เ้าเมืองจะรู้สึกอย่างไรหากได้รู้ว่ามิใช่ว่ากุ่ยโส่วไม่พูด แต่เป็เพราะพูดไม่ออก
แท้จริงแล้วกุ่ยโส่วทนรับการทรมานไม่ไหวั้แ่ต้น คิดอยากจะบอกสิ่งที่รู้ออกไปเพื่อจะได้จบสิ้นทุกอย่างเสียที
ผู้ใดจะรู้ว่ากระทั่งเปล่งเสียงร้องด้วยความเ็ปก็ยังทำมิได้ ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดจริงๆ เรียกได้ว่าจวนจะคร่าชีวิตของกุ่ยโส่วเสียแล้ว
บุรุษสวมผ้าคลุมเอ่ยด้วยความเหลืออด “ค้นเจอแผนที่บนกายของเขาแล้วหรือไม่?”
“มะ...ไม่มี...” เ้าเมืองปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก กลืนน้ำลายแล้วเอ่ยว่า “บนกายของเขาไม่มีสิ่งใดเลยขอรับ”
หนึ่งเสียงเพล้ง บุรุษสวมผ้าคลุมจัดการขว้างจอกน้ำชาที่อยู่ใกล้มือไปยังข้างเท้าของเ้าเมือง ก่อนเอ่ยอย่างขุ่นเคืองเป็อย่างยิ่ง
“กุ่ยโส่วเป็ผู้ใดกัน? บนกายจะไม่มีเงินทองหรือตั๋วเงินได้อย่างไร เขาระแวดระวังตัวมากเพียงใดคงไม่ต้องให้ข้าบอกเ้ากระมัง?
กระทั่งอาวุธป้องกันตัวก็ยังค้นไม่พบ นั่นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่ามีคนค้นตัวเขาไปก่อนหน้านี้แล้ว
ใครเป็คนส่งตัวกุ่ยโส่วมา? สอบถามฐานะของผู้ที่ส่งตัวมาจนแน่ชัดแล้วใช่หรือไม่? เ้าได้ส่งคนสะกดรอยตามไปหรือไม่?”
เ้าเมืองถึงกับเหงื่อตก เอ่ยวาจาอ้ำอึ้งว่า “ผะ...ผู้ที่ส่งคนมา...คะ...คือนักล่าเงินรางวัล ข้าน้อยสะ...ส่ง...ส่งคนตามไปแล้ว แต่คนผู้นั้นวรยุทธ์ล้ำเลิศจนเกินไป ละ...หลังไล่ตามออกไปนอกประตูก็ไม่เห็นเงาคนแล้วขอรับ”
บุรุษสวมผ้าคลุมทุบโต๊ะเล็กข้างกายจนแหลกละเอียด พลันโฉบกายมาอยู่ตรงหน้าเ้าเมือง ดึงคอเสื้อคนขึ้นมาแล้วตะคอกว่า
“ไร้ประโยชน์ เ้ารู้หรือไม่ว่าแผนที่บนกายของกุ่ยโส่วสำคัญมากเพียงใด? สารเลวนัก...”
บุรุษสวมผ้าคลุมพลันออกแรง เ้าเมืองกระแทกกับประตูก่อนจะตกลงบนพื้นอีกครั้ง เจ็บจนร่างทั้งร่างเป็ตะคริว รู้สึกเ็ปไปทั่วทั้งร่างเสียแล้ว
ทว่ายังคงกัดฟันไว้แน่น ไม่กล้าเปล่งเสียงออกมาแม้แต่นิด ทั่วทั้งร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นและลอบรู้สึกเสียใจในภายหลัง เหตุใดตอนนั้นถึงไม่เชื่อที่ปรึกษาของตนแล้วส่งคนสะกดรอยตามนักล่าเงินรางวัลผู้นั้นไปกันเล่า
บุรุษสวมผ้าคลุมสูดหายใจเข้าหลายเฮือก พยายามกดข่มเพลิงโทสะภายในอกอย่างสุดกำลังพลางเอ่ย “ข้าสั่งให้เ้าจับตาดูสกุลต่ง ยามนี้สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?”
