อวี้ฉือหุ่ยเป็คนที่เกลียดความชั่วร้ายเป็ที่สุด ใน่หลายวันที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็เป็เขาที่นำทัพไปสังหารจนเืนองเป็สายน้ำ คราวนี้เขาดึงดาบยาวออกจากเอวแล้วกำลังจะตัดหัวคนผู้นี้
แต่กงจื้อิกลับยกมือขึ้นขวางไว้ แล้วสั่งว่า “จับตัวไปให้แม่นางติง ทำตามที่นางสั่งการ”
อวี้ฉือหุ่ยลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังถามว่า “้าให้หักขาทั้งสองข้างของเขาด้วยหรือไม่ จะได้ไม่เผลอไปวิ่งชนแม่นางติง”
ลุงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย และพูดชมว่า “อวี้ฉือหุ่ยพูดถูก จะให้ดีที่สุดควรจะตัดมือเขาด้วยซ้ำ หากร่างกายเขายังเปื้อนสิ่งสกปรกอะไรขึ้นมา ก็จะทำให้คุณชายน้อยต้องเดือดร้อนไปด้วย”
แต่อวิ๋นอิ่งนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกกระต่ายป่าใน่หลายวันที่ผ่านมา นางจึงขัดขวางเอาไว้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “เอาคนผู้นี้ส่งไปแบบนี้เลยดีกว่า แม่นางคงมีแผนการอื่น”
ทุกคนต่างก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้ยินว่าติงเหว่ยมีแผนการก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงกำชับให้อวิ๋นอิ่งเฝ้าระวังอยู่ข้างๆ เพื่อป้องกันเหตุร้าย
อวิ๋นอิ่งรับคำ แล้วก็ตัดสินใจไม่ให้อวี้ฉือหุ่ยช่วย นางตั้งใจจะลากคนกลับไปเอง
“คือว่า นายน้อย ข้าขอตามไปด้วยเถอะ? ข้ารู้เื่การแพทย์เผื่อว่าไอ้หนุ่มคนนี้จะวางแผนเ้าเล่ห์อะไร ข้าจะได้ช่วยป้องกันเอาไว้ได้บ้าง” ซานอีบุกเข้ามาขออนุญาตอย่างหน้าไม่อาย สุดท้ายก็รีบตามไป พร้อมช่วยถือผ้าคาดเอวของชายคนนั้น และวิ่งตามอวิ๋นอิ่งไปอย่างทุลักทุเล…
ติงเหว่ยตื่นเช้ามา อุ้มลูกชายและป้อนโจ๊กปลาครึ่งถ้วยให้เขา ่นี้เ้าเด็กอ้วนอาจเริ่มมีฟันขึ้นมาแล้วเลยสนใจกระดูกเป็พิเศษ เขาถือขาไก่ที่อวิ๋นหยาเตรียมไว้มาแทะไม่หยุด แต่ฟันของเขายังไม่คมขนาดนั้น สุดท้ายก็มีแต่จะทำให้ขาไก่เปียกชุ่มด้วยน้ำลาย แต่เนื้อไก่ครึ่งชิ้นก็ยังไม่ได้กิน
ติงเหว่ยยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ นางหันไปกินข้าวพลางดูความขบขันของลูกชายที่พยายามแทะไม่หยุด แต่ก็ไม่ยอมช่วย เ้าเด็กอ้วนก็ไม่เร่งรีบ เขาพยายามแก้ไขอุปสรรคครั้งใหญ่ข้อนี้อย่างตั้งใจ บางครั้งก็ยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวๆ ทำให้ทุกคนพากันหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน แต่ในใจก็ยังถอนหายใจ ไม่เข้าใจว่าใครที่โเี้ถึงขนาดพยายามวางยาพิษกับคุณชายน้อยที่น่ารักเช่นนี้ หากว่าพวกนางจับตัวได้จะต้องตัดเนื้อเขาเป็ชิ้นเล็กๆ ให้สมกับสิ่งที่เขาทำลงไป…
บางที์อาจได้ยินเสียงในใจของทุกคน อวิ๋นอิ่งเดินเข้ามาในเวลานั้นพอดี
ติงเหว่ยพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปกินข้าวต่อจนเสร็จ จากนั้นก็หันไปพูดกับเฉิงเหนียงจื่อว่า “พาอันเกอเอ๋อร์และเอ้อร์หวาไปที่อื่นก่อน แล้วค่อยพามาก่อนกินข้าวเที่ยง”
“เ้าค่ะ แม่นาง” เฉิงเหนียงจื่อได้ยินเสียงเ็าในคำพูดของนายหญิง นางจึงรีบอุ้มคุณชายน้อยและจูงลูกชายกลับไปที่กระโจมของตนเอง
ตังกุยและคนอื่นๆ รีบมาเก็บถ้วยชามไปจนหมด ติงเหว่ยจึงถามว่า “จับตัวผู้บงการได้แล้วใช่ไหม?”
