บทที่ 87 เผชิญหน้าและโต้แย้ง
เมื่อลู่หยวนจือเห็นว่าลู่อวี่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้า ก็อดเป็กังวลไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปห้ามปรามตรงๆ ดังนั้นจึงพูดกับเฉินเสวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างว่า “ผู้าุโเฉินเสวียน ยอดฝีมือของตระกูลจางมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน คิดว่านายน้อยคงจะไม่ใช่คู่ปรับด้วย ไม่สู้เชิญผู้าุโออกหน้าแทนนายน้อยเล่า!”
ลู่อวี่เป็ถึงนายน้อยตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น หากในแง่สถานะ มีลู่หยวนจือเป็ร้อยคนก็เทียบเท่ากับสถานะนี้ไม่ได้แม้แต่ปลายขนเส้นเดียว หากเกิดอะไรขึ้นเพราะเื่ตระกูลของเขา เช่นนั้นต่างหากที่จะเรียกว่าตายทั้งเป็ เฉินเสวียนที่มาพร้อมกัน ลู่อวี่ก็เคยแนะนำให้รู้จักคร่าวๆ แล้วก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแต่มีพลังยุทธ์ที่่กลางขั้นตงซวนเท่านั้นที่ทำให้เขามองด้วยสายตาที่ตกตะลึง แต่กลับยังเป็ปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่ท่านหนึ่งด้วย ดังนั้นถึงได้เอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือ
“ไม่เป็ไร นายน้อยไม่ใช่คนบุ่มบ่าม หากสู้ไม่ไหวไม่มีทางฝืนแน่นอน!” ในขณะที่เฉินเสวียนพูดอยู่นั้น พลังปราณในร่างกายก็ขับเคลื่อนไปมาอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังเตรียมอาวุธวิเศษและเคล็ดวิชาที่ตนชำนาญที่สุดไว้พร้อม ทันทีที่ลู่อวี่รับมือไม่ไหว เขาก็จะลงมือทันที สำหรับยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้นั้น เขาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่คงเตรียมพร้อมแล้ว
อันที่จริงเขาก็ไม่ได้กังวลใจกับลู่อวี่มากนัก ด้วยพลังยุทธ์่กลางขั้นฟันฝ่ารับมือกับยอดฝีมือ่เริ่มต้นของขั้นตงซวนผู้หนึ่ง หากเป็ผู้อื่นก็คงไม่แน่ แต่สำหรับลู่อวี่แล้ว ต่อให้ไม่ชนะ ก็คงรักษาชีวิตไว้ได้อยู่แล้ว
แม้ว่าพลังยุทธ์จะเป็พื้นฐานของทุกสิ่ง แต่ก็ไม่ได้บ่งบอกว่า กำลังในการต่อสู้ของผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงจะแกร่งกว่าผู้ที่มีพลังยุทธ์ต่ำกว่า มิเช่นนั้นในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ก็คงไม่มีการต่อสู้ที่นองเืกันมากเช่นนี้ ทุกคนเพียงนำพลังยุทธ์ออกมาโอ้อวดเทียบกันดูเท่านั้น เช่นนี้ก็สร้างความสามัคคีกันได้อย่างง่ายดาย
เมื่อได้ยินที่เฉินเสวียนยืนยัน ลู่หยวนจือถึงได้วางใจ ทว่ากลับจับจ้องไปตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา หากมีอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร ต่อให้ตัวเองต้องตายก็ไม่อาจให้ลู่อวี่ได้รับาเ็แม้แต่นิดเดียวได้
“เ้าเป็ใคร? บอกชื่อแซ่ให้ข้าได้รู้ว่าเป็บุตรหลานตระกูลใดกันถึงเก่งกาจเช่นนี้ ดูเหมือนจะฝึกฝนแยกแสงกระบี่ที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ในขั้นฟันฝ่า!” ประมุขตระกูลจางไม่ได้ะโว่าจะฆ่าฟันกันทันทีที่ก้าวเข้ามา แม้ว่าสีหน้าจะไม่สู้ดีนัก แต่น้ำเสียงยังคงราบเรียบเวลาพูด
แน่นอนว่านี่ไม่ได้บ่งบอกว่าเขาจะปล่อยตระกูลลู่ไป อย่าว่าแต่่นี้ที่ทั้งสองตระกูลมีเื่ปะทะกัน เพียงผลประโยชน์ของตระกูลก็อาจทำลายความสงบสุขของทั้งสองตระกูลได้แล้ว เพียงเขาเห็นว่าลู่อวี่ยังเป็เด็กหนุ่ม บางทีอาจจะยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ หากสามารถล่วงรู้ถึงประวัติความเป็มาได้ มันก็คงเป็เื่ง่ายที่จะรับมือ ไม่ถือว่าเหนือความคาดหมายจนเกินไป
ลู่อวี่ยิ้มเยาะพูดขึ้น “ต่อให้ประมุขจางพูดเื่ไร้สาระมากมาย ตอนนี้ทั้งสองตระกูลก็มายืนอยู่ถึงจุดนี้แล้ว คงจะดีกันอย่างเมื่อก่อนไม่ได้ ข้าเป็ใครมันไม่สำคัญ รู้เพียงว่าข้าเป็ศัตรูของตระกูลจางเป็พอ!”
