“อย่าหลับ ลืมตาเอาไว้”
ความทรงจำช่างอบอุ่นเหลือเกิน นางเกือบจมลงอยู่ในนั้น ทว่ากลับถูกใครบางคนใช้แรงเขย่าให้ตื่น นางส่ายหัว ปลายหางตาที่มืดมิด พลันประสานเข้ากับแววตากังวลคู่หนึ่ง
อ้อ เป็คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่
ดีเหลือเกิน นางได้ตายในอ้อมแขนของคุณหนู
“คุณหนู...!”
เสียงของนางอ่อนแรงยิ่ง ในแววตามีความอาลัยอาวรณ์ นางยังมีอีกหลายเื่้าเอ่ยกับสตรีตรงหน้า
“คุณหนู ท่านดูเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย...”
นางอ้าปาก พูดเพียงหนึ่งคำ ก็กระอักไอออกมาหนึ่งคำ หยาดเืไหลรินออกจากมุมปากของนาง
“ฉิงคง เ้าหยุดพูดได้แล้ว เก็บแรงเอาไว้”
ฮวาเหยียนเม้มริมฝีปาก ดวงตาฉายแววร้อนรนเป็กังวล นางประเมินความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวผิดไป ผู้ใดจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยเช่นนี้ ตั้งใจแน่วแน่ ไม่เหลือที่ว่างให้ลังเล
ในโลกเดิม นางเคยชินกับการอยู่คนเดียว ความเืเย็นฝังลึกในกระดูกนาง มิอาจเชื่อใจสตรีที่ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าได้เต็มร้อย ยิ่งนางมิรู้จักคนผู้นั้นด้วยแล้ว
ผู้ใดจะคาดคิด สาวใช้ผู้นี้กลับยอมตาย!
ใแทบแย่!
เมื่อต้องเผชิญกับเสียงบ่นเบาๆ ของฮวาเหยียน ฉิงคงกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด นางััความกังวลในน้ำเสียงของคุณหนูได้ คุณหนูใหญ่ยังคงเป็สตรีที่อ่อนโยนและใจดีจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้ว่าจะความจำเสื่อมก็ตาม...
“คุณหนู ให้ฉิงคงพูดให้จบเถิด...มิเช่นนั้นฉิงคงจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก คุณหนูใหญ่ ยามนี้ที่ท่านหวนกลับมา คล้ายว่าท่าทีที่ท่านมีต่อคุณหนูรองจะเปลี่ยนไป ข้าน้อยคิดว่าคงเกี่ยวข้องกับการที่ท่านสูญเสียความทรงจำ แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ท่านต้องจับตาดูคุณหนูรองให้ดี เตรียมปกป้องตนเองไว้ อย่าเชื่อคำของนางเด็ดขาด จำไว้นะเ้าคะ จำไว้ แค่กๆๆ...”
หลังฉิงคงพูดคำเหล่านี้จบอย่างรวดเร็ว นางก็เริ่มไออย่างมิอาจควบคุม นางรู้สึกเหมือนตนกำลังจะตาย ลมหายใจใกล้ขาดห้วง ทว่าทุกคราที่ใช้แรงพูด นางกลับพบว่าตนยังมีลมหายใจอยู่
ฉิงคงคิดว่านางช่างมิอาจหักใจทิ้งคุณหนูใหญ่ไปได้ ดังนั้นจึงขอยื้อลมหายใจเอาไว้เพื่อพร่ำบ่นให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
ดังนั้นฉิงคงจึงพยายามคว้าลมหายใจเฮือกนี้ไว้ พร่ำบ่นต่อว่า “คุณหนู หลังจากที่ฉิงคงจากไปแล้ว ท่านต้องดูแลตนเองให้ดี รวมถึงคุณชายน้อย...คุณชายน้อยเติบโตมาได้ดียิ่ง เหมือนคุณหนูตอนเด็กๆ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเหมือนคุณชายจิ่นนัก คุณชายน้อยคงเป็บุตรชายของคุณชายจิ่นใช่หรือไม่เ้าคะ? น่าเสียดายที่ฉิงคงมิอาจอยู่ดูแลคุณชายน้อยได้...แค่ก...”
“ว่าอย่างไรนะ?”
ฮวาเหยียนบอกให้ฉิงคงหุบปากถึงสองครา ทว่าสาวใช้ผู้นี้ราวกับรู้สึกว่าตนเองกำลังจะหวนคืนสู่์ ดังนั้นจึงรีบฉวยโอกาสนี้พูดประโยคแล้วประโยคเล่ามิรู้จบ
ฮวาเหยียนมองไปรอบๆ อย่างกระวนกระวาย เพื่อดูว่าเหตุใดหยวนเป่าจึงยังไม่มา ทว่าทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงพึมพำของสาวใช้ผู้นี้
ฮวาเหยียนใยิ่ง บุตรชายของคุณชายจิ่น? บิดาของหยวนเป่า?
