“ดูเหมือนว่าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จะดึงดูดผู้ฝึกยุทธ์มากกว่าสำนักเทียนอี้เสียอีก”
หลินเฟิงสวมหน้ากากสัมฤทธิ์ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน คอยจ้องมองผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาทั่วทุกสารทิศอย่างเงียบๆ
เมิ่งฉิงและคนอื่นๆ ก็ยืนอยู่ข้างหลินเฟิง แม้แต่เวิ่นอ้าวเสวี่ยและหยวนซานก็ติดตามมาด้วยเช่นกัน พวกเขาอยากจะเห็นลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ด้วยตาตัวเอง
จิ้งหยุนจ้องมองไปที่หน้ากากของหลินเฟิงด้วยความสงสัย เห็นได้ชัดว่าหลินเฟิงไม่้าให้คนอื่นรู้ถึงตัวตนของเขา เธอไม่รู้ว่าระหว่างการกวาดล้างนิกายหยุนไห่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา
แสงแดดส่องผ่านก้อนเมฆลงมาที่ฝูงชน ทำให้ฝูงชนรู้สึกอบอุ่นไปทั่วร่าง
“ดูนั่น พวกเขามาแล้ว ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก!”
ตอนนี้เองเสียงตื่นเต้นก็ดังกระหึ่มขึ้นมา ฝูงชนจ้องมองไปที่ด้านในของประตูั์ ซึ่งมีร่างอันสง่างามจำนวนมากเดินออกมา
พวกเขาทั้งหมดต่างสวมเสื้อคลุมสีขาว และมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า ‘เสวี่ยเยว่’ สองคำอย่างสวยงาม
เครื่องแบบของพวกเขามีขนาดพอดีกับตัวคน ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาพร้อมที่จะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
กลุ่มคนประมาณ 200-300 คน ตบเท้าเดินออกมาอย่างเป็ระเบียบ พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็รุ่นเยาว์ ไม่ช้าพวกเขาก็เดินผ่านประตูของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ และตรงไปที่จัตุรัสอันกว้างขวาง แล้วเดินขึ้นบันไดไปยังเวทีบนจัตุรัส
สายตาของแต่ละคนล้วนเ็าและเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งยโส ขณะที่หันหน้ามาทางฝูงชน คนเหล่านี้คือกลุ่มแรกที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ จากทั่วทุกมุมของอาณาจักร เมื่อได้ขึ้นมายืนอยู่บนเวทีแห่งนี้ ท่ามกลางสายตาของฝูงชน ในใจของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา
หลินเฟิงจ้องมองร่างที่คุ้นเคยซึ่งยืนอยู่บนเวที ผ่านหน้ากากสัมฤทธิ์ด้วยสายตาที่เ็า
“หลิ้งหูเห่อซาน ถูฟู เหวินเริ่นเหยียน”
ในอดีต ทั้งสามคนนี้คือเสาหลักของนิกายหยุนไห่ และได้รับความสำคัญจากนิกาย พวกเขาถือได้ว่าเป็แกนนำของนิกายในอนาคต แต่เมื่อนิกายหยุนไห่ถูกต้วนเทียนหลางทำลาย พวกเขากลับเลือกที่จะทรยศนิกายและมายืนอยู่บนเวทีอย่างผ่าเผย พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับลาภยศที่ต้วนเทียนหลางมอบให้
นอกจากสามคนนี้ หลินเฟิงยังเห็นศิษย์คนอื่นๆ ที่มาจากนิกายหยุนไห่ยืนอยู่ด้วย พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็ศิษย์ที่มีรายชื่อติดอยู่บนผนังจัดอันดับ พวกเขายอมจำนนต่อต้วนเทียนหลางเพื่อให้มีชีวิตรอด
ไม่ได้มีแค่ศิษย์จากนิกายหยุนไห่เท่านั้น แต่ยังมีศิษย์จากนิกายใหญ่อื่นๆ อีกด้วย เช่น หลินเชียนจากนิกายเฮ่าเยว่ และหลินหงจากหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน ลูกพี่ลูกน้องของเขาก็ยืนอยู่ในนั้น
“ฮ่าๆๆ ท่านอาหลินหลุ่ย ท่านเห็นหลินเชียนกับหลินหงไหม? ตอนนี้เขากลายเป็ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่แล้ว ดูมีสง่าราศีสุดๆ ในอนาคตพวกเขาจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อีกไม่นานตระกูลหลินของพวกเราก็จะรุ่งโรจน์ และกลายเป็ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหยางโจว ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะได้กลืนกินตระกูลอื่นๆ ในเมืองหยางโจวในไม่ช้า”
ในตอนนี้เอง ที่ไหนสักที่ท่ามกลางฝูงชน หลินป้าต้าว ลุงใหญ่ของหลินเฟิงก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ซึ่งคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็คือสมาชิกของตระกูลหลิน แม้แต่ผู้าุโสูงสุดอย่างหลินหลุ่ยก็มาด้วย
“อืม ข้าคิดไว้ไม่มีผิด หลินเชียนและหลินหงคือเสาหลักของตระกูลเรา อนาคตของตระกูลหลินคงต้องพึ่งพาสองคนพี่น้องนี่”
หลินหลุ่ยยิ้มบางๆ ขณะพูด เขาดูสุภาพกับหลินป้าต้าวมาก ตอนนี้บุตรทั้งสองคนของหลินป้าต้าวฉายแววโดดเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้สถานะของหลินป้าต้าวถูกยกระดับขึ้นมาก
