“บานแล้ว” ฮ่องเต้หยวนเต๋อตรัส แววตาในดวงตาคู่นั้นพาดผ่านประกายแปลกประหลาด
“รบกวนฝ่าาสั่งข้าหลวงเด็ดมาให้หม่อมฉันที่ตำหนักฉางเล่อสักกิ่งได้หรือไม่เพคะ?” น้ำเสียงของฉางไทเฮาแฝงอารมณ์อ้อนวอน กระตุกยิ้มมุมปาก พลางกล่าวอย่างเยาะเย้ยตัวเอง “ในเวลานั้น ยามที่หม่อมฉันอยู่ในตำหนักฉางเล่อ ได้ปลูกพืชมากมายเช่นกัน ทว่าไม่มีต้นใดอยู่รอด เกรงว่าในเป่ยฉี คงมีเพียงตำหนักฉิ่นของฝ่าาเท่านั้นที่มีร่มเงาของต้นโบตั๋นสองคีรี”
โบตั๋นสองคีรี...ฮ่องเต้หยวนเต๋อสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง “ย่อมได้ พรุ่งนี้เช้า เจิ้นจะสั่งให้ข้าหลวงนำดอกโบตั๋นสองคีรีไปให้”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าา”
ฉางไทเฮากล่าวขอบคุณ ทว่าชั่วพริบตาที่สองสายตาจะสบประสาน กลับคลาดกันอย่างไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย ฮ่องเต้หยวนเต๋อหันหลังกลับ จากนั้นจึงเดินออกไปจากตำหนักฉางเล่อพร้อมกับฮองเฮาอวี่เหวิน
ทั้งสองจากไป เหลือเพียงฉางไทเฮาอยู่ในห้องเพียงคนเดียว
เพียงครู่เดียวเท่านั้น ใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความคิดถึงและทุกข์ระทมเมื่อครู่นี้ พลันยกยิ้มเบาบาง
“ดอกโบตั๋นสองคีรี...โบตั๋นสองคีรีในยามนั้น สุดท้ายก็จะเหลือเพียงคนเดียว” ฉางไทเฮาพึมพำ ยากจะเข้าใจความหมาย
ท่ามกลางแสงราตรี ฮ่องเต้หยวนเต๋อและฮองเฮาอวี่เหวินออกจากตำหนักฉางเล่อ โดยมีเหล่าข้าหลวงเดินตามหลังอยู่ห่างๆ สองสามีภรรยาเดินเคียงกันตลอดทาง ทว่าต่างคนต่างนิ่งเงียบ ความคิดของพวกเขายังคงติดอยู่กับเื่ ‘โบตั๋นสองคีรี’ ที่ฉางไทเฮากล่าวถึงอย่างกะทันหันเมื่อครู่นี้
“นานมากแล้วที่ไม่ได้สนใจ ดอกโบตั๋นต้นนั้นบานแล้วจริงหรือเพคะ?”
