ชายหนุ่มสวมชุดเขียวทะยานลงมา พลังที่ปลดปล่อยทำให้พลังทั่วร่างของผู้คนล้วนเดือดพล่านขึ้น พวกเขาััได้ถึงพลังบางอย่างที่บีบอัดเข้ามา
“เ้าหนู คุกเข่าลงซะ” ชายหนุ่มสวมชุดเขียวยิ้มเยาะ หมัดพุ่งไปที่อกของเต้าหลิงหมายจะสังหาร
เต้าหลิงกำหมัดแน่น ภายในร่างส่งเสียงดังเปรี้ยงออกมาราวกับเสียงฟ้าผ่า หมัดของเขาเข้าปะทะกับหมัดของชายหนุ่ม ทำเอาบริเวณโดยรอบะเิออก คลื่นพลังลูกใหญ่โหมซัดออกมา
มีคนร้องเสียงหลงออกมาด้วยความใ เพราะถูกคลื่นลมซัดเข้าใส่ ร่างสั่นสะท้าน ฝีเท้าเหยียดถอยหลัง รอบๆ พวกเขาทั้งสองคนในตอนนี้ไม่มีคนยืนอยู่เลย
“น่ากลัวจริง เขาอายุแค่ไม่เท่าไรเอง ทำไมถึงได้แข็งแกร่งนักนะ” มีคนกล่าวออกมาด้วยความใ เขารู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจะต้องเป็อัจฉริยะแน่
ในใจของชายหนุ่มชุดเขียวก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน สีหน้าดูไม่ดีนัก ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะต่อสู้ได้สูสีกับเด็กอายุสิบห้า
“ฮึ ถึงเ้าจะเป็อัจฉริยะของสำนักซิงเฉิน แต่บังอาจมาหาเื่คลังสมบัติ ข้าจะจัดการเ้าซะ” ชายหนุ่มชุดเขียวคำราม พลางปล่อยหมัดออกมาอีกครั้ง ซึ่งหมัดในครั้งนี้ดุดันยิ่งกว่าหมัดที่แล้ว ด้านหลังปรากฏูเาขนาดใหญ่รางๆ ขึ้นราวกับ้าจะบดขยี้ฟ้าดิน
“แหลกไปซะ” โทสะบังเกิดขึ้นในหัวใจของเต้าหลิง คนคนนี้ไม่ถามไถ่ว่าเกิดเื่อันใดก็ลงมือโจมตีทำให้เขาโกรธมาก
พลังในร่างเดือดพล่านขึ้น หมัดพุ่งออกไปพลางเปล่งแสงสีทอง ทั่วทั้งร่างเหมือนโลกใบเล็กที่เปิดออก
มีเสียงตู้มดังขึ้น ดั่งัวารีโลดแล่นท่ามกลางมหาสมุทร กำปั้นสีทองพุ่งทะลวงแหวกฝ่าอากาศ ร่างเงาของูเาขนาดใหญ่แตกกระจาย คลื่นพลังที่ดุดันพุ่งออกมาทำให้ร่างของชายหนุ่มชุดเขียวปลิวกระเด็นลอยออกไป
“อะไรกัน” ผู้คนที่เดินลงมา มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวเสียงหลงด้วยความใ อัจฉริยะคนนี้มาจากที่ไหนกัน
หวังย่าเองก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มเป็ยอดฝีมือขั้นสถิติญญาสี่ชั้นฟ้า ทว่าตอนนี้กลับไม่สามารถประมือกับเต้าหลิงได้ เหตุใดพลังของเขาจึงได้แข็งแกร่งขึ้นมาขนาดนี้
ทว่านางตอบสนองได้รวดเร็วมาก นางรีบวิ่งไปตรงหน้าชายวัยกลางคนพลางกล่าวออกมา “ท่านผู้ดูแล คนคนนี้มาหาเื่ที่คลังสมบัติ ทั้งยังทำร้ายผู้คุ้มกันไปแล้วหลายคน!”
