บทที่ 92 ขั้นเกิดเทพเ้าออกโรง
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าลู่อวี่จะเข้าใจกระบี่ทั้งหกของเก้ากระบี่ไร้เทียมทานทั้งหมด ทว่าเข้าใจก็ส่วนเข้าใจ มันไม่ได้หมายความว่าฝึกฝนเพียงครั้งเดียวแล้วจะทำสำเร็จได้เลย ส่วนเื่ใช้ได้จนคล่องเลยนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง มิเช่นนั้นลู่อวี่ก็คงไม่ต้องมาพัวพันอุตลุดอยู่กับเจียงเหยียนซิ่งนานเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะมีวิธีรับมือด้วยไม่เยอะมากนัก อาศัยเพียงพลังวิเศษนิ้วทะลวงฟ้าเพียงอย่างเดียวก็สามารถเอาชนะยอดฝีมือจากตระกูลเจียงที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนผู้นี้ได้แล้ว
แม้ว่าเจียงเหยียนซิ่งจะไม่รู้เป้าหมายของลู่อวี่ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่เดินตามแผนการของลู่อวี่แน่นอน เมื่อรู้ตัวว่าต่อให้ตนเองจะมีฝีมือพอๆ กันกับบุรุษของตระกูลลู่ผู้นี้ แต่กลับถูกอีกฝ่ายจูงจมูกอยู่ตลอดเวลา การกระทำเช่นนี้ยอดฝีมือขั้นตงซวนเช่นเขาไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางยอมรับได้ หลังจากสกัดกั้น “กระบี่เซียวเหยา” ของลู่อวี่ไปสองครั้ง ร่างของเจียงเหยียนซิ่งก็ค่อยๆ หลบห่างออกไปไกล จากนั้นก็กำหมัดมือขวาแน่นแล้วหายใจออกมาเสียงดัง เข้าโจมตีลู่อวี่อย่างรุนแรง
ขณะที่เจียงเหยียนซิ่งปล่อยหมัดออกไปนั้น พลังปราณแห่ง์และโลกก็รวมตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดหมัดที่แข็งแกร่งที่ราวกับกับทำจากทองคำ มีขนาดเท่ากับบ้านที่มีขนาดหนึ่งร้อยหลี่หลังหนึ่ง ก่อตัวเป็หมัดขนาดมหึมา พร้อมด้วยพลังอันมหาศาล เข้าโจมตีลู่อวี่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
นี่คือฝีมือของเจียงเหยียนซิ่งที่ใช่ว่าจะพบเห็นได้ง่ายๆ พลังวิเศษ “หมัดเทพทำลายล้าง” แม้ว่าพลังวิเศษนี้จะมีกระบวนท่าที่เรียบง่าย แต่กลับทรงพลังอย่างยิ่ง พลังของมันสามารถทำลายล้างเวทมนตร์คาถา และเข้าบดขยี้ศัตรูได้เลยทันที
แม้ลู่อวี่จะเห็นเจียงเหยียนซิ่งหลบออกไปไกลมาก ซึ่งจะต้องมีแผนที่แข็งแกร่งอื่นอยู่แน่นอน แต่กลับใกับหมัดเทพเ้าทำลายล้างนี้ไม่น้อย แสงกระบี่เปลวเพลิงสีแดงทั้งสี่แสงกลายเป็กระบี่ั์สี่เล่ม มันพุ่งฟันใส่เขาในทันทีอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียง “ติ๊งๆ ติ๊งๆ” ดังขึ้นสี่ครั้ง จากนั้นกระบี่แสงทั้งสามก็ถูกทำลายจนหายวับไปทันที เหลือเพียงร่างจริงของกระบี่เปลวไฟสีแดงสุดท้ายเท่านั้นที่ถูกต่อยด้วยหมัดจนกระเด็นปลิวออกไป ซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์ใดเลย เพียงทำให้แสงสีทองของหมัดทองคำั์จางลงเล็กน้อยเท่านั้น
เวลานี้ ลู่อวี่ไม่คิดที่จะใช้เจียงเหยียนซิ่งมาเป็คู่ฝึกซ้อมอีกต่อไปแล้ว ละทิ้งทุกอย่างใน่เวลาความเป็ความตายนี้ ในขณะที่เรียกกระบี่บินและโซ่ไฟแท้หนิงคงมารวมตัวปกป้องร่างตัวเองไว้ ขณะนั้นก็ยกมือขวาขึ้นด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิเศษของลู่อวี่นั้นดุดันไม่น้อย จากนั้นเขาก็ะโเสียงดังออกมา “ไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่า นิ้วทะลวงฟ้า!”
