บุรุษเมามายผู้นั้นล้มตัวลงนอนข้างศพของหงเอ๋อร์อยู่หลายชั่วยาม หลังจากตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้สังเกตว่าหงเอ๋อร์เสียชีวิตแล้ว สีหน้ากระสับกระส่าย ยัง้าพูดคุยกับหงเอ๋อร์ ผู้ใดจะไปรู้ว่าร่างของหงเอ๋อร์เย็นไปทั้งตัวแล้ว จะเขย่าอย่างไรก็ไม่ตื่น ครั้นนำมือไปจ่อตรงจมูกจึงรู้ว่านางสิ้นลมหายใจแล้ว ทันใดนั้นเขาคิดว่าถูกผีหลอก ใกลัวจนสร่างเมา พลางร้องเสียงดัง
แม่เล้าและทาสหนุ่มของหอเพียวเซียงจับบุรุษเมามายผู้นั้นเอาไว้ จากนั้นก็ไปแจ้งความที่ศาลาว่าการ หัวหน้ามือปราบ เ้าหน้าที่ทางการ รวมถึงเ้าหน้าที่ชันสูตรศพจึงเดินทางมายังจุดเกิดเหตุที่หอเพียวเซียง
เ้าหน้าที่ชันสูตรศพพบว่าเวลาเสียชีวิตของหงเอ๋อร์คือหลายชั่วยามก่อน าแที่ทําให้นางถึงแก่ชีวิตอยู่ที่ขมับ
ทาสหนุ่มบอกถึงคำพูดของเฮ่อห่วงก่อนที่เขาจะจากไป และมีแขกยืนยันว่าเห็นเฮ่อห่วงดึงบุรุษเมามายไม่มีสติผู้นี้เข้าไปในห้องของหงเอ๋อร์
หัวหน้ามือปราบกับเ้าหน้าที่ทางการค้นเจอหนังสือสัญญาที่เขียนโดยเฮ่อห่วงในห้องของหงเอ๋อร์
ด้วยพยานบุคคลและพยานวัตถุครบถ้วน จึงเชื่อว่าเฮ่อห่วงเป็มือสังหารที่ฆ่าหงเอ๋อร์ไปแล้วแปดส่วน หงเอ๋อร์ไม่ได้ถูกฆ่าโดยบุรุษเมามายผู้นั้น นายอำเภอสั่งให้จับบุรุษเมามายมาคุมขังเอาไว้เสียก่อน แล้วสั่งให้หัวหน้ามือปราบและเ้าหน้าที่ทางการไปจับเฮ่อห่วงที่เมืองเซียง
ในระหว่างทางเฮ่อห่วงรู้สึกเสียใจภายหลัง เขาน่าจะนำเงินสองรอยตำลึงไถ่ตัวหงเอ๋อร์กับหอเพียวเซียง จากนั้นก็นำร่างของหงเอ๋อร์ออกมาด้วย แล้วค่อยกลบฝังร่างของหงเอ๋อร์เสีย หงเอ๋อร์เป็เพียงสตรีจากหอคณิกา ไม่มีผู้ใดสนใจ เช่นนี้ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าหงเอ๋อร์สิ้นใจแล้ว
ทว่าเฮ่อห่วงนำตัวบุรุษเมามายเข้าไปวางบนเตียงของศพหงเอ๋อร์แล้ว หากเฮ่อห่วงกลับไปตอนนี้จะถูกคนในหอคณิกาจับเอาได้
เฮ่อห่วงกลับบ้านด้วยความตื่นตระหนก บอกกับภรรยาว่าจะไปท่องเขาลำเนาไพร นําตั๋วเงินและเด็กรับใช้ออกจากเมืองเซียงไปขอที่พึ่งกับญาติที่เป็ขุนนางต่างถิ่น