เฉินลี่พยักหน้าพลางก้าวฝีเท้าไปอย่างขึงขัง พลังของเขาแข็งแกร่งมาก ทุกๆ ่ลมหายใจทำเอาบริเวณโดยรอบต้องสั่นไหว แรงพลังที่แผ่ซ่านออกมาทำให้คนที่อยู่ข้างๆ หายใจติดขัด
“เ้าหนู เ้ากล้ามาหาเื่ที่นี่” เฉินลี่แผดเสียงคำราม ฝ่ามือพุ่งออกไปหมายจะสั่งสอนเขาให้รู้สำนึกเสีย
ทว่าในขณะที่ฝ่ามือของเขายื่นออกไป หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นเหรียญตราสีเงินที่เกี่ยวอยู่ข้างเอวของเต้าหลิง ้าสลักชื่อคลังสมบัติเอาไว้ ขาของเขาอ่อนแรงลงจนแทบทรุดลงกับพื้น นี่มันเป็เหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ?
เฉินลี่ตกตะลึงมาก ปกติแล้วผู้ที่ถือครองเหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่ของคลังสมบัติ จะเป็นักปรุงโอสถ จอมยุทธ์าุโที่แข็งแกร่ง หรือไม่ก็ชายหนุ่มอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ๆ
เหรียญตรานี้แม้แต่หวังจวิ้นเฟยเองก็ไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะได้มันมา มีแค่กันเหยาเท่านั้นที่จะมีได้ เขาเป็ใครมากจากที่ไหนกัน?
ขาทั้งสองข้างของเฉินลี่สั่นเทา เขาััได้ว่าพลังของเด็กหนุ่มและเหรียญตรานี้คล้ายคลึงกันมาก เขาดูไม่ผิด อัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ที่ไหนกันถึงได้มีเหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่ของคลังสมบัติ
“ฮ่าๆ น้องชายท่านนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้ข้าถึงไม่เคยพบท่านมาก่อน?” ใบหน้าขึงขังของเฉินลี่สลายไปในทันที เขายกมือขึ้นคำนับพลางเดินเข้าไปทักทาย
คำพูดที่กล่าวออกมานั้น ทำให้ทุกอย่างเงียบสงัด ผู้คนคิดว่าตนนั้นหูฝาดไป ผู้ดูแลคลังสมบัติท่านนี้มีสถานะสูงส่ง แม้แต่หวังจวิ้นเฟยก็ยังไม่กล้าล่วงเกิน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเรียกคนที่มาหาเื่คนนี้ว่าท่าน
“น่ะ น่ะ นี่มันเป็ไปได้ยังไง?” หวังย่าทำหน้าเหมือนกับเห็นผี นางรีบกล่าวขึ้นมาว่า “ท่านผู้ดูแล ท่านจะต้องจำคนผิดเป็แน่ เขาเป็แค่เด็กจนๆ ที่มาหาเื่ที่นี่นะเ้าคะ”
“บัดซบ” สีหน้าของเฉินลี่พลันขึงขังขึ้น เขาชี้นิ้วไปที่นางพลางแผดเสียงะโออกมา “ใครเป็คนรับนางเข้ามา รีบพานางออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
เฉินลี่โกรธมาก มูลค่าของเหรียญตรานี้ไม่อาจจะประเมินค่าได้ ทั่วทั้งแดนลับมีแต่คนที่อยากได้มันมา เพราะเหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่นี้สามารถให้คลังสมบัติสาขาต่างๆ ช่วยตามหาของล้ำค่าได้ทุกชนิดโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งมีอำนาจในคลังสมบัติอีกด้วย
ในสาขาย่อยของสำนักซิงเฉิน คนที่มีสถานะเช่นนี้ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว
หัวของหวังย่าหมุนสั่นดังวิ้งวิ้ง ทั่วทั้งร่างพลันหนักอึ้ง นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกัน?