ยังไม่ทันพูดจบ พลังที่มองไม่เห็นก็แผ่กระจายออกไปแล้ว พลังปราณ์และโลกนั้นเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เพียงไม่ถึงพริบตาเดียว ก็มีนิ้วทะลวงฟ้าขนาดั์ยาวหลายสิบจื่อ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเหนือหัวของลู่อวี่จนปรากฏออกมาให้เห็นทั้งหมด แม้แต่ลายนิ้วมือก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน
ในบรรดาผู้คนที่รับชมการต่อสู้อยู่ด้านล่าง คนของตระกูลลู่เหมือนจะไม่แปลกใจกับสิ่งนี้กันเลย ตรงกันข้ามกับเจียงฮั่นเจิ้นที่ยืนอยู่กับจางจวิ้นกลับทำหน้าใ และอุทานออกมา “ไม่ได้การแล้ว เหยียนซิ่ง อันตราย! “
แม้ว่าเจียงฮั่นเจิ้นจะไม่รู้ว่ามันเป็พลังวิเศษอะไร แต่มันไม่เป็อุปสรรคเลยที่เขาจะตัดสินพละกำลังของพลังวิเศษนี้ เพียงเห็นพลังที่ปล่อยออกมาจากพลังวิเศษนี้แล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่หมัดเทพทำลายล้างของเจียงเหยียนซิ่งจะเทียบเคียงได้เลย เมื่อใดที่ปะทะกัน หากไม่ตายก็เจ็บหนักอย่างแน่นอน
แม้ว่าพลังวิเศษของเจียงเหยียนซิ่งนั้นจะไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็วิทยายุทธ์ เคล็ดวิชาลับ หรืออาวุธวิเศษ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แบ่งระดับสูงและต่ำ พลังวิเศษก็มีความแตกต่างแยกเป็ระดับสาม หกและเก้าเช่นกัน หากตามการคาดเดาของเจียงฮั่นเจิ้นแล้ว หากแยกตามระดับเพื่อแยกพลังวิเศษ พลังวิเศษของเจียงเหยียนซิ่งมากสุดก็อยู่ที่ระดับหก ขณะที่นิ้วทะลวงฟ้าที่ต่ำสุดอยู่ที่ระดับสี่ ความแตกต่างที่ห่างกันมากเช่นนี้ เขาจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยได้อย่างไร
แม้ว่าเจียงเหยียนซิ่งจะเป็เพียงสายเืสาขาหนึ่งของตระกูลเจียง หลังฝึกฝนมาได้ร้อยปีกว่าก็บรรลุขั้นพลังยุทธ์มาจนถึงขั้นตงซวนได้แล้ว ถือว่าเป็อัจฉริยะที่มีชื่อเสียงของตระกูลเจียงเลย หากเกิดเขาเป็อะไรขึ้นที่นี่ เขาก็ไม่มีหน้าไปพูดกับตระกูลว่าอย่างไรเช่นกัน
ดังนั้นจึงกัดฟันแล้วเรียกหาอาวุธเศษของตัวเองออกมา “ตราประทับเจิ้นซวน” ก่อนแปลงร่างเป็ตราประทับที่สูงหลายชุน ให้เข้าโจมตีลู่อวี่
ประมุขตระกูลจาง จางอวิ๋นรู้ดีว่าเวลานี้จะมัวลังเลไม่ได้แล้ว หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเจียงเหยียนซิ่งเพราะตระกูลจาง ตระกูลจางทั้งตระกูลคงไม่สามารถรับผิดชอบความโกรธเกรี้ยวนั้นจากตระกูลเจียงไหว ดังนั้นเวลานี้จะทำให้ตระกูลลู่ไม่พอใจ แต่ยังมีตระกูลเจียงค่อยหนุนหลังเขาอยู่ ต่อให้มันเลวร้ายมันก็คงเลวร้ายไม่ถึงไหน เพราะว่าความแข็งแกร่งที่ตระกูลเจียงมีนั้นมันเหนือชั้นกว่าตระกูลลู่จริงๆ
ความคิดพวกนี้เพียงปรกฏขึ้นมาในหัว แต่เขาเริ่มลงมือทำการทันที แสงวงสีขาวเงินหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมลู่อวี่ราวกับดาวตกที่กำลังไล่ตามดวงจันทร์
ตอนที่ทุกคนของตระกูลลู่รู้ตัว พลังวิเศษของเจียงฮั่นเจิ้นและจางอวิ๋น ก็ถูกปล่อยออกมาแล้ว ทันใดนั้นเหล่าชาวบ้านก็แสดงสีหน้าตื่นใไปตามๆกัน พวกเขาทำได้เพียงพากันร้องอุทานและสบถด่าออกมา
“ไร้ยางอาย!”