เบาะแสนี้มิใช่เื่เล็กๆ
สาวใช้ของมู่อันเหยียนรู้เื่กว่าที่นางคิดไว้มากทีเดียว
บิดาของหยวนเป่า นอกจากจี้หยกที่มู่อันเหยียนทิ้งเอาไว้เมื่อสี่ปีก่อน ก็ไร้เบาะแสอื่นที่เกี่ยวข้อง นี่คือเบาะแสที่สอง...
“ฉิงคง คุณชายจิ่นคือผู้ใด?”
ฮวาเหยียนรีบถาม
แตะมือของอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อให้นางหยุดพร่ำบ่นเสีย
ฮวาเหยียนเหลือบมองไปที่หน้าอกของนาง รอยเืมิได้กระจายวงกว้างกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่าโอสถต่อชีวิตเริ่มออกฤทธิ์และหยุดเืมิให้ไหลได้แล้ว ดูทีสาวใช้ผู้นี้คงจะไม่เป็อันใด
จริงๆ เลย...
หากรู้แต่แรกว่าหญิงสาวผู้นี้มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ เวลานางกล่าวอันใดคงต้องตั้งใจฟังให้ดี
เช่นนั้น อีกฝ่ายใช้ความตายของตนเองเพื่อเตือนให้นางระวังมู่ชิงอวิ้นหรือ?
นางมิใช่มู่อันเหยียนคนเดิม มู่ชิงอวิ้นที่หน้าไหว้หลังหลอกผู้นั้น นางมองออกเสียตั้งนานแล้ว! ทว่ากลับมิได้คาดคิดว่าเื่ที่มู่อันเหยียนมั่วโลกีย์ในหอนางโลมจะเกี่ยวข้องกับมู่ชิงอวิ้นด้วย อย่างไรพวกนางก็เป็พี่น้องกัน มีความสัมพันธ์กันทางสายเื และที่มิอาจทำลายมู่อันเหยียนได้ ก็เพราะความเป็พี่น้องของพวกนาง หากชื่อเสียงของมู่อันเหยียนเสียหาย มู่ชิงอวิ้นย่อมได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ดังนั้นนางจึงไม่เคยคาดเดาเช่นนี้มาก่อน
แต่ยามนี้ นางกลับเชื่อฉิงคงสนิทใจ
“อ้อ จริงด้วย คุณหนูใหญ่สูญเสียความทรงจำ ไม่ว่าสิ่งใดล้วนลืมสิ้น ท่านจำฉิงคงมิได้ เช่นนั้นก็คงจำคุณชายจิ่นมิได้เช่นกัน ก็ดี ก็ดี...อย่างไรท่านกับคุณชายจิ่นก็มีชะตาพันผูก ทว่าไร้วาสนาต่อกัน ลืมได้ก็ดีแล้ว หากความทรงจำกลับคืนมา คุณหนูใหญ่คงมีแต่ต้องเศร้าโศกเท่านั้น”
ฮวาเหยียน “...!”
ไม่นะ อย่าพูดเช่นนั้น
ครานี้ฮวาเหยียนร้อนใจแล้วจริงๆ ในเมื่อเื่นี้เกี่ยวข้องกับหยวนเป่า เกี่ยวข้องกับเบาะแสบิดาของหยวนเป่า นางมิอาจมิร้อนรนได้หรือ?
ทว่าทันใดนั้น ฮวาเหยียนกลับเห็นเงาร่างของจีอู๋ซวงวูบไหวไปมา อาจเป็เพราะอากาศร้อน ในมือของเขาจึงถือพัดจ่อศีรษะของตน บนหลังหิ้วล่วมยาเอาไว้ ดูแล้วคล้ายกับหยวนเป่านัก
“อาจารย์กำลังอาบน้ำอยู่ ข้าจึงมาที่นี่แทนเขา มีเื่ใหญ่อันใดเกิดขึ้นหรือ?”
จีอู๋ซวงกล่าว
เมื่อฮวาเหยียนได้ยินคำว่า ‘อาจารย์’ สองพยางค์นี้ ศีรษะของนางพลันขยายใหญ่ [1] ดีที่บุรุษผู้นี้มิได้เรียกนางว่ามารดาท่านอาจารย์ มิเช่นนั้นนางคงได้ลงมือทุบตีเขา
“จีอู๋ซวง ท่านพูดพอแล้วหรือยัง รีบมาช่วยชีวิตคนเร็ว!”