เ้าหน้าที่ทางการของอำเภอเหอหลายคนไล่ตามเฮ่อห่วงไปจนถึงเมืองเซียง แล้วตามไปที่บ้านญาติที่อยู่ต่างถิ่นของเขา พวกเขาดักซุ่มรออยู่ที่นั่นเป็เวลาหลายวัน จนในที่สุดก็จับกุมเฮ่อห่วงกลับมาตัดสินคดีได้
พยานบุคคลในศาลก้าวขึ้นมาทีละคน หลักฐานวัตถุก็วางไว้เป็ประจักษ์ เฮ่อห่วงยอมรับโทษด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
นายอำเภอประกาศทันทีว่าเฮ่อห่วงคือมือสังหารที่ฆ่าหงเอ๋อร์ ตัดสินให้เฮ่อห่วงชดใช้เงินสองร้อยตำลึงให้หอเพียวเซียง และเฮ่อห่วงยังถูกเนรเทศไปยังอําเภอซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยลี้เป็เวลาห้าปี
เหล่าชาวบ้านที่มุงดูต่างเอ่ยว่า หงเอ๋อร์เป็หญิงคณิกาชั้นชนต่ำ ไม่ใช่สามัญชนทั่วไป ดังนั้นเฮ่อห่วงฆ่านางแล้ว นายอําเภอจึงไม่ได้ตัดสินโทษสถานหนัก
แท้จริงแล้วญาติของเฮ่อห่วงที่เป็ขุนนางอยู่ต่างถิ่น เขียนจดหมายถึงนายอำเภอขอให้เขาตัดสินโทษสถานเบา
อําเภอห่างไกลที่เฮ่อห่วงถูกเนรเทศไปที่นั่น อยู่ทางใต้ของเมืองที่ขุนนางผู้เป็ญาติของเขาอาศัยอยู่ เมื่อเฮ่อห่วงไปถึงที่นั่น ขุนนางผู้เป็ญาติผู้นั้นจะจัดแจงคนมาดูแลเขา
ตราบใดที่เฮ่อห่วงประพฤติตัวดี ญาติที่เป็ขุนนางย่อมลดโทษให้เขา อย่างนานสามปี อย่างสั้นหนึ่งหรือสองปี หลังจากนั้นก็จะได้รับอิสรภาพกลับคืนมา
ครั้นหลิวซื่อดูเื่ครึกครื้นนี่จบ ก็ฟังชาวบ้านนินทาเื่หอเพียวเซียงอีก
อันที่จริงหงเอ๋อร์เสียชีวิตที่หอเพียวเซียง แขกล้วนใและรู้สึกถึงความโชคร้าย จึงไม่กล้ามาที่นี่อีก การค้าของหอเพียวเซียงย่ำแย่อย่างยิ่งในเวลาอันสั้น แม่เล้าโมโหมือสังหารที่ฆ่าหงเอ๋อร์จนกระทบการค้าในหอ นางสาบานว่าจะหาตัวคนสังหารออกมาให้ได้ จึงยังไม่ได้ฝังศพของหงเอ๋อร์
อากาศเช่นนี้ ศพของหงเอ๋อร์ส่งกลิ่นเหม็นเน่ามานานแล้ว
แม่เล้าเพียง้าใช้เสียงของประชาชนมากดดันนายอำเภอ ให้ทางการรีบคลี่คลายคดีโดยเร็ว
ยามนี้คนร้ายถูกจับกุมและคดีก็จบลงแล้ว แม่เล้าตั้งใจจะประกอบพิธีฝังศพหงเอ๋อร์ในวันนี้ และยังส่งคนไปแจ้งบรรดาแขกด้วยว่าเื่ราวทั้งหมดได้ผ่านไปแล้ว
หลิวซื่อส่ายศีรษะ พลางคิดในใจว่า เดิมทีหอคณิกาก็มิใช่ที่ที่ดีอยู่แล้ว ทั้งมีคนตายไปอีกหนึ่งคน ผู้ใดยังจะกล้าไปอีก?