หลังจากเงียบไปนาน ฮองเฮาอวี่เหวินพลันเอ่ยปาก ครั้นเอ่ยถึงโบตั๋นสองคีรี สีหน้าสายตาพลันฉายแววแปลกประหลาดอย่างมิอาจบรรยาย
ฮ่องเต้หยวนเต๋อชำเลืองมองนาง ทว่าไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ฮองเฮาอวี่เหวินจึงกล่าวต่อไปว่า “โบตั๋นสองคีรีต้นนั้นบานเพียงปีละครั้งเท่านั้น ปีนี้หม่อมฉันยังไม่เห็นดอกบานเลยนะเพคะ ช่างน่าเสียดายเสียจริง อย่างไรก็ตาม เสด็จพี่สะใภ้ประสงค์จะกลับชิงโหยวกว่านที่เขาฉีชาน นางย่อมมีความคิดถึงของในวังแห่งนี้อยู่บ้างเป็ธรรมดา การได้เห็นโบตั๋นสองคีรีสักก้าน คงจะสามารถปลอบประโลมความคิดถึงของนางที่มีต่อฮ่องเต้พระองค์ก่อนได้บ้างนะเพคะ”
ฮ่องเต้หยวนเต๋อย่นคิ้ว ั์ตาอัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจ “ไทเฮา นางมิอาจออกจากวังหลวงได้”
น้ำเสียงของฮ่องเต้หยวนเต๋อยากจะปิดบังอารมณ์ตำหนิ เมื่อฮองเฮาอวี่เหวินได้ยินพลันแย้มยิ้มบางเบา ฝีเท้าหยุดชะงัก “เพราะเหตุใดหรือเพคะ? ฝ่าาทรงอาลัยอาวรณ์ไม่ประสงค์ให้นางจากไปหรือเพคะ? อย่าลืมเสียเล่าว่า เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ทุกสิ่งถูกกำหนดอย่างมั่นเหมาะแล้วว่าให้นางเป็ภรรยาของเสด็จพี่ของพระองค์”
ดูเหมือนความคับข้องใจที่นางรู้สึกต่อฮ่องเต้หยวนเต๋อในหลายวันมานี้ ในที่สุดก็มิอาจระงับได้อีกต่อไป ฮองเฮาอวี่เหวินไม่แม้แต่ปิดบังน้ำเสียงยั่วยุ และในคำยั่วยุนั้น ทำให้ฮ่องเต้หยวนเต๋อมีโทสะอย่างเห็นได้ชัด
“เ้า...” ฮ่องเต้หยวนเต๋อั์ตาเบิกกว้าง ยกมือขึ้นในทันใด จ้องมองฮองเฮาอวี่เหวิน ทว่าสุดท้ายกลับไม่ได้ลงมือตี
“อาลัยอาวรณ์หรือ? เหอะ ฮองเฮาเ้าน่าจะรู้ว่าเจิ้นเป็ห่วงเ้า การกลับไปของไทเฮาจะทำให้ผู้คนคิดว่าเป็เ้าที่ไล่นางออกไป” ฮ่องเต้หยวนเต๋อสะบัดแขนเสื้อ พระพักตร์น่าเกรงขามฉายอารมณ์ไม่น่ามองอย่างผิดปกติ “ถึงเวลานั้น เ้าผู้เป็คนปกครองวังหลังจะมีกิตติศัพท์ว่าเป็คนใจแคบ คิดเล็กคิดน้อย ไร้ซึ่งความอดทน”
“ไล่นาง? หึ ถึงหม่อมฉันอยากจะไล่นาง ทว่าหากนางไม่ยอมไป แล้วผู้ใดจะไล่ออกไปได้เล่าเพคะ?” ฮองเฮาอวี่เหวินยิ้มสรวลเบาบาง “ฝ่าากับนางเคยเป็คนรู้ใจกันในยามนั้น เป็คนที่เข้าใจนางที่สุด เช่นนั้นน่าจะรู้ว่า ฉางไทเฮาของพวกเรายินดีออกไปจากวังหลวงจริงหรือไม่นะเพคะ”
กล่าวถึงการกลับไป แค่ทำให้ผู้อื่นบอกเหตุผลในการรั้งนางให้อยู่ต่อก็เท่านั้น นาง้าเหตุผลที่จะอยู่ต่อใช่หรือไม่เล่า?
หากกลัวว่าข้าจะทนกับชื่อเสียงของตัวเองไม่ได้ จึงจำต้องเหนี่ยวรั้งฉางไทเฮาไว้ ข้าอาจจะให้เหตุผลที่ดีกว่านี้กับฉางไทเฮาก็ได้!
ดวงตาของฮองเฮาอวี่เหวินดำมืด พลางย่อกายโค้งคารวะฮ่องเต้หยวนเต๋อ “ถึงตำหนักชีอู๋ของหม่อมฉันแล้วเพคะ”
ฮ่องเต้หยวนเต๋อชะงักงันเล็กน้อย ครั้นได้สติ ฮองเฮาอวี่เหวินได้เดินเข้าไปยังตำหนักชีอู๋แล้ว ยามที่จ้องมองแผ่นหลังของนาง คิ้วของฮ่องเต้หยวนเต๋อพลันขมวดแน่นเป็เส้นเดียว
ฉางไทเฮาอยากหรือไม่อยากออกจากวังหลวง เขาจะรู้ได้อย่างไร?