ฮวาเหยียนกวักมือเรียก น้ำเสียงของนางมิอาจปิดบังความรีบเร่งได้
“ไอ้หยา ขอทานตัวน้อยผู้นี้หรือ เกิดอันใดขึ้น โอ้...เืออกเยอะนัก ไอ้หยา ปิ่นไม้แทงเข้าไปลึกยิ่ง เ้าฆ่าคนหรือ?”
จีอู๋ซวงก้าวเข้าไปข้างหน้า อุทานเสียงสูงต่ำอยู่หลายหน ฮวาเหยียนอยากจะยกขาขึ้นถีบเขาจนปลิวเสียจริง
บรรยากาศรอบตัวของเขาชวนให้หงุดหงิดยิ่ง บ้าไปแล้ว!
“ทักษะทางการแพทย์ของท่านมิใช่ว่าเก่งกาจนักหรือ มองไม่ออกหรือว่านี่เป็การฆ่าตัวตาย?”
ฮวาเหยียนเบิกตาจ้องเขม็ง
จีอู๋ซวงถูกดวงตาของนางจ้องจนสติหลุด ดวงตาดอกท้อของเขาหรี่ลง ทอประกายเสน่ห์ล้นเหลือ “แม่นางเหยียน เ้าส่งสายตาให้ข้าอีกคราได้หรือไม่? ใจของข้าใกล้จะสั่นไหวแล้ว...”
ฮวาเหยียน “...!”
ช่วยเลิกเ้าชู้ได้หรือไม่?
สตรีเช่นข้ากำลังมองท่านอยู่นะ!
“อย่ามัวพูดพร่ำ ท่านรีบหน่อย ข้าให้นางทานโอสถต่อชีวิตเข้าไปแล้ว คงจะยื้อเวลาได้ครู่หนึ่ง ท่านรีบมาดูอาการนางเร็วเข้า ช่วยชีวิตคนย่อมสำคัญที่สุด”
ฮวาเหยียนกล่าว
แต่เมื่อจีอู๋ซวงที่กำลังเดินมาได้ยินคำพูดของฮวาเหยียนเข้า ฝ่าเท้าพลันเซจนเกือบล้ม สีหน้าของเขาเศร้าหมองเป็อย่างยิ่ง กุมหน้าอกของตนเองพลางว่า “จะ เ้าให้ขอทานตัวน้อยผู้นี้ทานโอสถต่อชีวิตหรือ? ไอ้หยา มารดามันเถิด ข้ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเ้ายังมิเคยได้ลิ้มลองสักเม็ด แต่เ้ากลับให้ขอทานตัวน้อยผู้นี้หรือ? ไอ้หยาๆๆๆ...เจ็บใจเหลือเกิน อิจฉาเหลือเกิน หากรู้เช่นนี้ ข้าคงฆ่าตัวตายต่อหน้าเ้า...ไอ้หยาๆๆๆ...”
จีอู๋ซวงมีท่าทีราวกับจะตายเพราะความเศร้า
ฮวาเหยียน “...!”
“จีอู๋ซวง ช่วยคน!”
ฮวาเหยียนไร้คำจะเอ่ย จีอู๋ซวงผู้นี้ถูกคนเขียนบทละครเข้าสิงหรือ พูดจามั่วซั่วไม่หยุดหย่อน
“โอ้...”
เมื่อเห็นเปลวเพลิงสองดวงกำลังพลุ่งพล่านในดวงตาของฮวาเหยียน จึงทราบว่านางร้อนรนแล้วจริงๆ เขารีบสำรวมท่าทีและเปลี่ยนเป็จริงจังเคร่งขรึมในพริบตา ชายหนุ่มก้าวไปเบื้องหน้า จับชีพจรของฉิงคงก่อนเป็อันดับแรก จากนั้นตรวจตำแหน่งที่ปิ่นไม้แทงลงไป แล้วจึงเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเ็ป “ชีพจรเต้นแรงมาก ตำแหน่งที่ปิ่นแทงทะลุแถวหัวใจนั้นเฉียดเส้นโลหิตแดงใหญ่พอดี ห่างเพียงนิ้วเดียว ซึ่งจุดนี้ทำให้ข้าปวดใจนัก หลังจัดยาให้นางสามสำรับ ข้ารับรองว่านางไม่เป็อันใดแน่นอน ไม่ถึงครึ่งเดือนก็คงลุกขึ้นมาะโโลดเต้นได้แล้ว! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางยังทานโอสถต่อชีวิตของเ้าเข้าไป จริงๆ เลย...ร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานปี เพียงครู่เดียวก็กลับมาแข็งแรงดังเดิม ช่างโชคดีนัก”
เชิงอรรถ
[1] หัวใหญ่ หมายถึง โกรธ โมโห หรือปวดหัวแทบะเิ