พอนางออกมาจากตัวอำเภอ ก็พบว่าบุตรชายทั้งสองคนกลับมาจากการขายซาลาเปาที่ตำบลชางนานแล้ว แม้แต่ผู้เฒ่าหวังยังรอนางอย่างร้อนใจ
“รีบกลับเรือนเถิด” ในกล่องไม้ของผู้เฒ่าหวังมีเหรียญทองแดงอยู่ไม่น้อย บนตัวยังซ่อนแท่งเงินหนึ่งตำลึงเอาไว้ในเสื้อ เขากลัวว่าจะถูกคนมาขโมยไป จึงร้อนใจเป็อย่างยิ่ง
หลิวซื่อสั่งสอนสามีและบุตรชาย ปากก็เอ่ยไม่หยุด “บุรุษหลายคนพอมีเงินสกปรกก็ไปหอคณิกา ฮึ ถูกหญิงคณิกามาพัวพัน สุดท้ายฆ่าคนแล้วต้องชดใช้เงินและติดคุก ทําลายชื่อเสียงจนย่อยยับ!
หอคณิกานั่นก็ไม่ใช่สถานที่ที่คนดีๆ จะไป บุรุษทุกคนที่ไปหอคณิกาไม่มีคนดีสักคน ผลที่ตามมาของบุรุษที่ไปหอคณิกาก็คือบ้านแตกสาแหรกขาด สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ร้องไห้ยังไม่มีที่ให้ร้อง!”
หวังเลี่ยงถูกหลิวซื่อบ่นไม่หยุดจนรําคาญแล้ว เขาเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านอย่าได้ไปหอคณิกาเชียวนะขอรับ!”
ผู้เฒ่าหวังนึกมาตลอดว่าผู้ที่ภรรยาสั่งสอนคือบุตรชายจึงเอ่ยว่า “แม่เ้ากำลังพูดถึงพวกเ้าพี่น้อง!”
หวังจื้อมีสีหน้างงงวย จริงๆ แล้วด้วยลักษณะเช่นนี้ของเขา คาดว่าแม้แต่ประตูหอคณิกาก็ยังเข้าไปไม่ได้ คงถูกทาสไล่ไปให้พ้นเสียก่อน
“ข้าหมายถึงเ้าด้วยเช่นกัน” หลิวซื่อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเ้าแอบซ่อนเงินส่วนตัวไว้ เ้าซ่อนเงินเ่าั้ไว้ไปทำสิ่งใด คงไม่ใช่ว่าเอาไปซื้อบริการที่หอคณิกาหรอกกระมัง?”
สีหน้าของผู้เฒ่าหวังไม่ค่อยเป็ธรรมชาติ พลางเอ่ย “จะมีเื่เช่นนั้นได้อย่างไร” เขามีเงินเก็บส่วนตัว สำหรับเอาไว้ให้หลานชายและหลานสาวแท้ๆ ใช้ต่างหาก
“รอถึงบ้านข้าจะไม่ต่อว่าพ่อของพวกเ้าแล้ว ข้าจะไว้หน้าพวกเ้า แต่พวกเ้าต้องสาบานไม่ตายดีกับข้าว่าจะไม่เข้าหอคณิกาตลอดไป!” หลิวซื่อเห็นว่าบุรุษทั้งสามคนไม่เปล่งเสียงใดๆ ออกมาสักคํา ก็ถลึงตาจ้องด้วยความโกรธ พลางเอ่ย “เร็ว ตาเฒ่า เ้าเริ่มก่อน!”
“หา ข้าอายุมากขนาดนี้แล้ว ยังต้องสาบานไม่ตายดีอะไรเช่นนี้อีกหรือ?” เดิมทีผู้เฒ่าหวังยังเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ทว่าเมื่อเห็นว่ายายเฒ่าโกรธจริงๆ แล้ว จึงรีบร้อนสาบานอย่างเชื่อฟังในทันที เขากล่าวว่าหากเท้าเหยียบเข้าไปที่หน้าประตูหอคณิกา ขอให้ตนล้มลงไปตายกับพื้นทันที
หวังจื้อและหวังเลี่ยงรีบเอ่ยคำสาบานตามทันที
ได้ยินเช่นนี้หลิวซื่อจึงหยุดพูด จากนั้นก็เล่าถึงกระบวนการไต่สวนคดี นายอําเภอนั้นน่าเกรงขามยิ่ง ที่ปรึกษาส่วนตัวเป็ชายชราอายุใกล้เคียงกับผู้เฒ่าหวัง ทว่าสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก มีเ้าหน้าที่ทางการแปดคน เ้าหน้าที่หนุ่มที่ซื้อซาลาเปาของตระกูลหวังก็อยู่ในนั้นด้วย เฮ่อห่วงอายุยังน้อย อายุน้อยกว่าหวังเฮ่าเพียงหนึ่งปีเท่านั้น...