เมื่อจางอวิ๋นได้ยินเช่นนี้ ก็ส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจนัก เขาไม่เสแสร้งอีกต่อไป พร้อมกับพูดขึ้น “หยิ่งผยองเสียจริง เ้าคิดว่าตัวเองรู้เคล็ดวิชากระบี่เพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแล้วเช่นนั้นหรือ?” ในระหว่างที่พูดก็หันสายตามองทางลู่หยวนจือและกล่าวอีกว่า “สหายลู่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย หากตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนของเ้า กับตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นยังคงติดต่อและไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง ตระกูลจางของเราคงจะเห็นแก่หน้าตระกูลลู่แล้วปล่อยเ้าไปสักครั้ง แต่ในเมื่อเห็นได้ชัดแล้วว่าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนของเ้ามาถึงจุดที่ย่ำแย่ที่สุดแล้ว ต่อให้เชิญคนมาช่วย ก็เป็เพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น ตระกูลลู่คงไม่มีคนช่วยแล้วจริงๆ!”
ทุกคนในตระกูลลู่ถึงกับโมโหเดือดดาลกันขึ้นมาทันที แต่เพราะนายน้อยอยู่ตรงหน้า ทุกคนถึงได้พยายามอดกลั้นกันอย่างสุดกำลัง พยายามไม่ได้สบถด่าออกมา
ลู่หยวนจือได้แต่แสยะยิ้ม แต่เมื่อเห็นสีหน้าของลู่อวี่ที่ยังคงเรียบเฉย ดูเหมือนไม่มีทีท่าจะสนใจ ถึงได้เอ่ยปากพูดออกมาว่า “มีหรือไม่มีคน เ้าลองดูแล้วก็จะรู้เอง ตระกูลจางของเ้าพยายามใช้วิธีต่ำช้ามาแย่งชิงกิจการของตระกูลลู่ของเราไป อีกทั้งยังปล่อยให้ลูกหลานมาทำตัวน่ารังเกียจกดขี่ข่มเหง และทำร้ายบุตรชายของข้าจนาเ็สาหัส ตอนนี้พอตัวเองเสียเปรียบ กลับมาพูดจาไร้ประโยชน์เช่นนี้ ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรืออย่างไร?”
“สามหาว เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร มีสิทธิ์อะไรมาพูดเช่นนี้กับประมุขตระกูลจางของเรา?”
“เพียงตระกูลสาขาเล็กๆ ของตระกูลลู่ กล้าทำตัวหยิ่งผยอง แกว่งเท้าเข้าหาเสี้ยนจริงๆ!”
นับั้แ่ตระกูลจางมีตระกูลเจียงคอยหนุนหลัง อีกทั้งยังคอยช่วยเหลือตระกูลเจียงอยู่ จึงทำให้ประมุขของตระกูลเจียงบรรลุขั้นพลังยุทธ์มาถึงขั้นตงซวน ทำให้มีขวัญกำลังใจที่ดีขึ้นไม่น้อย มีหรือจะทนคำพูดนี้ของลู่หยวนจือได้ จึงพากันเอะอะโวยวายขึ้นมาทันที
เมื่อลู่อวี่เห็นสีหน้าท่าทีของคนของตระกูลจาง ก็อดทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ะโเสียงดังออกมาทันทีว่า “พวกเ้าหุบปากให้หมด เ้าไม่ใช่ยอดฝีมือขั้นตงซวนหรือ ออกมาให้ข้าดูหน้าสักหน่อย มันก็จริงที่เคล็ดวิชากระบี่เล็กๆ ไม่กี่กระบวนท่าไม่สามารถเปรียบเทียบกับคนในโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตูได้ แต่ตระกูลจางของเ้า ก็ไม่ได้รวมอยู่ในนั้น!”
