน์และโรยราเพียงชั่วราตรี หรือจะกลายเป็อาหารขึ้นชื่อของร้านที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ในระยะยาวกันนะ?
“วัตถุดิบอาหารต้องใช้เพียงของดีเท่านั้น” หม่าชิงเอ่ยกำชับอีกครั้ง “จานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ห้ามใช้หัวปลาตายมาสวมรอยแทนปลาสดเด็ดขาด ส่วนซี่โครงหมูในเซียงเฉิงซานเจิงก็ต้องมาจากหมูที่เพิ่งถูกเชือดสดๆ ภายในวันนั้นเท่านั้น สุดท้ายซวงเหมยโต่วเยี่ยนต้องใช้ไข่ไก่ที่สดใหม่เท่านั้นเช่นกัน”
หลงจู๊พยักหน้ารับซ้ำๆ “ขอรับ”
เหลาอาหารสกุลหม่าก่อตั้งมาได้เพียงสิบกว่าปี ถือว่ายังเด็กกว่าเหลาอาหารเก่าแก่ชื่อดังในเมืองเซียงที่มีเพียงไม่กี่ร้านอยู่มากโข ทว่าการค้ากลับไม่เลวเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อกับเหลาอาหารที่ตกทอดมายาวนาน ชื่อเสียงของพวกเขามาจากการที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ เสน่ห์ปลายจวักของพ่อครัว และการบริการอันใส่ใจของเสี่ยวเอ้อร์
“พรุ่งนี้เราจะซื้อหัวปลามาหนึ่งร้อยห้าสิบตัว แบ่งเป็ร้านละห้าสิบหัว” หม่าชิงเห็นว่าลูกค้าชื่นชอบเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เสียเหลือเกิน ในที่สุดก็เพิ่มจำนวนการซื้อหัวปลาเข้ามาแล้ว
“ฮ่าๆ ข้าน้อยต้องขอขอบคุณนายท่านแทนเหล่าลูกค้าที่วันนี้พลาดโอกาสทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋แล้วขอรับ”
“ปากของเ้านี่นับวันยิ่งเก่งกาจมากขึ้นเรื่อยๆ ่นี้เหลาอาหารออกจานใหม่ ต้องลำบากเ้าแล้ว”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลงจู๊แห่งเหลาอาหารสกุลหม่าก็รีบร้อนพุ่งเข้าจวนสกุลหม่าเพื่อขอพบหม่าชิงทันที
-------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ซื่อจี้หรูชุน หมายถึง วสันต์เบ่งบานตลอดทั้งปี
[2] เซียงเพียวหง หมายถึง สีชาดลอยอวลกลิ่นหอมกรุ่น
[3] หรูอวี๋เต๋อสุ่ย หมายถึง ดั่งปลาได้น้ำ
[4] เสินอวี๋ลั่วเยี่ยน หมายถึง มัจฉาจมธารา ห่านป่าจมวารี
[5] อวี๋สุ่ยจือฮวน หมายถึง มัจฉาเริงวารี
[6] อวี๋หมี่จือเซียง หมายถึง อู่ข้าวอู่น้ำ