ชายร่างอ้วนที่ยืนอยู่ข้างหลังของเฉินลี่ใช้มือเช็ดเหงื่อที่ไหลออกมาจากหน้าผากของตน เขาก็เห็นเหรียญตราที่แขวนอยู่ที่เอวของเต้าหลิงเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นมันมาครั้งหนึ่ง ซึ่งมันเป็ของคนใหญ่คนโต
เด็กหนุ่มที่มีเหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่ เช่นนั้นความเป็มาของเขาจะต้องน่ากลัวมากแน่
“อึ้งอะไรอยู่ ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!” ชายร่างอ้วนะโด้วยใบหน้าขึงขัง ภายในใจนึกเสียดาย เขาไม่น่ารับนางเข้ามาเลย ถึงแม้ว่านางจะเกี่ยวข้องกับหวังจวิ้นอี้ ทว่าถ้าเทียบกับเหรียญตรานี้แล้ว ระดับห่างกันราวฟ้ากับเหว
สีหน้าของหวังย่าขาวซีดจนอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี นางเดินคอตกออกไป ทำให้ผู้คนโดยรอบตกตะลึงมาก เด็กหนุ่มคนนั้นเป็ใครกัน?
“เชิญทางนี้ขอรับ เมื่อครู่ขออภัยที่เสียมารยาท” เฉินลี่ถูมือพลางกล่าวประจบ
“เหรียญตรานี่ดูเหมือนจะไม่ใช่ของธรรมดา” เต้าหลิงประหลาดใจเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงว่าเหรียญตราที่จื่ออวี้ให้มาจะมีอำนาจมากขนาดนี้
เต้าหลิงถูกเฉินลี่เชิญขึ้นไปที่ชั้นสอง เขายืนอยู่ข้างๆ อย่างระแวดระวัง แค่หายใจออกมายังไม่กล้าหายใจ
ชายร่างอ้วนที่อยู่ข้างๆ เฉินลี่หน้าแดงยิ่งกว่าพลางกล่าวถามหยั่งเชิงออกมาว่า “นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นท่านมาก่อน ท่านมาจากที่ไหนงั้นหรือขอรับ?”
“ข้าจะต้องรายงานพวกเ้าด้วยอย่างนั้นหรือ?” เต้าหลิงมองไปที่เขาแวบหนึ่งพลางกล่าวออกมาเรียบๆ
ชายร่างอ้วนใสะดุ้งเฮือก ขาทั้งสองสั่นเทา พลางส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปที่เฉินลี่
“เฮ้ๆ ไม่ต้องถามให้มากความหรอกน่า ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่มีธุระอันใดหรือขอรับ? หากเป็สิ่งที่พวกเราสองคนทำได้ พวกเราจะช่วยอย่างเต็มที่เลยขอรับ” เฉินลี่รีบกล่าวออกมาเพราะกลัวว่าเขาจะไม่พอใจ
“ข้า้าสมุนไพริญญา ช่วยไปเอามาให้ข้าที” เต้าหลิงบอกชื่อสมุนไพริญญาทั้งสามชนิดออกไป ใบหน้าของเฉินลี่ก็เต็มไปด้วยความเคารพ ดูแล้วเหมือนกับเป็โอสถจิต์ประเภทหนึ่ง เดาว่าเขาต้องเป็ปรมาจารย์นักปรุงโอสถแน่
ชายร่างอ้วนเดินเข้ามาพร้อมกับถาดอันหนึ่ง ข้างบนถาดมีหญ้าขยายจิตอยู่ต้นหนึ่ง ลำต้นของมันเป็สีดำ ทั้งยังตลบอบอวลไปด้วยคลื่นจิต์ หายากมาก ส่วนใบหยกเขียวกับหญ้าล้างจิตนับว่าพบเห็นได้ทั่วไป