ลู่อวี่ดูแคลนทั้งคำพูดและสีหน้าท่าทาง ทำให้สมาชิกในตระกูลจางโกรธเคืองกันไม่น้อย แววตาของจางอวิ๋นยิ่งสาดประกายอำมหิต เขาสบถด่าอยู่ในใจ ชายหนุ่มผู้นี้ไม่กล้าแม้แต่จะพูดถึงประวัติความเป็มาของตัวเอง คิดว่าคงไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลใหญ่โตอะไรนัก ต่อให้สังหารเขาทิ้ง คงมีผลกระทบตามมาไม่มาก จะว่าไปแล้วตระกูลของเขาก็มีตระกูลเจียงคอยหนุนหลังอยู่ มันย่อมไม่มีข้อผิดพลาดอยู่แล้ว
แต่การที่จางอวิ๋นได้มานั่งเป็ประมุขอยู่ตรงนี้ และทำให้ตระกูลเล็กๆ ค่อยๆ พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังยุทธ์ของตัวเองก็ฝึกฝนมาจนถึงขั้นตงซวนแล้วด้วย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดาผู้หนึ่ง ปกติเวลาทำอะไรก็จะระมัดระวังมาก ดังนั้นถึงแม้คำพูดของลู่อวี่จะทำให้เขาเกิดอยากเข้าไปปะทะด้วยทันที แต่กลับไม่คิดลงมือบุ่มบ่าม
จางอวิ๋นโบกมือเพื่อห้ามปรามสมาชิกรุ่นเยาว์ของตระกูล เขาแสดงท่าทีดูแคลน และมองลู่อวี่อย่างเ็า อีกทั้งยังพูดขึ้นว่า “แม้ว่า่เวลาที่ผ่านมาตระกูลจางของเรา จะใช้วิธีการที่ดูไม่ค่อยเหมาะสม แต่ดินแดนเป่ยหยวนแห่งนี้ บรรพบุรุษของตระกูลจาง ก็บุกเบิกกันมาอย่างยากลำบาก แรกเริ่มเดิมที ตระกูลลู่ถือสิทธิ์อะไรถึงได้เข้ามาส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ ตอนนี้ตระกูลจางของเราเติบโตขึ้นแล้ว ย่อมเป็เื่ธรรมดาที่อยากจะได้ดินแดนกลับคืนมา เป็หลักการที่ถูกต้องโดยไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะไปที่ใด การกระทำเช่นนี้ของตระกูลจางย่อมสมเหตุสมผล!”
ลู่หยวนจือโมโหจัดและโต้ตอบกลับไปว่า “ที่ตระกูลจางของเ้าบุกเบิกไว้ก็เป็ของตระกูลจาง แม้ว่าตระกูลลู่ของเราจะมาทีหลัง แต่ที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็เป็ส่วนที่ตระกูลลู่ของเราบุกเบิกขึ้นมากันเอง มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลจางของเ้าแม้แต่น้อย?หรือว่าตระกูลจางของเ้าบุกเบิกที่ตั้งเล็กๆ แห่งหนึ่งออกมาแล้ว ยืนยันได้ว่าที่ตั้งอื่นๆ โดยรอบ ก็เป็ของตระกูลจางทั้งหมด มีเหตุผลเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?หากไม่มีตระกูลลู่ของเราบุกเบิกสร้างตัวมานานหลายปีเช่นนี้ ตระกูลจางตระกูลเล็กๆ ของเ้าจะมีสภาพอย่างทุกวันนี้ได้หรือ?”
เมื่อลู่อวี่เห็นทั้งสองคนเริ่มโต้เถียงกันเพราะเื่นี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง หากคิดเล็กคิดน้อยกันเพราะเื่นี้ขึ้นมาจริงๆ มันก็ไม่ใช่เพียงคำพูดหนึ่งหรือสองประโยคจะพูดกันได้อย่างชัดเจน?ประมุขผู้นั้นของตระกูลจางพูดเื่นี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะ้าการยอมรับ เพียงคิดอ้างศีลธรรมก่อนที่จะลงมือ จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ลู่อวี่มองนิสัยที่รอบคอบ และมองการกระทำของประมุขตระกูลจางออก ทว่าเขาไม่มีเวลามาทะเลาะกับคนเหล่านี้อยู่ที่นี่ จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมเป็เหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า หลักการที่กล่าวมา เป็เพียงเครื่องมือของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น ประมุขตระกูลจางคิดร้ายเช่นนี้ก็ดูใจแคบเกินไป เื่ราวทุกอย่างมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว!”
ลู่อวี่พูดไปเช่นนี้ ทว่าเขาก็ไม่กล้าชะล่าใจและดูแคลนอีกฝ่ายมากนัก เพราะในแง่ของพลังยุทธ์แล้ว อีกฝ่ายก็เป็ถึงยอดฝีมือขั้นตงซวน ซึ่งนับว่าเหนือชั้นกว่าเขาไปขั้นใหญ่ และทำให้เขารับมือโดยไม่ระมัดระวังตัวไม่ได้ นอกจากนี้ ตระกูลจางเองก็อาจมีแผนการความช่วยเหลือจากตระกูลเจียงซ่อนเร้นอยู่ หากไม่ทันระวัง อาจถูกคนลอบทำร้ายเอาได้ การกระทำนั้น ถึงจะเรียกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็ธรรม
ที่เรียกกันว่าพลังยุทธ์ขั้นตงซวนทั่วไป ก็คือการเข้าใจความลึกลับอย่างทะลุปรุโปร่ง ความลึกลับที่เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งก็หมายถึง ทุกสิ่งอย่างในโลกและ์อยู่แล้ว พลังยุทธ์ที่ต่างกัน แนวโน้มและระดับความลึกลับซับซ้อน ย่อมต้องมีจุดที่แตกต่างกันเป็ธรรมดา
ยกตัวอย่าง เคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่า ที่ลู่อวี่ฝึกฝนมา มันคือวิทยายุทธ์ขั้นสูงสุด ของการหลอมรวมประสานเป็หนึ่งในวิถีแห่งศีลธรรม-จรรยา ทุกครั้งที่ขั้นพลังยุทธ์บรรลุขั้นสูงขึ้น ก็จะสำแดงพลังวิเศษอย่างหนึ่งออกมาเอง และสามารถฝึกฝนได้ตลอดทาง จนถึงขั้น์ โดยไม่ต้องกังวลว่าวิทยายุทธ์ระหว่างนั้นจะถูกตัดขาด เมื่อการฝึกฝนของลู่อวี่ฝ่าด่านมาจนถึงขั้นตงซวน ก็จะมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการหลอมรวมประสานเป็หนึ่งในวิถีแห่งศีลธรรม-จรรยามากกว่า อีกทั้งยังมีความรวดเร็วกว่าผู้อื่น นอกจากนั้นยังครอบคลุมมากกว่าผู้อื่นอีกด้วย นี่คือข้อได้เปรียบที่ชัดเจน
เช่นเดียวกับวิทยายุทธ์อื่นๆ วิถีแห่งศีลธรรม-จรรยา ที่เกี่ยวข้อง จะเป็ตัวกำหนดระดับและความล้ำค่าของวิทยายุทธ์นี้ แม้จะมีวิทยายุทธ์มากมาย แต่หากมันสามารถแฝงเร้นไปด้วยกฎแห่ง์และโลกได้ มันก็สามารถใช้เป็วิชาความรู้ที่หายสาบสูญไปของสำนักและตระกูลใหญ่ๆ ได้ แม้ว่ายอดวิชาเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์แผดเผานภาของตระกูลลู่ ที่ฟังดูแล้วจะทรงพลัง แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็ทางเข้าถึงถนนสายหลักโดยตรง ซึ่งเป็แกนหลักพื้นฐานที่สุด เพราะวิทยายุทธ์นี้ฝึกฝนมาถึงขั้นเกิดเทพเ้าจะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หลังจากนี้ คงต้องหาวิธีอื่นในการแก้ปัญหาแล้ว
เวลานี้ลู่อวี่กำลังเผชิญหน้ากับประมุขของตระกูลจาง จางอวิ๋น ที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าประมาทเป็อันขาด ไม่เพียงแต่ชักกระบี่บินออกมาเท่านั้น ทว่าเขายังเรียกไฟแท้หนิงคงออกมาเปลี่ยนมันให้กลายเป็โซ่เปลวไฟแท้หนิงคง คดเคี้ยวพันรอบตัวเพื่อปกป้องลู่อวี่ไว้
จนถึงเวลานี้ ลู่อวี่เพิ่งจะตระหนักได้ว่า เขามีวิธีต่อสู้กับศัตรูน้อยเกินไปนัก ตอนที่พลังยุทธ์อยู่ในขั้นประสานพลังปราณ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เคยรวบรวมหลักคำสอนและคาถา แต่เวลานั้นตระกูลเมิ่งมาท้าทายเขาเสียก่อน จึงรีบร้อนที่จะบรรลุขั้นพลังยุทธ์ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง คือมันเป็คาถาที่ถูกตาต้องใจเขา หากฝึกฝนตามความทรงจำที่มี ย่อมไม่สามารถทำได้ใน่เวลาสั้นๆ ดังนั้นจึงทำให้ตอนนี้ ไม่มีแม้แต่หลักคำสอนและคาถาที่ทรงพลังแม้แต่อย่างเดียว จำต้องอาศัยกระบี่บินเล่มหนึ่งและไฟแท้หนิงคงมารักษาภาพพจน์เท่านั้น
คิดได้เช่นนี้ ก็รู้สึกว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ คงสามารถปล่อยวางอย่างอื่นได้หมด แต่ไม่ว่าอย่างไรย่อมต้องฝึกฝนวิธีรับกับมือศัตรูให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้น ในภายภาคหน้าจะยังป้องกันตัวเองได้หรือไม่ หากอยู่ข้างนอกตามลำพัง?