“ระวัง!”
“บ้าเอ๊ย กำจัดตระกูลจางทิ้งไปเลย!”
การเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วมาก จนแม้แต่ลู่อวี่ก็คิดไม่ถึงว่าคนของตระกูลเจียงและตระกูลจางจะร่วมกันโจมตีเข้ามาอย่างกะทันหันในเวลานี้ แต่เขาไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย นิ้วมือขวายื่นเข้าไปรับหมัดเทพทำลายล้างที่พุ่งเข้ามารับตรงหน้า พร้อมกับปล่อยพลังวิเศษออกไป ราวกับจะยอมาเ็กันไปทั้งสองฝ่าย เพื่อมุ่งเป้าทำให้คู่ต่อสู้ได้รับบาดสาหัสเช่นเดียวกัน
“ตูม!” หมัดเทพทำลายล้างถูกนิ้วทะลวงฟ้าตีแตก มันเปราะบางราวกับเครื่องลายครามที่ประณีตงดงามชิ้นหนึ่งที่ถูกกระบี่ฟาดจนแตกกระจาย จนกลายเป็แผ่นทองคำชิ้นๆ จำนวนมากที่กระจายไปรอบทิศ ท้ายที่สุดก็กลายเป็แสงสีทองเล็กๆ หายวับไประหว่าง์และโลก แต่นิ้วทะลวงฟ้ากลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อยและตรวจหาความเสียหายไม่พบ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวจู่โจมเข้าหาเจียงเหยียนซิ่งด้วยความเร็วที่เร็วขึ้น
นิ้วทะลวงฟ้าแตกต่างจากหมัดเทพทำลายล้างของเจียงเหยียนซิ่ง เมื่อใดที่ปล่อยออกมามันจะจับคู่ต่อสู้ไว้แน่น หากไม่ตายย่อมไม่ปล่อย ไม่มีช่องว่างให้หลบได้เลย ดังนั้นเวลาไม่ถึงพริบตาเดียว เจียงเหยียนซิ่งก็ถูกโจมตีเหมือนรถม้าที่ขี่มาด้วยความรวดเร็ว และชนเข้ากับคน ถูกชนจนกระเด็นออกไปไกลดัง “ตูม” ลอยชนเข้ากับูเาหินเล็กๆ ลูกหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไกลจนเหลือให้เห็นเพียงความเคลื่อนไหว เจียงเหยียนซิ่งไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องน่าเวทนาเปล่งออกมา หากไม่ตายก็คงได้รับาเ็สาหัส
แต่เวลานี้อาวุธวิเศษของเจียงฮั่นเจิ้นและจางอวิ๋นก็โจมตีเข้ามาด้วย แม้ว่ากระบี่บินและไฟแท้หนิงคงของลู่อวี่จะมีความลึกลับมากมาย แต่ก็แทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะหลบหนีจากการโจมตีเต็มรูปแบบของยอดฝีมือขั้นตงซวนทั้งสองได้
ในขณะที่ทุกคนมีสีหน้าที่เศร้าเสียใจ และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรอยู่นั้น ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มืดครึ้มลง เวลาและช่องว่างระหว่าง์และโลกดูเหมือนกับว่าหยุดนิ่ง
อาวุธวิเศษทั้งสองที่บินพุ่งเข้ามาไม่ถึงครึ่งชุนตรงหน้าลู่อวี่ก็หยุดชะงักเช่นกัน แม้ว่าแสงของมันจะกะพริบและแกว่งไปแกว่งมา แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนตัวพุ่งมาด้านหน้าได้เลย จากนั้นอาวุธวิเศษทั้งสองก็กลายร่างเป็ลำแสงสองแสง บินขึ้นไปบนท้องฟ้าและหายวับไป
ทันใดนั้น ทุกคนก็สังเกตเห็นว่ามีม้วนภาพม้วนหนึ่งกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า พร้อมด้วยูเาที่สลับซับซ้อน ูเาสูงตระหง่าน พร้อมด้วยร่องรอยที่กระจัดกระจาย เลือนรางเห็นไม่ชัดบนนั้น มีพลังที่ดูทรงพลังอย่างยิ่ง