ทว่า...
ครั้นฮ่องเต้หยวนเต๋อคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจ สะบัดแขนเสื้อ ก้าวเท้ายาวเดินไปยังตำหนักฉิ่นของตนเอง
ราตรีล่วงเข้าสู่ยามดึก ฮองเฮาอวี่เหวินกลับมาตำหนักชีอู๋แล้ว ทว่าเสียงที่ฉางไทเฮาเรียกฮ่องเต้หยวนเต๋ออย่างอ่อนหวานในตำหนักฉางเล่อเมื่อครู่นี้ ยังคงดังก้องอยู่ข้างหูนางอย่างต่อเนื่อง
“ฮองเฮาเพคะ บ่าวมีเื่จะทูลรายงานเพคะ” เจินกูกูเดินผ่านประตูเข้ามา ครั้นเห็นฮองเฮาอวี่เหวินกำลังขมวดคิ้ว เดิมทีไม่้าจะรบกวน ทว่าครั้นครุ่นคิดถึงความร้ายแรงของเื่ราวได้ จึงเอ่ยปากออกไปในท้ายที่สุด
“อืม” ฮองเฮาอวี่เหวินตอบรับด้วยเสียงราบเรียบ จากนั้นเจินกูกูจึงเดินไปยืนข้างกายของฮองเฮาอวี่เหวิน พร้อมกับกล่าวอย่างระมัดระวัง “ฮองเฮาทรงสั่งบ่าวให้คอยเฝ้าดูคนของตำหนักฉางเล่อที่กลับมาจากเรือนพำนักวันนี้ และรีบมารายงานสถานการณ์ทันที ทว่าในตำหนักฉางเล่อเมื่อครู่นี้ บ่าวคอยจับตาดูอย่างระมัดระวัง มิเห็นฉินกูกูเลยเพคะ กล่าวตามหลักการแล้ว ฉินกูกูเป็หัวหน้านางกำนัลที่ดูแลรับผิดชอบตำหนักฉางเล่อ ไทเฮาทรงได้รับาเ็ นางควรที่จะปรนนิบัติอยู่ข้างกายฉางไทเฮา ทว่า...”
ครั้นเจินกูกูเอ่ยถึงตรงนี้ ฮองเฮาอวี่เหวินพลันเงยหน้าขึ้นทันที
ยามที่อยู่ในตำหนักฉางเล่อเมื่อครู่นี้ นางเองก็ไม่เห็นฉินกูกู
“เมื่อครู่นี้ บ่าวลอบสอบถามมาอย่างลับๆ ได้ความว่า ฉินกูกูมิได้กลับวังหลวงเพคะ”
“ไม่ได้กลับวังหลวงหรือ?” ฮองเฮาอวี่เหวินขมวดคิ้ว นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
ฮองเฮาอวี่เหวินสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง พร้อมกับหรี่ตาลง “ไปตรวจสอบให้ดีว่าแท้จริงแล้วเกิดเื่อันใดขึ้น”
“เพคะ บ่าวน้อมรับคำสั่ง” เจินกูกูรับคำสั่ง ลอบชำเลืองมองฮองเฮาอวี่เหวิน จากนั้นก้าวถอยหลังอย่างนอบน้อม
เหลือเพียงฮองเฮาอวี่เหวิน ในหัวพลันผุดภาพของสตรีผู้สงบเงียบในชุดธรรมดาเรียบง่ายผู้นั้น ั์ตานางพลันทวีคูณความดำมืด
อีกด้านหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักฉิ่นของฮ่องเต้หยวนเต๋อ