แต่อย่างไรก็ตาม เขาควรรับมือกับเื่ราวตรงหน้านี้ก่อน แม้ว่าประมุขตระกูลจางจะมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน แต่ตระกูลเล็กๆ เช่นนี้ ต่อให้จะมีฝีมือแข็งแกร่งตัวเขาก็น่าจะจัดการไหว ดังนั้นหลังจากเสร็จสิ้นการเตรียมการแล้ว ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาชี้ไปที่กระบี่แสง ให้เข้าโจมตีจางอวิ๋นทันที
เดิมทีเขามาที่นี่เพื่อระบายความแค้นแทนตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน และตั้งใจทำให้ตระกูลจางใ ดังนั้นจะประมาทเลินเล่อ และคึกคักห้าวหาญราวกับเสือ แต่ลงท้ายเหมือนกับหางงูไม่ได้
ั์ตาของจางอวิ๋นฉายแววดุดันอำมหิต คนที่ไม่รู้ หากได้เห็นสีหน้าท่าทีของจางอวิ๋นเข้า คงคิดว่าประมุขตระกูลจางผู้นี้ต้องเป็ผู้ที่มีเหตุผล แต่ใครก็ตามที่คุ้นเคยกับเขาต่างก็รู้ว่า เขาไม่ใช่ผู้ที่ใจดีมีเมตตาอย่างแน่นอน มิฉะนั้น จะใช้กลยุทธ์ที่น่ารังเกียจเช่นนี้เพื่อมาต่อกรกับตระกูลลู่ได้อย่างไร อีกทั้งยังทำเฉยปล่อยให้ลูกหลานของตัวเองมาทำร้ายบุตรชายของหัวหน้าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนได้?
“ในเมื่อเ้ารนหาที่ตาย เช่นนั้นจะมาโทษข้าไม่ได้!” เื่มาถึงขนาดนี้แล้ว จางอวิ๋นก็ยังทำเป็ใจกว้างอีก แต่ในความเป็จริง ทั้งสองฝ่ายต่างย่อมดูกันออกว่า เป็เพียงการแสดงทำให้ผู้อื่นดูเท่านั้น
ความขัดแย้งระหว่างตระกูลลู่กับตระกูลจางเวลานี้ ได้ดึงดูดความสนใจของนักพรตในเป่ยหยวนขึ้นแล้ว เป็ปกติของผู้ที่มีพลังยุทธ์ต่ำเกินไปจะไม่กล้าเข้าใกล้อยู่แล้ว ส่วนผู้ที่มีพลังยุทธ์เพียงพอก็กล้าหาญพอที่จะสรรหาสถานที่สูงๆ ใกล้ๆ เพื่อมุงดูกัน
“เด็กหนุ่มผู้นี้มาจากที่ใดกัน ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน สามารถทำให้ผู้เฒ่าทั้งสองของตระกูลจางเสียเปรียบได้เช่นนี้ รับรองว่าไม่ใช่คนของตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนอย่างแน่นอน!” บนเนินเขามีนักพรตสันโดษหลายท่าน กำลังนั่งกระจายตัวกันอยู่บนโขดหินขนาดใหญ่ ที่สลับสูงต่ำอยู่หลายก้อน จ้องมองไปทางตระกูลจางด้วยสีหน้าท่าทางสงสัย ผู้ที่เอ่ยปากพูด ก็เป็บุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งที่มีใบหน้าน่าเกรงขามและดุร้าย หากเป็ทหาร ก็คงต้องเป็แม่ทัพที่โเี้มากผู้หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะเป็นักพรตคนหนึ่งเท่านั้น