เวลานี้ ความรู้สึกชะงักงันเมื่อสักนี้หายไปแล้ว ใบหน้าของเจียงฮั่นเจิ้นซีดขาวราวกับไม่มีเื ดูม้วนภาพขนาดใหญ่บนท้องฟ้า ก็บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า “รูปภาพูเาและแม่น้ำ! ตระกูลลู่ยังมียอดฝีมือคอยปกป้องอยู่จริงๆ ด้วย พลังยุทธ์ขั้นต่ำสุดก็คงอยู่่ปลายขั้นตงซวนแล้วถึงสามารถใช้อาวุธวิเศษถึงขนาดนี้ได้!” ในขณะที่พูดอยู่นั้นก็มีเืไหลออกมาจากมุมปาก ผลสะท้อนกลับเมื่ออาวุธวิเศษถูกชิงเอาไป บวกกับความรู้สึกโกรธและเสียใจเมื่อรู้ความจริง ทำให้เจียงฮั่นเจิ้นที่ต่อให้ไม่ถูกโจมตีตรงๆ แต่เหมือนจะได้รับาเ็ภายในอย่างรุนแรง
ในทางตรงกันข้าม ประมุขตระกูลจาง จางอวิ๋น ที่แม้จะสูญเสียอาวุธวิเศษ เพียงหน้าซีดเท่านั้น แต่กลับรู้สึกเสียใจมากกว่าที่ตัวเองไม่กล้าใช้อาวุธวิเศษโจมตีลู่อวี่ มิฉะนั้นต่อให้จะถูกอีกฝ่ายรับมือไว้ได้ ก็คงไม่สูญเสียอาวุธวิเศษไป เพราะอาวุธวิเศษชิ้นนี้ เขาทุ่มเทแรงใจแรงกายและเืเนื้อไปไม่น้อย อีกทั้งยังฝ่าอันตรายมาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดกว่าจะได้มันมา แต่ตอนนี้เสียใจเพียงไหนก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
เมื่อลู่อวี่เห็นตู้เสวียนเฉิงลงมือจริงๆ เขาก็หัวเราะชอบใจ หยิบเอายาหุยหยวนเป่าออกมาจากแหวนลับเม็ดหนึ่ง และนั่งลงบนพื้นเพื่อปรับพลัง มีตู้ซวนเฉิงอยู่ที่นี่ดัวย จึงไม่กังวลเลยว่าจะมีใครมาทำร้ายเขาได้
เคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่าลึกลับจริงๆ หลังจากกินยาอายุวัฒนะไปแล้วปรับพลังปราณไม่กี่สัปดาห์ ก็ฟื้นตัวกลับมาปกติเหมือนเดิม นี่ไม่ใช่เพียงความมหัศจรรย์ของยาหุยหยวนเป่าเท่านั้น แม้แต่วิทยายุทธ์ก็มีบทบาทอย่างมากด้วย แม้ว่าหลายคนจะกินยาขนานเดียวกัน แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่านั้นกว่าจะฟื้นตัว
เจียงฮั่นเจิ้นอยากจะหนีไป แต่ก็ไม่กล้าวิ่ง อาวุธวิเศษรูปภาพูเาและแม่น้ำบนท้องฟ้าที่บดบังท้องฟ้าปิดกั้นพื้นที่ตรงนี่ไว้อย่างแ่านัก เขาอยากหนีไปแต่หนีไปไม่ได้ จนกระทั่งเห็นลู่อวี่เพ่งมองมาและยืนขึ้น อาวุธวิเศษของรูปภาพูเาและแม่น้ำนั้นก็หายวับไปอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีสมาชิกในตระกูลของเขาอีกคนที่ถูกโยนเข้าไปอยู่ในูเาหินและเป็ตายร้ายดีอย่างไรยังไม่รู้
ทันทีที่ลู่อวี่ลืมตาขึ้น ก็พบเจียงฮั่นเจิ้นที่เพิ่งแอบลอบโจมตีตัวเองตรงหน้า เขารู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง หากไม่มีตู้เสวียนเฉิงคอยปกป้องอยู่ข้างกาย เมื่อครู่นี้ตัวเองไม่ตายคงได้รับาเ็สาหัส แล้วจะให้ปล่อยกันไปง่ายๆได้อย่างไร
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็บินทะยานขึ้นพร้อมที่จะลงมือ