ชั่วยามนี้ในอดีต ฮ่องเต้หยวนเต๋อมิได้พักผ่อนแม้แต่น้อย ยังคงอยู่ในห้องเปิดอ่านสาส์นกราบทูล วันนี้ เขาถูกเื่การลอบสังหารฉางไทเฮา รวมถึงความคิดของฮองเฮาอวี่เหวินที่มีต่อฮ่องเต้พระองค์ก่อนเข้ามากวนใจ เพิ่งจะแตะสาส์นกราบทูลขึ้นมาอ่านได้เพียงครู่เดียวก็รู้สึกปวดศีรษะ ประหนึ่งจะแตกเป็เสี่ยงๆ เขาจึงเลือกเดินออกจากห้องเสียเลย
ในสวนดอกไม้
ภายใต้แสงสว่างของจันทรา หญิงสาวร่ายรำอย่างสง่างาม เดิมทีเป็เพียงท่ารำธรรมดา ทว่าด้วยท่วงท่าเยื้องย่างกรีดกราย กลับมีเสน่ห์เกินบรรยาย มองไกลๆ ราวกับเทพธิดาร่อนลงมายังผืนดินยามค่ำคืน
ฮ่องเต้หยวนเต๋อเดินไปยังสวนดอกไม้โดยไม่รู้ตัว ยามเห็นร่างอรชรกำลังเต้นระบำ จึงอดใจไม่ไหวที่จะก้าวเดินไปทางนั้น เขาเดินเข้าไปใกล้เล็กน้อย ดูเหมือนกลัวจะรบกวนเทพธิดา จึงยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ ชื่นชมอย่างเงียบๆ
ครั้นสตรีร่ายระบำเสร็จ ในตอนจบนางนั่งยองๆ ลงตรงที่หนึ่ง
“งดงามหรือไม่?” เสียงของหญิงสาวฟังดูมีเสน่ห์และฉลาดเฉียบแหลมเฉกเช่นเดียวกับท่าร่ายระบำของนาง คำถามนั้นทำให้จิตใจของฮ่องเต้หยวนเต๋อ ผู้ซ่อนตัวอยู่ในความมืดพลันคับแน่น นางเห็นข้าแล้วหรือ?
ฮ่องเต้หยวนเต๋อย่นคิ้ว กำลังจะเอ่ย ทว่าเสียงของสตรีผู้นั้นกลับดังขึ้นอีกครั้ง
“ข้ารู้ว่าเ้าชอบ ทว่าต่อให้การร่ายระบำจะงดงาม ก็ยังมิอาจเทียบเท่ากับความงามของเ้าเลย” หญิงสาวแย้มยิ้มน่ารัก รอยยิ้มประดุจกระดิ่งเงิน “คิดไม่ถึงเลยว่า บนใต้หล้าผืนนี้จะมีโบตั๋นที่งดงามเยี่ยงนี้ ทั่วทั้งสวนดอกไม้แห่งนี้มีเพียงเ้าที่โดดเด่นไม่เหมือนผู้ใด ได้ยินว่านามของเ้าคือ ‘โบตั๋นสองคีรี’ โบตั๋นสองคีรี โบตั๋นสองคีรีเอ๋ย บอกข้าได้หรือไม่ว่า ในดอกไม้อย่างเ้า มีิญญาสองดวงใช่หรือไม่?”
ถ้อยคำของหญิงสาวแว่วดังเข้าหูของฮ่องเต้หยวนเต๋อ คิ้วที่ขมวดแน่นก่อนหน้านี้ ในยามนี้พลันคลายออก
ิญญาสองดวง? สิ่งที่สตรีนางนี้คิดอยู่ในหัว ช่างแปลกใหม่เสียจริง
สายตาของหยวนเต๋อจับจ้องมองบนโบตั๋นสองคีรี มองจากด้านข้าง ครึ่งหนึ่งของกลีบดอกไม้มีสีม่วง ครึ่งหนึ่งเป็สีชมพู ดวงหน้าของสตรีที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องกระทบ งดงามไม่แพ้ความงามของดอกไม้
"มันก็แค่ดอกโบตั๋น จะมีิญญาได้อย่างไร?" ฮ่องเต้หยวนเต๋อเอ่ยปาก น้ำเสียงหนาทุ้มต่ำ ทำให้หญิงสาวร้องเสียงหลงอย่างหวาดกลัว