“ทั้งหมดเท่าไร?” เต้าหลิงกวาดสายตาไปแวบหนึ่งแล้วเก็บของลงไปพลางถามขึ้น
เฉินลี่เกาหัวพลางครุ่นคิดแล้วตอบกลับไปว่า “มูลค่าของสมุนไพริญญาทั้งสามชนิดราคาเจ็ดแสนเหรียญทอง ทว่าเหรียญตราของท่านสามารถเอาไว้ใช้ลดราคาได้ เช่นนั้นห้าแสนเหรียญทองก็เพียงพอแล้วขอรับ”
มุมปากเต้าหลิงบิดเบี้ยวเล็กน้อย ในตอนนี้เขามีเงินอยู่ทั้งหมดห้าแสนเหรียญทอง หากหมดตรงนี้เขาก็ไม่มีเงินใช้แล้ว เขากะพริบตาปริบๆ แล้วมองต่ำลง
“จะต้องคิดหาวิธีหาเงินเพิ่ม จะใช้เงินเหมือนกับเปิดน้ำทิ้งเช่นนี้ไม่ได้” เต้าหลิงกล่าวพึมพำในใจ แร่หินและพลังงานสีทองที่เขามีอยู่ตอนนี้ล้ำค่ามาก จะเอาออกมาขายก็ไม่ได้เสียด้วย
หลังจากที่จ่ายเงินเสร็จเขาก็เดินจากไป ชายร่างอ้วนมองไปยังร่างเงาที่ค่อยๆ หายลับไป ขาทั้งสองเกือบจะล้มลงที่พื้น เขาถอนหายใจออกมาพลางกล่าวขึ้นว่า “เฉินลี่ เขาเป็คนใหญ่คนโดนมากจากไหนกัน? ทำไมถึงได้มีเหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่?”
“เ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร” เฉินลี่พูดอย่างใส่อารมณ์ ทว่าด้วยพลังของเด็กหนุ่มแล้ว อายุของเขาแค่สิบสี่สิบห้า แต่กลับสามารถประมือกับชายหนุ่มชุดเขียวได้ เขาจะต้องเป็ผู้สืบทอดของขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่ตระกูลหนึ่งเป็แน่
ภายในส่วนลึกของสำนักซิงเฉิน มีวิหารขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง อุณหภูมิที่อยู่รอบๆ วิหารนั้นสูงมาก จนทำให้ทั่วทั้งวิหารกลายเป็สีแดงฉาน ที่นี่เอาไว้สำหรับหลอมโอสถ ใต้ดินมีเส้นชีพจรแห่งไฟพ่นออกมา
เต้าหลิงมาถึงที่นี่ เพื่อใช้เปลวเพลิงนั้นหลอมโอสถ ทั้งอยากจะดูด้วยว่าเพลิงโอสถนั้นแข็งแกร่งระดับไหน
“เ้าจะหลอมโอสถอย่างนั้นหรือ?” คนที่รับผิดชอบคอยดูแลห้องหลอมโอสถนี้ก็คือชายชราคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นักปรุงโอสถ สายตาของเขามองไปที่เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างดูถูก การหลอมโอสถไม่ใช่เื่ที่จะทำได้อย่างง่ายๆ
เต้าหลิงพยักหน้า เห็นดังนั้น ชายชราจึงส่ายหัวออกมาอย่างระอา “เ้าจำเอาไว้นะ เ้าจะใช้ห้องหลอมโอสถได้แค่สามวัน ถ้าอยากจะใช้มากกว่านั้นก็ต้องสำเร็จภารกิจหรือใช้เงินถึงจะได้”
“ทราบแล้ว” เต้าหลิงพยักหน้า เขาเข้าใจดีว่าจะยืมใช้ห้องหลอมโอสถตลอดไม่ได้ ทว่าในเวลาสามวันก็น่าจะเพียงพอแล้ว ถ้าหลอมไม่สำเร็จคงจะต้องไปหาซื้อโอสถจิต์มาก่อน อีกไม่นานโถงวิหารซิงเฉินก็จะเปิดแล้ว เขาจะต้องเพิ่มพลังให้แข็งแกร่งขึ้นในตอนนี้
เขาเดินตามทางเส้นทางเปลวเพลิงมาจนถึงห้องๆ หนึ่ง อุณหภูมิภายในห้องนั้นร้อนยิ่งกว่าข้างนอกหลายเท่า ข้างหน้ามีปล่องไฟที่พ่นเปลวเพลิงออกมา
เขาใช้มือลูบคาง พลางพลิกฝ่ามือ ทันใดนั้นก็ปรากฏเตาโอสถอันหนึ่งขึ้นที่กลางฝ่ามือ เตาโอสถนี้มีสีทองแดงซึ่งเป็มรดกสืบทอดที่เขาได้มาจากในวิหาร
“เตาโอสถนี้จะต้องเป็ของล้ำค่าแน่” เต้าหลิงมองไปที่เตาหลอม ที่ผิวของเขามีลวดลายอักขระปรากฏขึ้น ทั้งยังตลบอบอวลไปด้วยพลังิญญา มันต้องเป็เตาโอสถที่ไม่ธรรมดาแน่
เปลวเพลิงโอสถสีแก้วปรากฏขึ้นมาพลางจุดไฟให้กับเตาหลอมโอสถ ทันใดนั้นเตาหลอมโอสถสีทองแดงนี้ก็ขยายใหญ่ขึ้น มันลอยเคว้งอยู่กลางอากาศก่อนวางลงบนปล่องไฟ
เต้าหลิงเดินเข้ามาตรงหน้าเตาหลอมพลางนั่งขัดสมาธิลงไป ฝ่ามือผสานเข้าด้วยกัน เพลิงโอสถสีแก้วพลันเอ่อล้นคลื่นพลังลึกลับออกมา เปลวเพลิงที่อยู่ในปล่องไฟถูกดึงดูดออกมา มันแผดเผาอยู่ในเตาหลอมโอสถอย่างร้อนแรง
แขนเสื้อของเขาสั่นไหว เตาหลอมโอสถถูกเปิดออกพลางพ่นเปลวเพลิงที่เปี่ยมล้นออกมา เต้าหลิงกะพริบตาปริบๆ หลังจากนั้นก็นำสมุนไพริญญาออกมา ซึ่งมันก็คือใบไม้สีเขียวมรกตใบหนึ่ง ภายในไหลเวียนไปด้วยพลังชีวิต ชื่อของมันก็คือใบหยกเขียว
เขานำใบหยกเขียวใส่ลงไปในเตาหลอม เปลวเพลิงที่ร้อนแรงได้หลอมละลายสมุนไพริญญา พูดได้ว่าเปลวเพลิงโอสถสีแก้วนี้น่ากลัวมาก มันโอบล้อมใบหยกเขียวเอาไว้ ใบสีเขียวดุจหยกก็พลันบิดเบี้ยวก่อนมีของเหลวิญญาไหลออกมาเป็หยดๆ
“ไม่รู้ว่าเปลวเพลิงนี้อยู่ในระดับไหน หวังว่าจะไม่แย่มาก” เต้าหลิงจ้องมองไปยังเปลวเพลิงที่ลุกไหม้พลางกล่าวขึ้นมาในใจ เปลวเพลิงนี้เป็เปลวเพลิงที่เขาได้มาจากวิหารสืบทอด มันจะต้องไม่ใช่เปลวเพลิงธรรมดาแน่
สิบนาทีผ่านไป ด้านในเตาหลอมก็ปรากฏของเหลวิญญาสีเขียวมรกตขึ้น จิตใจของเต้าหลิงว่างเปล่า จิต์พรั่งพรูออกมา เขาตรวจสอบดูของเหลวิญญาเพื่อกลั่นหลอมมันออกมา
“ตามคำแนะนำของคัมภีร์โอสถโบราณ ขั้นแรกในการหลอมโอสถจะต้องกลั่นของเหลวิญญาให้บริสุทธิ์เสียก่อน ยิ่งระดับความบริสุทธิ์สูงเท่าไรอัตราหลอมสำเร็จและคุณภาพก็จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น” เต้าหลิงกล่าวพึมพำพลางทำตามขั้นตอนอย่างละเอียด ของเหลวิญญาก็เป็ส่วนที่สำคัญ หากล้มเหลวขึ้นมา ก็จะไม่มีสมุนไพริญญาให้ทดลองต่อ