ทางด้านหวังเฮ่าที่ถูกหลิวซื่อเอ่ยถึง เขากำลังจับตาดูประตูหลักของหอเพียวเซียนที่มีชื่อเสียงยิ่งนักในท้องถิ่น ซึ่งอยู่เยื้องจากโรงเตี๊ยมขนาดเล็กห่างไปสองร้อยลี้
หอเพียวเซียนเป็หอคณิกาเช่นเดียวกับหอเพียวเซียง ทว่าขนาดใหญ่กว่าสิบเท่า เป็หอคณิกาอันดับหนึ่งของเมือง
หวังเฮ่าเป็นายทหารระดับชั้นประทวน เวลานี้เขาควรฝึกอยู่ในค่าย ทว่าเพราะผู้ตรวจการมณฑล้าจับคนที่มีวรยุทธ์สูงส่ง จึงตั้งใจย้ายกองทัพมาที่นี่ แม่ทัพผู้บังคับบัญชาของหวังเฮ่ารับหน้าที่เป็ผู้บัญชาการในการจับกุมครั้งนี้ หวังเฮ่าจึงต้องตามมาด้วย
แม่ทัพส่งพวกของหวังเฮ่าไปทำหน้าที่คอยสังเกตการณ์
หอเพียวเซียนมีประตูทั้งหมดสามทาง ประตูหลักด้านหน้า ประตูด้านหลังและประตูทางทิศตะวันออก หวังเฮ่าและนายทหารชั้นประทวนนามผังต้าไห่รับผิดชอบเฝ้าประตูหลัก
ในเมื่อมาคอยสังเกตการณ์ หวังเฮ่าและผังต้าไห่ย่อมไม่อาจสวมเครื่องแบบทหารได้ พวกเขาล้วนสวมเสื้อผ้าที่นํามาจากบ้านก่อนเป็ทหารในกองทัพ
หวังเฮ่ามีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหลี่ยม คิ้วเข้ารูป ดวงตาโต แววตาลึกล้ำ สันจมูกโด่ง ริมฝีปากไม่หนาไม่บาง ผิวสีเข้ม ใบหน้าเชิด แผ่นหลังเหยียดตรงสง่ายิ่งนัก แม้ว่าจะสวมชุดสีน้ำเงินที่เต็มด้วยรอยปะ ทว่าก็ดูสง่าผ่าเผยเป็อย่างยิ่ง
ทว่าผังต้าไห่มีรูปร่างตามฉบับคนเมืองเซียงทั่วไป รูปร่างผอมเตี้ย ผิวดำคล้ำ โหนกแก้มสูง ดวงตาหยาบคายดูคล้ายคนถ่อย แม้จะสวมชุดสีน้ำเงินใหม่ถึงเจ็ดส่วนและไร้รอยปะชุน ก็ดูไม่เหมือนคนดีเลยแม้แต่น้อย
ผังต้าไห่ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี อายุมากกว่าหวังเฮ่าห้าปี ทว่าเพราะเข้าร่วมกองทัพช้ากว่าหวังเฮ่า จึงยังเป็ทหารใหม่อยู่
ยามที่พวกเขาสองคนปฏิบัติงาน หวังเฮ่าเป็คนตัดสินใจ
รองแม่ทัพเป็คนละเอียดรอบคอบ รู้ว่าทหารของเขาไม่มีเงินดื่มกินในโรงเตี๊ยมที่ใช้เป็สถานที่สอดส่อง จึงมอบเงินห้าสิบเหรียญทองแดงให้หวังเฮ่าทั้งสองคน ก่อนที่พวกเขาจะมาที่นี่