เ้าเมืองกุมหน้าอก เขาค่อยๆ คลานขึ้นจากพื้น คุกเข่าลงรายงานอย่างอดกลั้นความเ็ป “เรียนใต้เท้า หลายวันมานี้ห้องใต้ดินของสกุลต่งเกิดเพลิงไหม้ ข้าวของทุกอย่างเสียหายจนสิ้นขอรับ
ต่งปี้อู่ขายบ้านสวนที่ใหญ่ที่สุด เก็บรวบรวมเงินมาได้หนึ่งแสนตำลึง พยายามค้นหาเสบียงอาหารจากโจวฝู่ อำเภอ และละแวกใกล้เคียงเป็จำนวนไม่น้อยตลอดทั้งวันทั้งคืนขอรับ
ยามนี้รวบรวมได้มากพอและส่งไปให้ผู้มีอิทธิพลของพวกเขาแล้ว นับได้ว่าพอจะฝืนหลบเลี่ยงหายนะในครั้งนี้ไปได้ขอรับ”
“สืบจนรู้แล้วหรือไม่ว่าผู้มีอิทธิพลของพวกเขาคือผู้ใด?” บุรุษสวมผ้าคลุมเอ่ยด้วยเสียงอึมครึมดั่งผีร้ายที่คลานออกมาจากขุมนรก
เ้าเมืองกายสั่นสะท้าน ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมพลางเอ่ยเสียงอ่อน “จนถึงตอนนี้ยังสืบไม่พบขอรับ ขอใต้เท้าโปรดอภัย ข้าน้อย...ข้าน้อยจะส่งคนจำนวนหนึ่งไปเร่งสืบอย่างแน่นอนขอรับ”
ข้อนิ้วของบุรุษสวมผ้าคลุมถึงกับลั่นกร๊อบ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “คนที่ข้าให้เ้าไปตามหา พบเบาะแสแล้วหรือไม่?”
เ้าเมืองส่ายหน้า ยามนี้เขาไม่ต่างกับเต่าตัวหนึ่ง หากมีกระดอง ไม่แน่ว่าทั้งหัวคงจะหดอยู่ในกระดองเสียแล้ว
บุรุษสวมผ้าคลุมโมโหจนมิอาจอดกลั้น เอ่ยด้วยความฉุนเฉียวว่า “ครอบครัวสามบุรุษสามสตรีนั่นมีคนรู้วรยุทธ์เพียงหนึ่ง แต่เ้ากลับสืบไม่พบ เ้ามิได้ตั้งใจทำงานให้ดีหรืออย่างไร?
ข้ามิได้บอกให้เ้าสืบพวกชาวบ้านที่อพยพมาจากถิ่นอื่นหรือ? เ้าได้ตรวจสอบให้ดีแล้วหรือไม่?”
เ้าเมืองพยักหน้าเอ่ย “ตรวจสอบแล้วขอรับ ล้วนเอาภาพเหมือนเทียบใบหน้าทุกคน แต่ไม่มีคนที่ใต้เท้า้าตัวเลยขอรับ
ใต้เท้าจะบอกชื่อของคนเ่าั้กับข้าน้อยได้หรือไม่ ข้าน้อยจะได้ส่งคนไปสืบได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมขอรับ”
หนึ่งเสียงเพียะฟาดลงบนใบหน้าของเ้าเมือง บุรุษสวมผ้าคลุมชี้หน้าเ้าเมืองพลางร้องตะคอกด้วยความโมโห
“หากบิดารู้ชื่อของพวกเขา บิดาคงหาตัวพวกเขาเจอไปนานแล้ว นี่คือผู้ที่นายท่าน้าตัว ใช้ภาพเหมือนหาต่อไป แม้ต้องขุดดินลงไปสามฉื่อก็ต้องหาตัวคนให้พบ หากหาพบแล้วพวกเขาขัดขืน...ก็เชือดเสีย...”
บุรุษสวมผ้าคลุมทำท่าเชือดคอ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเหี้ยมโหดว่า “ขอเพียงจับตัวสตรีอายุมากที่สุดผู้นั้นไว้ได้เป็พอ ส่วนคนอื่นให้จัดการทิ้งทันที”
“ขอรับ ข้าน้อยน้อมรับคำสั่ง” เ้าเมืองถูกทุบตีเสียจนไม่กล้ากระทั่งผายลม รีบค้อมกายน้อมรับคำสั่งในทันใด
“รายงาน...” ทันใดนั้น นอกประตูพลันมีเสียงของเ้าหน้าที่คุ้มกันดังขึ้น “เรียนท่านเ้าเมือง กุ่ยโส่วถูกคนวางยาพิษจนสิ้นใจในห้องขัง ยังหาตัวคนร้ายไม่พบขอรับ”
เ้าเมือง “......?”
“ย่ามันเถิด” บุรุษสวมผ้าคลุมอดสบถเสียงดังลั่นมิได้ เบาะแสที่หามาอย่างยากเย็นได้ขาดหายไปอีกคราแล้ว
......
ครั้นต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานเติมถั่วเหลืองจนเต็มยุ้งข้าวใหญ่สองหลัง ท้องฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
หมาป่าน้อยเล่นสนุกอย่างถึงอกถึงใจยิ่งนัก หลังจากดื่มน้ำก็นอนหลับไปตรงมุมหนึ่งด้วยความอ่อนล้า
อาจเพราะเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป เคอโยวหรานจึงค่อนข้างเหี่ยวเฉา ต้วนเหลยถิงทอดมองนางด้วยความปวดใจเป็อย่างยิ่ง
ชายหนุ่มจัดการอุ้มหมาป่าน้อยกลับเข้าในตะกร้า ตามด้วยอุ้มเคอโยวหรานในท่าองค์หญิง พลันเขย่งปลายเท้าทะยานกายกลับมายังเรือนปีกข้างฝั่งตะวันออก ทันทีที่เข้ามาในประตูก็ออกคำสั่งว่า
“อิ่งซาน กลับไปบอกท่านแม่ของข้าว่าพวกเรามีธุระที่ต้องจัดการ คืนนี้มิอาจกลับจวน จะได้ไม่ทำให้พวกเขาต้องเป็ห่วง”
“ขอรับ” อิ่งซานกำลังเตรียมจะจากไป
ต้วนเหลยถิงยังเอ่ยอีกว่า “เ้ากลับไปแล้วไม่ต้องย้อนกลับมาอีก จัดการเปิดกลไกกับดักทั้งหมดภายในเรือน ปกป้องพวกท่านแม่ของข้าให้ดี”
“บ่าวน้อมรับคำสั่งขอรับ” อิ่งซานประสานกำปั้นรับคำสั่งพลางถอยออกไป
ต้วนเหลยถิงอุ้มเคอโยวหรานเข้าไปในห้องนอนของเรือนปีกข้างฝั่งตะวันออก ภายในเรือนนี้มีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ ทั้งยังประดับตกแต่งได้อย่างประณีตงดงามยิ่งนัก
หลังจากหลี่จงเฉวียนเข้าดูแลบ้านสวนแห่งนี้ สิ่งแรกที่ทำก็คือการเปลี่ยนผ้าปูและเครื่องนอนภายในห้องนี้ใหม่ทั้งหมด
เมื่อคนทั้งสองเข้ามาในห้องที่มีบ่อน้ำพุร้อนก็วางตะกร้าหมาป่าน้อยลง
หลังจากวางเคอโยวหรานลงบนเตียงนอนข้างบ่อน้ำพุร้อนแล้ว เขาก็ช่วยนางถอดหมวกเหวยเม่า ผ้าปิดหน้า และแปลงโฉมให้นางอย่างอ่อนโยน
มือทั้งสองข้างของเคอโยวหรานประคองใบหน้าของต้วนเหลยถิง หญิงสาวดึงหนวดเคราของเขา ค่อยๆ แตะััได้ตามองคาพยพทั้งห้าที่เด่นชัดของเขาแล้วเอ่ยพึมพำว่า
“ซานหลาง รู้หรือไม่ว่ายามท่านไม่มีหนวด ท่านช่างหล่อเหลาเสียจนทั้งคนทั้งเทพต่างพากันคับแค้นใจจริงๆ เ้าค่ะ”
ดวงตาของต้วนเหลยถิงเจือด้วยสีแดง เขาหอบหายใจถี่พลางเอ่ย “แม่ทูนหัว ข้ารู้สึกไม่อยากรอแล้ว...”
สิ้นคำกล่าว พลันปิดผนึกริมฝีปากเย้ายวนแดงระเรื่อเบื้องหน้า...
เสื้อผ้าของเคอโยวหรานเพิ่งถูกถอดไปได้ครึ่งทาง ทันใดนั้นกลับรู้สึกปวดท้องน้อย ภายในสมองพลันได้สติกระจ่างแจ้ง นางรีบผลักต้วนเหลยถิงออกห่าง จากนั้นวิ่งเข้าไปในห้องน้ำด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
มิใช่กระมัง ประจำเดือนจะมาอันใดเอายามนี้? นางตัดสินใจเตรียมจะยกทุกสิ่งทุกอย่างให้ต้วนเหลยถิงแล้วแท้ๆ อย่าได้น่าเวทนาขนาดนี้จะได้หรือไม่?
ต้วนเหลยถิงที่ถูกผลักออกรู้สึกงุนงง จดจ้องแผ่นหลังของเคอโยวหรานพลางขมวดคิ้วแน่น...
ทันใดนั้น เขาที่หางตาเหลือบไปเห็นสีแดงฉานบนเตียงถึงกับกระเด้งกายขึ้น จากนั้นไล่ตามไปทุบประตูห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว
“โยวหราน เ้าเป็อันใดไป? ได้รับาเ็ที่ใดหรือ? เปิดประตูให้ข้าเข้าไปดูสักหน่อยเถิด”
เคอโยวหรานแทบจะหงายหลัง รีบตอบกลับไปว่า “อย่าเข้ามา ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ”
หลังจากเห็นรอยเืเ่าั้ ภายในใจของต้วนเหลยถิงถึงกับว้าวุ่นเสียแล้ว เอ่ยด้วยความร้อนใจดั่งไฟลนว่า “เ้าไม่เป็ไรหรือ? จะไม่เป็ไรได้อย่างไร? เืบนเตียงมาจากที่ใดกัน? แท้จริงแล้วเ้าได้รับาเ็ที่ใดกันแน่?
ให้ตายเถิด ข้าอยู่กับเ้าตลอดเวลาแท้ๆ เหตุใดกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเ้าได้รับาเ็?”
เคอโยวหรานรีบร้อนเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมกับเอ่ยว่า “ข้าไม่เป็ไร อีกประเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว อย่าเข้ามานะเ้าคะ”
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าชุดโบราณช่างซับซ้อนยากสวมใส่ ยิ่งรีบร้อนยิ่งผลัดเปลี่ยนยากเป็อย่างยิ่ง
มีหรือต้วนเหลยถิงจะวางใจ ชายหนุ่มลอบรวบรวมพลังลมปราณ มองสำรวจจุดรับน้ำหนักของประตูบานนี้และเตรียมจะรื้อถอนสิ่งที่ขวางทางเสียแล้ว
เชิงอรรถ
[1] หมวกเว่ยเหมา 帷帽 เดิมทีเป็เครื่องแต่งกายของชาวหู แรกเริ่มเรียกว่ามี่หลี 幂篱 ทำจากผ้ามัสลินสีดำ ขอบห้อยม่านตาข่ายจนถึงคอปิดบังใบหน้าเอาไว้ ในสมัยสุยและถังได้ร่นตาข่ายให้สั่นลง เรียกว่าเฉียนลู่ 浅露