อวิ๋นอิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบตามความจริง “ครอบครัวของผู้บงการถูกท่านแม่ทัพฆ่าล้างครัวหมดแล้ว คนที่เกี่ยวข้องก็ถูกฆ่าทั้งหมดด้วย รวมทั้งหมดประมาณสี่สิบกว่าคน แต่ผู้าุโเหว่ยจับมาได้คนหนึ่งและยังไว้ชีวิตอยู่ เขาถูกมัดรออยู่ที่หน้าประตูเ้าค่ะ”
นางเคยคิดว่าติงเหว่ยเป็คนอ่อนโยน พอได้ยินว่าครั้งนี้มีคนตายมากขนาดนี้ เกรงว่าน่าจะรู้สึกใจอ่อน ถ้าเกิดกลัวท่านแม่ทัพใหญ่ขึ้นมาก็คงจะได้ไม่คุ้มเสีย
แต่นางคิดไม่ถึงว่าติงเหว่ยเพียงพยักหน้าโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เหมือนกับนางกำลังรายงานว่าฆ่าไก่เป็ดในไร่ไปกี่ตัวไม่มีผิด
ติงเหว่ยไม่ได้คิดจะอธิบายอะไร นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า “หากระโจมว่างมาหลังหนึ่ง แล้วมัดตัวเขาไว้ให้แน่น อีกเดี๋ยวข้าจะตามไป!”
“เ้าค่ะ แม่นาง” อวิ๋นอิ่งกลั้นความสงสัยเอาไว้ ค้อมตัวรับคำสั่งแล้วก็เดินออกไป
ติงเหว่ยค่อยๆ เปลี่ยนเป็เสื้อและกระโปรงจีนโบราณ เกล้าผมเป็เปียมัดไว้ด้านหลัง ไม่ใส่เครื่องประดับสักชิ้น จากนั้นก็หยิบกล่องที่ใช้ประจำแล้วจึงออกไป
เมื่อร้านค้าเปิดมากขึ้น จำนวนทหารหญิงในกระโจมพลาธิการก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ และเหล่าทหาราเ็ก็หายดีแล้วจึงเหลือเพียงกระโจมที่ว่างเปล่าหลายหลัง
ซานอีมัดเ้าคนโชคร้ายไว้กับเสาไม้ที่ทำเป็รูปไม้กางเขน จากนั้นก็เตะเขาไปแรงๆ หนึ่งทีแล้วบ่นว่า “ทุกวันกินดีอยู่ดีเกินไปแล้วล่ะสิ ถึงได้อ้วนเหมือนหมูเลย วางใจเถอะเข้ามาที่นี่แล้ว เ้าไม่มีทางออกไปเหมือนเดิมได้หรอก”
หลังจากพูดจบเขาก็เพิ่งนึกได้เลยถามอวิ๋นอิ่ง “อิ่งเอ๋อร์ แม่นางติงจะลงโทษคนคนนี้ยังไง?”
ยังไม่ทันที่อวิ๋นอิ่งจะได้ตอบ ติงเหว่ยที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็ถูกตังกุยเข็นเข้ามา
ทั้งสองรีบเดินเข้าไปทำความเคารพ ติงเหว่ยค่อยๆ ยืนขึ้น มองไปที่เสาไม้กางเขนแล้วพอใจมาก ก่อนจะสั่งว่า “ทำดีมาก พวกเ้าถอยออกไปเถอะ”
อวิ๋นอิ่งในตอนนี้ไม่กล้าทิ้งนายหญิงไปง่ายๆ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ส่ายศีรษะ เขายืนกรานว่า “แม่นาง ให้ข้าอยู่ปรนนิบัติรับใช้เถอะ หากมีอะไรขึ้นมา แม่นางจะได้ไม่ต้องคอยเรียก”
นางไม่ไป ซานอีก็ย่อมไม่อยากทิ้งไปคนเดียว เขาจึงรีบตบอกและพูดว่า “แม่นาง ข้าเองก็จะอยู่ปรนนิบัติรับใช้ด้วย เ้าหมอนี่เก่งเื่ใช้พิษ เดี๋ยวอาจเผลอทำอันตรายท่านขึ้นมาได้”
ติงเหว่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ยืนกรานคัดค้านอะไรต่อ แต่ตังกุยที่เป็ห่วงคุณชายน้อยจึงออกจากกระโจมไป
ติงเหว่ยหันไปวางกล่องที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เปิดกล่องออก นางติดตั้งหน้าไม้ไว้ที่ข้อมือซ้าย ขณะที่ข้อมือขวามีสายหนังวัวติดอยู่ บนสายหนังนั้นแวววาวเต็มไปด้วยเข็มเงิน
อวิ๋นอิ่งและซานอีมองอย่างใ แน่นอนว่าคนที่กลัวที่สุดคือคนโชคร้ายที่ถูกมัดอยู่บนไม้กางเขน เมื่อเดาได้ถึงจุดจบของตนเอง เขาก็เริ่มดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง จนเกือบจะทำให้เสาไม้กางเขนล้มลง
ซานอีรีบเข้าไปเตะเขาอีกหลายที จากนั้นก็กดเสาไม้กางเขนลงกับพื้นให้ลึกขึ้น
ติงเหว่ยทำเหมือนว่าไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้น นางจัดการสิ่งต่างๆ อย่างไม่รีบร้อน ขณะเดียวกันก็ถามว่า “ตรวจสอบให้แน่ชัดแล้วใช่ไหมว่าเขาไม่ใช่คนบริสุทธิ์?”
อวิ๋นอิ่งรีบพยักหน้า “แม่นางโปรดวางใจ คนคนนี้อยู่ในเมืองกั้นโจวมานานแล้ว มีข่าวว่าเขาเกี่ยวข้องกับเื่สกปรกมากมายในตระกูลใหญ่ เขาทำร้ายคนไปมากมาย และเื่ในครั้งนี้คนที่เล่นตุกติกกับของเล่นเ่าั้ก็เป็ความคิดของเขา”
“เช่นนั้นก็ดี” ติงเหว่ยค่อยๆ ปลดแขนเสื้อของตนเองลง แล้วหันไปหาชายวัยกลางคนคนนั้น สายตาของนางเต็มไปด้วยความโเี้
นางเดินขากะเผลกเข้าไปใกล้เขาทีละก้าวๆ และเดินวนรอบเขาหนึ่งรอบ นางมองสีหน้าหวาดกลัวของเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ฆ่าเ้าทันที เพราะทำเช่นนั้นมันง่ายเกินไป มันไม่เพียงพอที่เ้าจะชดใช้สิ่งที่ลูกของข้าต้องเผชิญหรอก
“เ้าอาจเคยทำร้ายเด็กมาเยอะแล้ว เลยไม่คิดว่านี่เป็เื่เลวร้ายขนาดไหน ข้าเดาว่าเ้าคงไม่เคยล่าสัตว์ใช่หรือไม่ แล้วก็ไม่เคยได้ยินว่าที่ป่าบนูเานั้น สิ่งที่ไม่ควรไปยุ่งมากที่สุดไม่ใช่เสือและก็ไม่ใช่หมาป่า แต่เป็แม่หมูป่าที่มีลูก เพราะเพื่อปกป้องลูกของตนเองแล้วแม่หมูป่าจะดุร้ายยิ่งกว่าเสือ
“มนุษย์ที่ถือว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดแน่นอนว่าก็ไม่ต่างกัน ไม่มีอะไรที่จะทำให้แม่คนหนึ่งรู้สึกกลัวได้มากไปกว่าการทำร้ายลูกของนาง
“เมื่อสองปีก่อนในค่ำคืนหนึ่ง ข้าเสียความบริสุทธิ์ไปในยามหลับ ผ่านไปสองเดือนถึงรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ จากสตรีที่ทุกคนอยากจะแต่งงานด้วย กลายเป็คนที่ถูกทุกคนรังเกียจ เ้าเคยรู้สึกแบบนั้นหรือไม่?”
ติงเหว่ยยิ้มอย่างขมขื่น แต่ในสายตากลับนิ่งสงบเหมือนเล่าเื่ของคนอื่น แต่อวิ๋นอิ่งกลับน้ำตาคลอ ส่วนซานอีก็ก้มหน้า ชายวัยกลางคนคนนั้นถึงแม้จะยังคงหวาดกลัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง
ติงเหว่ยไม่สนใจปฏิกิริยาของพวกเขา นางเดินไปรอบๆ พร้อมพูดต่อว่า “เพื่อที่จะให้กำเนิดลูกคนนี้ ข้าเกือบถูกส่งไปเป็แม่ชี ครอบครัวของเราไม่สามารถเงยหน้าขึ้นในหมู่บ้านได้ แม่ของข้ากลับไปหายายของข้าเพื่อฉลองวันเกิดก็ถูกอาสะใภ้ไล่กลับมา นางกลัวว่าข้าจะเสียใจเลยบอกเพียงว่ามีฝุ่นเข้าตา ในความเป็จริงแล้วข้ารู้ดี ในยามค่ำคืนข้าร้องไห้จนหมอนเปียกน้ำตาหลายครั้ง แต่ข้าก็ยังคงกัดฟันทนสู้ต่อไปและไม่ยอมทำแท้ง เพราะลูกคนนี้คือชีวิตของข้า คือสายใยที่ผูกพันข้ากับโลกใบนี้ ข้าพูดแบบนี้เ้าอาจจะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เป็ไร เพราะยังไงก็ไม่มีใครเข้าใจอยู่แล้ว
“ต่อมาเมื่อตั้งครรภ์ครบสิบเดือน ข้ากำลังจะคลอดลูกแต่กลับเกิดภาวะคลอดยาก [1] เราสองแม่ลูกไปเยือนประตูแห่งยมโลกมาแล้วถึงรอดชีวิตกลับมาได้ ความยากลำบากนั้นถ้าไม่เคยเจอมากับตนเองก็ไม่มีวันจะจินตนาการออก
“ลูกชายของข้าค่อยๆ โตขึ้น ถึงทุกวันจะยุ่งแค่ไหนข้าก็ชอบอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขน ตอนกลางคืนข้าจะนอนกอดร่างเล็กๆ ของเขา ข้ามักจะสะดุ้งตื่นหลายครั้งและแอบฟังลมหายใจของเขาที่จมูก กลัวว่าเขาจะรู้สึกไม่สบายแล้วจากข้าไป เขาคือชีวิตของข้า!
“ในโลกนี้ ไม่ว่าอะไรหายไป ข้าก็ยังอยู่ได้! ไม่มีเงิน ข้าก็หาใหม่ได้! ไม่มีทาง ข้าก็สร้างขึ้นมา! แต่ถ้าไม่มีลูก ข้าอยู่ไม่ได้!”
ติงเหว่ยสะอื้นเช็ดน้ำตาจากใบหน้า นางยกมือชี้ไปที่ชายกลางคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “แล้วเ้าจะทำอะไร? เ้า้าทำร้ายลูกชายของข้า เ้า้าพรากชีวิตของข้าไป! เ้าสมควรตาย ข้าเกลียดเ้าจนอยากจะกินเนื้อของเ้าทั้งเป็ และเอาสมองของเ้าไปทอดในน้ำมันเสีย แต่การทำเช่นนั้นมันทำให้เ้าตายง่ายเกินไป! ก่อนหน้านี้ข้าใช้กระต่ายฝึกเข็มบินและรู้สึกว่าโหดร้ายเกินไป แต่ตอนนี้ดีจริงๆ ที่มีศัตรูอย่างเ้า จนกว่าข้าจะสามารถใช้เข็มบินได้อย่างคล่องแคล่ว และฆ่าคนต่อไปที่กล้าทำร้ายลูกชายของข้าได้ เ้าจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป!”
ชายวัยกลางคนคนนั้นใจนดวงตาแทบจะถลนออกมา เขาเริ่มดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่น่าเสียดายที่คราวนี้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย ลูกธนูได้ถูกยิงเข้าไปที่ไหล่ของเขาอย่างแรง
“เ้าไม่รู้ว่าข้าเลี้ยงลูกชายของข้ามายังไง!”
ลูกธนูอีกดอกถูกยิงออกไป…
“เ้าไม่รู้ว่า เด็กครอบครัวอื่นเติบโตด้วยน้ำนม แต่ลูกชายของข้าเติบโตด้วยน้ำตาของข้า!”
เข็มเงินจำนวนหนึ่งถูกสะบัดออกไป เป็ประกายแวววาว…
“เ้าไม่รู้เื่อะไรเลย ทำไมถึงกล้าทำร้ายลูกชายของข้า! ข้าจะไม่ใจอ่อนอีกต่อไป จะไม่ี้เีอีกต่อไป ข้าจะเรียนรู้การฆ่าคน เรียนรู้การวางยาพิษ! ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมดทุกคน!”
“แม้แต่ผู้หญิงที่อ่อนแอที่สุด เมื่อลูกของนางถูกทำร้ายพวกนางล้วนกลายเป็เสือได้ เ้าอาจจะทุบตี ดุด่าหรือรังแกนางได้ แต่เ้าไม่สามารถทำให้ลูกชายของนางรู้สึกเ็ปได้! เ้าสามารถดูถูกนาง ทำลายนาง แต่เ้าไม่สามารถมองลูกชายของนางด้วยสายตาที่ดูถูกดูแคลนได้!”
ติงเหว่ยยิงลูกธนูออกไปจนหมด และเข็มเงินในมือก็หมดเกลี้ยง ในที่สุดนางก็เข้าไปดึงออกอย่างแรงและ “ฝึกฝน” ต่อไป
ชายผู้โชคร้ายคนนั้นกลายเป็เหมือนน้ำเต้าที่เปรอะเปื้อนเืไม่มีผิด เขาเสียใจที่ทำผิดไปอย่างมากและไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใด์ถึงลงโทษเขาอย่างโหดร้ายเช่นนี้
“ข้ายอมให้เ้าวางยา!”
“ข้ายอมให้เ้ารังแกความใจอ่อนของข้า!”
ติงเหว่ยใช้แรงเฮือกสุดท้ายของนาง ก่นด่าจนเสียงแหบแห้ง และในที่สุดก็หอบหายใจอย่างหนักถึงได้หยุดมือ แต่ตอนนี้ “เป้าซ้อมมีชีวิต” ของนางเริ่มหายใจไม่สะดวกแล้ว
“หมอซาน ช่วยพันแผลให้เขาหน่อย อย่าให้เขาตายไปเสียก่อน ข้ายังต้องฝึกซ้อมต่อไปอีก”
ติงเหว่ยโบกมือสั่งซานอี ซานอีมองด้วยความตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ เขาสติหลุดไปสักพักก่อนที่จะมีสติกลับมา แล้วรีบก้าวมาข้างหน้าค้อมตัวและตอบรับ จากนั้นเขาก็ไปตบไปที่แก้มของ “เป้าซ้อมมีชีวิต” เบาๆ และเรียกด้วยเสียงเบา “เฮ้ เฮ้ อย่าเพิ่งตายไปล่ะ! ถ้าข้าทำตามคำสั่งของเ้านายไม่สำเร็จ อย่าหาว่าข้าเอาเ้ามาทดลองยาก็แล้วกัน!”
ชายวัยกลางคนที่เดิมทีหมดสติเพราะความเ็ปไปแล้ว เขาตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบาก เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็หมดสติไปอีกครั้ง…
-----------------------------------------
[1] ภาวะคลอดยาก 难产 หมายถึง เป็ภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดคลอดและทารกมีการเคลื่อนตัวลงมาแล้ว แต่ไม่สามารถคลอดออกมาได้