“น่าหลันซยงก็มาด้วย ถึงแม้ว่าจะมีแค่บุตรีของเขา น่าหลันเฟิงที่ได้เป็ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ แต่ข้าก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดี”
หลินป้าต้าวกวาดสายตามองไปที่มุมหนึ่งของฝูงชน ซึ่งตรงนั้นมีคนจากตระกูลน่าหลันมาด้วย
“ไม่ต้องไปสนใจ ตระกูลหลินของพวกเรามีถึง 2 คนที่ได้เป็ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยวเยว่ ส่วนพวกเขามีแค่น่าหลันเฟิงคนเดียวเท่านั้นที่ได้เป็ ยิ่งไปกว่านั้น พร์กับจิติญญาของเชียนเชียนก็แข็งแกร่งกว่าน่าหลันเฟิงหลายเท่า ไม่ว่าอย่างไรน่าหลันเฟิงย่อมไม่ใช่คู่มือของนาง”
หลินหลุ่ยกล่าวออกมา แน่นอนว่าหลังจากที่หลินป้าต้าวได้ยินประโยคนี้ ก็รู้สึกเบิกบานใจขึ้นมา
ขณะนั้นหลินเฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขาไม่ไกลนัก ได้เหลือบมองไปที่หลินป้าต้าวและสมาชิกตระกูลหลินคนอื่นๆ ด้วยสายตาเ็า เห็นได้ชัดว่าพวกเขารีบร้อนออกจากเมืองหยางโจวเพื่อมายังเมืองหลวง
ดูเหมือนว่าในสายตาของหลินป้าต้าวและคนอื่นๆ นั้น จะคิดว่าการเป็ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่มันน่าภาคภูมิใจมากกว่า โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่ามีใครบางคนจากตระกูลหลินได้ปฏิเสธต้วนเทียนหลางในการเข้าร่วมกับลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ และเป็คนที่นิกายหยุนไห่ยอมสละชีวิตไปเป็จำนวนมาก เพื่อให้คนคนนั้นรอดชีวิต
คนคนนั้นก็คือ คนที่ตระกูลหลินขับไล่ออกจากตระกูล
“ฮ่าๆๆ การที่วันนี้มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมชมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ถือได้ว่าเป็เกียรติอย่างยิ่งสำหรับข้า”
ตอนนั้นเองเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจก็ดังขึ้นมา เมื่อทุกคนหันไปมองก็พบเงาร่างที่สูงใหญ่กำลังเดินขึ้นมาบนเวทีอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินมายังด้านหน้าสุด
สองคนที่ปรากฏตัวขึ้นมาจะเป็ใครไปได้อีก? ถ้าไม่ใช่ต้วนเทียนหลางกับต้วนหาน
“ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็จริง ผู้ที่สร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็คือต้วนเทียนหลาง” ฝูงชนแอบคิดในใจเงียบๆ พวกเขาเคยได้ยินข่าวลือมาว่าผู้ที่สร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็คือคนที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ แต่ก็ยังไม่แน่ใจนักว่าเป็ใคร? จะเป็เทพลูกศรหลิ่วชั่งหลันหรือว่าเป็อ๋องเทียนหลาง และในที่สุดความจริงก็ได้ปรากฏออกมา คนคนนั้นก็คืออ๋องเทียนหลาง
“หลายๆ คนคงเดินทางมาไกลหลายพันลี้ เพื่อมาร่วมเป็สักขีพยานในการเปิดลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ในวันนี้ ข้าบอกตามตรงว่าเป็เกียรติอย่างมาก แน่นอนว่าพวกเรายังเปิดรับสมัครศิษย์กันอยู่ หนุ่มสาวคนไหนที่มีระดับการบ่มเพาะในขอบเขตแห่งจิติญญา สามารถมาลงทะเบียนได้ที่นี่ เมื่อเข้าสู่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ทุกคนก็มีสิทธิเลือกเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นกลางได้ตามใจชอบ และถ้าหากมีพร์ที่โดดเด่นมากพอ ก็จะได้รับเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นสูงสุด”
เมื่อต้วนเทียนหลางกล่าวจบ ผู้คนจำนวนมากก็พลันแตกตื่นขึ้นมา ต้องรู้ว่าเคล็ดวิชาระดับลี้ลับไม่สามารถหาพบได้ง่ายดายขนาดนั้น โดยเฉพาะเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นกลาง บางคนต้องกลายเป็ศิษย์สายในของนิกายใหญ่ถึงจะได้รับมัน บางคนต้องหาของล้ำค่าไปแลกเปลี่ยน กระทั่งเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นสูงสุดก็ยังยากที่จะได้รับมัน ซึ่งในนิกายใหญ่บางแห่งก็ไม่ยอมให้ศิษย์ของตัวเองฝึกมัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำพูดของต้วนเทียนหลางนั้นเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ เพียงแต่ว่าเงื่อนไขในการเข้าร่วมก็คือ จะต้องบรรลุขอบเขตแห่งจิติญญาเท่านั้น เงื่อนไขที่สูงลิ่วเช่นนี้ สมแล้วที่เป็ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่
“นอกจากนี้ ข้ายังมีเื่ประกาศอีกเื่หนึ่ง มี 2 คนที่ข้าอยากจะให้ทุกคนเห็น พวกเขาเองก็ได้เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่อย่างเป็ทางการเช่นกัน”
มุมปากของต้วนเทียนหลางยกยิ้มขึ้นมาอย่างมีเลศนัย ทำให้ฝูงชนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา ใครกันที่อยากให้พวกเราเห็น? คนคนนั้นเป็ใคร?