เดิมทีเจียงฮั่นเจิ้นยังคิดอยู่ว่าจะช่วยเหลือคนในตระกูลก่อนหรือจะหนีไปดี แต่เวลานี้เมื่อเห็นลู่อวี่มองมาด้วยสายตาดุร้าย ซึ่งความหมายที่แฝงอยู่นั้นมันชัดเจนโดยที่ไม่ต้องพูด ก็ใขึ้นมาทันที เขาไม่มีความจำเป็ที่จะต้องกลัวที่ในการสู้กับบุรุษผู้นี้ หากสู้ไม่ได้ก็หนีไปได้ แต่ยอดฝีมือคนที่อย่างน้อยต้องอยู่ใน่ปลายขั้นตงซวนที่ถืออาวุธวิเศษปกป้องอยู่ข้างๆ นี่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำได้เพียงถูกทุบตีแต่สู้กลับไม่ได้ เขาไม่ใช่ที่รองรับความทารุณเสียหน่อย
ดังนั้นเมื่อเห็นสีหน้าของลู่อวี่ เดิมทียังคงลังเลไม่แน่ใจ ทว่าตอนนี้กลับหันหลังกลับและวิ่งหนีไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนจะวิ่งไปที่ไหนนั้น เขาก็ยังไม่ได้คิด สรุปคือวิ่งไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่คิดว่าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะไปเชิญยอดฝีมือสองคนที่อยู่เหนือ่กลางขั้นตงซวนมาได้ มันเป็สิ่งที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มีชีวิตอยู่มานานกว่าสามร้อยปีแล้ว ถือได้ว่าเป็คนเ้าเล่ห์คนหนึ่ง แม้ว่าจะไม่เคยพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ยากที่จะตัดสินเลือกความเสียเปรียบตรงหน้าเช่นนี้ ได้ไปก็ไม่มีประโยชน์และมีเพียงคนโง่เท่านั้นที่เต็มใจรับมันไว้!
เดิมทีลู่อวี่คิดว่ายอดฝีมือของตระกูลเจียงผู้นี้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน อย่างไรก็คงมีน้ำใจของยอดฝีมืออยู่บ้าง ไม่น่ามีพฤติกรรมที่สุดจะทนเช่นนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าพออีกฝ่ายเห็นว่าข้างกายของเขามียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าคอยปกป้องอยู่ตลอด ใครมันจะยอมเป็กระสอบทรายและเล่นกับเขาเฉยๆ
ถึงแม้เมื่อครู่จะถูกบุรุษผู้นี้ลอบโจมตีและรู้สึกโกรธจัด แต่มันก็ไม่ได้รับอันตรายอะไร ไม่ได้มีอาการเ็ปใด ตอนนี้ก็มีเื่กองอยู่ตรงหน้าให้สะสางอย่างเร่งด่วน ดังนั้นจึงหยุดตาม เพราะอันที่จริงแล้วหากยอดฝีมือขั้นตงซวนคิดที่จะหนี ต่อให้เขาอยากจะไล่ตามก็ไล่ตามไปไม่ทัน เว้นแต่ตู้เสวียนเฉิงจะออกโรง
แม้ว่าระดับพลังยุทธ์จะพอใช้แก้ขัดไปได้ แต่มันก็เป็เพียงบทบาทเล็กๆ ในสายตาของลู่อวี่เท่านั้น สำหรับตู้เสวียนเฉิงแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้ว่าเขาจะออกมาปกป้องลู่อวี่เมื่อครู่ แต่ดูออกมาว่าไม่ได้ลงมือโจมตี จอมเทพขั้นเกิดเทพเ้ามีความระมัดระวัง จะไม่รังแกคนที่ด้อยกว่าเพราะเื่เล็กน้อยเช่นนี้ ตระกูลเจียงไม่รักศักดิ์ศรีตัวเอง มันไม่ได้หมายความว่าตู้เสวียนเฉิงจะไม่รักในศักดิ์ศรีตัวเอง
แม้จะหลบซ่อนได้ชั่วขณะ แต่เป็เพราะปัญหาที่พัวพัน สุดท้ายแล้วไม่สามารถหนีพ้นได้ จะอย่างไรประมุขตระกูลจางจางอวิ๋นก็หนีไม่รอดอยู่แล้ว บุรุษผู้นี้ก็ค่อนข้างที่จะฉลาด แม้จะไม่ใกลัวและทำเพียงวิ่งหนี แต่กลับวิ่งไปทางูเาหินเล็กๆ เขาสั่งการให้สมาชิกในตระกูลย้ายหินูเา ใช้ความพยายามอยู่นานกว่าจะขุดเจียงเหยียนซิ่งที่อยู่ข้างในออกมาได้ ซึ่งให้เห็นได้ชัดเลยว่านิ้วทะลวงฟ้านั้นของลู่อวี่ทรงพลังเพียงไหน