ในขณะเดียวกันพลังงานธาตุไม้ก็เอ่อล้นออกมาจากร่างของเต้าหลิง ทั้งยังแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นถึงขีดสุด พลังชีวิตของเขาได้หล่อเลี้ยงของเหลวิญญานี้อย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่พลังงานธาตุไม้จำนวนมากกำลังหล่อเลี้ยงของเหลวิญญาอยู่นั้น เปลือกตาของเต้าหลิงก็กระตุกขึ้น เขาััได้ว่าฤทธิ์ยาของใบหยกเขียวแข็งแกร่งมากขึ้น
แววตาของเต้าหลิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจพลางพึมพำออกมาว่า “ดูเหมือนว่าพลังงานภายในหอคอยผ่านจิตจะไม่ได้ธรรมดาเหมือนที่ข้าคิดเอาไว้ พลังงานธาตุไม้นี้น่าจะเป็พลังงานระดับสูง”
เพราะเป็การหลอมโอสถครั้งแรก เต้าหลิงจึงระมัดระวังมาก การหลอมสมุนไพริญญาชนิดเดียวเขาใช้เวลาไปทั้งหมดสองชั่วยาม จนออกมาเป็กลุ่มก้อนพลังงานสีเขียวดุจหยก เหมือนกับหินหยกที่ไหลเวียนไปมาอยู่ในเปลวเพลิง ทั้งยังส่องแสงล้ำค่าสว่างระยิบระยับออกมา
เต้าหลิงสำรวจอย่างละเอียด หลังจากนั้นเขาก็พยักหน้า พลางนำสมุนไพริญญาอย่างที่สองโยนลงไปเพื่อเริ่มการหลอมต่อ
ในขณะที่กำลังหลอมหญ้าขยายจิตอยู่นั้น เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปนานพอสมควร จิต์ของเขาอ่อนแอมาก ในระหว่างนั้นเขาพักครั้งหนึ่ง ทำให้ใช้เวลาไปครึ่งวันจึงหลอมสมุนไพริญญาทั้งสามชนิดออกมาเป็ของเหลวได้
หญ้าขยายจิตนั้นเป็ส่วนประกอบหลัก ส่วนอีกสองชนิดที่เหลือเป็ส่วนประกอบเสริม กลุ่มก้อนของเหลวิญญาสีดำทมิฬก้อนหนึ่งลอยขึ้น ทั้งยังตลบอบอวลไปด้วยคลื่นจิต์
เต้าหลิงปิดเปลือกตาทั้งสองลงเพื่อฟื้นฟูพลัง หลังจากที่ฟื้นฟูจนถึงจุดสูงสุดแล้ว เขาก็ลืมตาทั้งสองขึ้น พลางขยับฝ่ามือ เพลิงโอสถแก้วก็ได้ห่อหุ้มกลุ่มก้อนของเหลวนั้นเอาไว้ เพื่อเริ่มการผสมผสานให้เป็โอสถ
เต้าหลิงปิดฝาเตา ในตอนนี้ก็เป็่บ่มเพาะโอสถ พลังทั่วร่างถูกขับออกมา พลังงานธาตุไม้ที่อยู่ภายในร่างะเิขยายตัวออก แล้วพุ่งเข้าไปในเตาหลอมอย่างบ้าคลั่ง
การบ่มเพาะโอสถนี้ ความจริงแล้วก็คือการที่ใช้พลังฟ้าดินบริสุทธิ์ใส่เข้าไปในโอสถเพื่อทำการหล่อเลี้ยง ขั้นตอนนี้ยากมากและต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูง
ทั่วร่างของเต้าหลิงเปล่งแสงสว่าง ยิ่งเขาใส่พลังเข้าไปในเตาโอสถมากเท่าไร เตาหลอมโอสถก็จะยิ่งเกิดการเปลี่ยนมากขึ้นเท่านั้น ที่ผิวของเตาหลอมพลันปรากฏอักขระเต๋าขึ้นราวกับเป็เสียงที่ดังแล่นมาจากอดีตกาล