จากน้ำเสียงของต้วนเทียนหลางแล้ว สองคนนั้นจะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
“พวกเ้าทั้ง 2 ออกมาได้แล้ว”
ต้วนเทียนหลางะโออกมาเสียงดัง ทันใดนั้นก็มีเงาคนปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้า
แสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่สาดส่องลงมา ถูกขวางกั้นจากเงาที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ไม่นาน เงานั้นก็ค่อยๆ ลอยลงมาจากฟากฟ้าอย่างช้าๆ
“คุณชายลั่วเสวี่ย!”
ฝูงชนต่างตกตะลึงจนตาค้าง ที่แท้ก็คือคุณชายลั่วเสวี่ย ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน และยังเป็หนึ่งในแปดคุณชายแห่งเสวี่ยเยว่ นี่เขาก็เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เช่นกันหรือ?
ในขณะเดียวกัน ก็เกิดกระแสลมที่รุนแรงพัดเข้ามา บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่มีเงาร่างหนึ่งกำลังบินวนอยู่รอบๆ ก่อนจะดิ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็ปรากฏร่างของคนคนหนึ่งที่กำลังกระพือปีกบินลงมา
“คุณชายต้าเผิง!”
รูม่านตาของฝูงชนพลันหดลง ในใจของพวกเขาเต้นกระหน่ำอย่างตื่นเต้น คุณชายลั่วเสวี่ยและคุณชายต้าเผิงจากแปดคุณชายแห่งเสวี่ยเยว่ ต่างเข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ นี่เป็เื่ที่ทุกคนต่างก็คาดไม่ถึง
คุณชายต้าเผิงหรือฉู่จ่านเผิง คือบุตรชายของฉู่ชิ่ง ประมุขนิกายเฮ่าเยว่ แต่ตอนนี้ เขาได้กลายเป็ศิษย์ของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ไปแล้ว?
“ที่แท้คุณชายลั่วเสวี่ยและคุณชายต้าเผิง ก็เข้าร่วมกับลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่แล้ว”
“อ๋องเทียนหลางช่างร้ายกาจยิ่งนัก ถึงขนาดสามารถเชิญ 2 ใน 8 คุณชายแห่งเสวี่ยเยว่มาได้”
ฝูงชนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงดัง พิธีเปิดลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ในวันนี้ ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนเป็อย่างมาก
คุณชายลั่วเสวี่ยและคุณชายต้าเผิงยืนขนาบซ้ายและขวาของต้วนเทียนหลาง ฉากนี้ทำให้ทุกคนรู้ว่า ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่มีสองคุณชายได้เข้าร่วมกับราชวงศ์แล้ว
ต้วนเทียนหลางยิ้มกว้างขณะที่โบกมือให้ฝูงชนเงียบเสียงลง
“และตอนนี้ข้าขอประกาศว่า ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้เปิดอย่างเป็ทางการ โดยมีข้า ต้วนเทียนหลาง เป็ประมุขรุ่นแรก”
ต้วนเทียนหลางกล่าวเสียงดัง ทำให้ทุกคนรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง
“ข้า ต้วนเลี่ย ขอแสดงความยินดีด้วย” ทันใดนั้นก็มีเสียงะโดังขึ้นมาจากฝูงชน ตามมาด้วยเสียงะโของคนอื่นๆ ในมือของพวกเขาล้วนถือกล่องของขวัญสีทองมาแสดงความยินดี
“ตระกูลไป๋ ขอแสดงความยินดีด้วย”
“ตระกูลจง ขอแสดงความยินดีด้วย”
“ตระกูลกู่ ขอแสดงความยินดีด้วย”
“…”
เสียงะโดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางฝูงชน คล้ายกับว่าพวกเขารอเวลานี้มาโดยตลอด ต้วนเทียนหลางที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดยิ้มรับคำยินดีจนหน้าบาน
“ขอบคุณทุกท่านมาก”
ต้วนเทียนหลางยืนรับของขวัญที่ผู้คนทยอยนำมาให้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน
