บทที่ ๑๐:ความรู้ล้ำค่ากว่าทองคำ
แสงแดดในยามสายของเมืองหยางปี้สาดส่องลงมาอย่างเต็มที่ ขับไล่ไอเย็นในยามเช้าจนหมดสิ้น และแทนที่ด้วยความร้อนระอุ ทุกชีวิตดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง สำหรับจางซื่อผิงและหงเอ๋อแล้ว แสงแดดในวันนี้กลับดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความหวังเป็พิเศษ
หลังจากที่ขายผักกวางตุ้งจนหมดเกลี้ยงแล้ว สองนายบ่าวก็เริ่มต้นภารกิจต่อไปของพวกเธอด้วยหัวใจที่พองโต เหรียญทองแดงสามร้อยอีแปะในถุงผ้าอาจไม่ได้มากมายอะไรนักในสายตาของคนอื่น แต่มันคือสมบัติล้ำค่าที่พวกนางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง และมันคือทุนทรัพย์สำหรับสามชีวิตที่จะต้องดำเนินต่อไป
ทั้งสองเดินลัดเลาะกลับเข้าไปในตลาดสดอีกครั้ง แต่คราวนี้มาในฐานะลูกค้า ไม่ใช่แม่ค้า หงเอ๋อเดินนำอย่างคล่องแคล่ว นางรู้จักร้านค้าเ้าประจำและมีทักษะการต่อรองราคาที่ไม่ธรรมดา ซื่อผิงปล่อยให้นางได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ในขณะที่ตนเองคอยสังเกตการณ์และเรียนรู้วิถีชีวิตของโลกใบนี้ไปในตัว
พวกนางซื้อเกลือเม็ดใหญ่มาหนึ่งถุงเล็ก ซึ่งเป็ของจำเป็ที่สุดในการถนอมอาหาร ซื้อเนื้อหมูสามชั้นติดมันมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็อาหารหรูหราสำหรับพวกเธอในยามนี้ หงเอ๋อบอกว่าจะนำไปทำหมูต้มเค็มเก็บไว้กินได้หลายวัน จากนั้นก็ซื้อหาเครื่องเทศพื้นฐานอย่างพริกแห้งและโป๊ยกั๊กเพื่อเพิ่มรสชาติให้กับอาหารที่จืดชืดมานาน
ทุกครั้งที่หงเอ๋อจ่ายเงินออกไป นางจะมองหน้าคุณหนูของตนเพื่อขอความเห็นชอบ และทุกครั้งซื่อผิงก็จะพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้ม การจับจ่ายใช้สอยในครั้งนี้ไม่มีความฟุ่มเฟือย ทุกอีแปะถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด มันคือบทเรียนเื่การบริหารจัดการชีวิตที่โจวเม่ยหลิงผู้คุ้นเคยกับการใช้บัตรเครดิตไม่เคยได้ััมาก่อน
เมื่อซื้อของที่จำเป็จนครบแล้ว พวกเธอก็เริ่มต้นภารกิจสุดท้าย นั่นคือการนำรถเข็นไม้ไปส่งคืนที่ร้านโอสถถังเซิ่งหยวน
เส้นทางที่จะไปยังร้านโอสถนั้นต้องเดินตัดผ่านถนนอีกสายหนึ่ง ซึ่งมีบรรยากาศแตกต่างจากตลาดสดอย่างสิ้นเชิง หากตลาดสดคือหัวใจที่เต้นรัวและสูบฉีดชีวิตชีวา ถนนสายนี้ก็เปรียบเสมือนเส้นเืใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความหรูหราฟู่ฟ่าของเมืองหยางปี้
สองข้างทางไม่มีแผงลอยที่วางของเกะกะระรานตาอีกต่อไป แต่กลับเป็ร้านค้าใหญ่โตที่สร้างอย่างงดงามและประณีต พื้นถนนสะอาดสะอ้าน ผู้คนที่เดินสวนไปมาล้วนสวมใส่อาภรณ์จากผ้าไหมเนื้อดี มีทั้งคุณชายที่พกพัดจีบและเหล่าคุณหนูที่เดินตามหลังมาด้วยบ่าวไพร่เป็ขบวน
“คุณหนูเ้าขา... ถนนเส้นนี้คือถนนสายการค้าหลักของเมืองหยางปี้เ้าค่ะ” หงเอ๋อกระซิบเล่าเพื่อช่วยฟื้นความทรงจำของผู้เป็นาย “ของที่ขายที่นี่ล้วนเป็ของดีราคาสูงทั้งสิ้นเ้าค่ะ”
นางชี้ไปยังร้านค้าแห่งหนึ่งที่มีโคมแดงใหญ่ห้อยอยู่หน้าร้าน “นั่นคือร้านผ้าไหมสกุลหลิวเ้าค่ะ ผ้าไหมปักลายเมฆาของที่นั่นงดงามและมีชื่อเสียงที่สุดในเมือง... ครั้งก่อนนู้น...ตอนท่านฮูหยินมาที่เมืองนี้เคยโปรดปรานผ้าของที่นี่มากนะเ้าคะ”
ซื่อผิงมองตามสายตาของหงเอ๋อไป ในความทรงจำของร่างนี้ปรากฏภาพเลือนรางของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่กำลังเลือกชมผ้าไหมสีสวยสดอย่างมีความสุข... ท่านแม่... ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจของนางชั่วขณะ
พวกเธอเดินผ่านร้านเครื่องหอมที่ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่ว ผ่านร้านเครื่องประดับที่จัดแสดงปิ่นปักผมและกำไลหยกมันวาวไว้ในตู้กระจกอย่างงดงาม ทุกย่างก้าวคือการตอกย้ำถึงโลกสองใบที่ดำรงอยู่คู่กันในเมืองแห่งนี้... โลกของคนจนที่ต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง และโลกของคนรวยที่ใช้จ่ายเงินทองเพื่อความงามและความสุขสบาย
“แล้วนั่น... นั่นคือโรงประมูลหยางปี้เ้าค่ะ” หงเอ๋อชี้ไปยังอาคารสองชั้นขนาดใหญ่โตโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่หัวมุมถนน “ที่นี่คือสถานที่ที่คนร่ำรวยและผู้มีอำนาจมาแข่งขันราคาสินค้าหายากกันเ้าค่ะ บางครั้งก็มีภาพวาดล้ำค่า บางครั้งก็มีสมุนไพรพันปี หรือแม้กระทั่งทาสก็มีเ้าค่ะ”
ซื่อผิงหยุดมองอาคารหลังนั้นด้วยความสนใจ โรงประมูล... สถานที่ที่ มูลค่า ของสิ่งของถูกตัดสินด้วยความ้าและกำลังทรัพย์ของผู้คน... บางทีในอนาคต นางอาจจะต้องมาเยือนสถานที่แห่งนี้ก็เป็ได้
“คุณหนูเ้าค่ะนั่นคือร้าค้าของเก่า บางคนที่มีโชคก็มักจะมาจับสินค้าในร้านแห่งนี้วันดีคืนดี ได้ของล้ำค่ามาแล้วนำไปประมูล ในโรงประมูลหยางปี้ จนร่ำรวยไปเลยก็มีเ้าค่ะ”นางมองไปยังร้านค้าแห่งนั้นรอยยิ้มเล็กๆก็เกิดขึ้น ถนนสายนี้ทั้งสายชั่งท้าทายหัวใจของจางซื่อผิง
ในที่สุด พวกเธอก็มาถึงหน้าร้านโอสถถังเซิ่งหยวน แต่บรรยากาศที่คุ้นเคยกลับเปลี่ยนไป วันนี้หน้าร้านดูวุ่นวายกว่าปกติ มีชาวบ้านมุงดูกันอยู่เป็กลุ่มใหญ่ และมีเสียงร้องโอดโอยด้วยความเ็ปดังเล็ดลอดออกมาจากข้างใน
“เกิดอะไรขึ้นกันน่ะ?” หงเอ๋อพึมพำด้วยความสงสัย
ซื่อผิงขมวดคิ้ว สัญชาตญาณความเป็แพทย์ของเธอกำลังร้องเตือนเสียงดัง นางรีบเข็นรถฝ่าฝูงชนเข้าไปทันที
ภาพที่เห็นคือความโกลาหล... ชายฉกรรจ์คนหนึ่งนอนอยู่บนแคร่ไม้กลางร้าน สภาพของเขาดูไม่ได้เลย ที่ต้นขาด้านขวามีาแฉกรรจ์ขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะถูกของมีคมบาดลึกเข้าไปจนถึงกระดูก เืสีแดงสดไหลทะลักออกมาไม่หยุดย้อมกางเกงและพื้นไม้จนชุ่มโชกไปหมด เหล่าลูกจ้างในร้านกำลังพยายามใช้ผ้ากดห้ามเื แต่ยิ่งกดยิ่งซับ เืก็ยิ่งทะลักออกมามากขึ้น ใบหน้าของชายผู้าเ็เริ่มซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก เป็สัญญาณบ่งบอกว่าเขากำลังจะเข้าสู่ภาวะช็อกจากการเสียเื
เถ้าแก่ถังยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ในมือของเขาถือเหล็กเผาไฟจนแดงฉานเตรียมจะใช้จี้ที่ปากแผลเพื่อห้ามเื ซึ่งเป็วิธีการสุดท้ายที่เ็ปและอาจทำให้ชายผู้นั้นต้องพิการไปตลอดชีวิต
“หลีกทาง! หลีกทางก่อน!” เถ้าแก่ถังะโบอกทุกคน
แต่ก่อนที่ปลายเหล็กแดงฉานจะทันได้ัักับเนื้อสดๆ นั้นเอง... “หยุดก่อนเ้าค่ะท่านเถ้าแก่!”
เสียงใสดังกังวานขึ้น ทำลายความตื่นตระหนกในร้านจนทุกคนต้องหันไปมอง จางซื่อผิงเดินแทรกเข้ามาข้างเตียงคนไข้โดยไม่สนใจสายตาประหลาดใจของใครทั้งสิ้น
“แม่หนูจาง! เ้ามาทำอะไรที่นี่!?” เถ้าแก่ถังเอ่ยอย่างใ
“อย่าเพิ่งถามเลยเ้าค่ะ!” ซื่อผิงกล่าวอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางจับจ้องอยู่ที่าแนั้นไม่วางตา นางใช้ดวงตาทิพและมองเห็นภาพชัดเจน... เส้นเืแดงใหญ่ (Femoral Artery) ที่ต้นขาฉีกขาด! พลังชีวิตกำลังรั่วไหลออกจากร่างของชายผู้นี้อย่างรวดเร็วดุจน้ำที่ทะลักออกจากเขื่อนแตก การจี้แผลจากภายนอกไม่สามารถหยุดเืที่พุ่งออกมาจากเส้นเืหลักได้!
“หากท่านจี้แผลตอนนี้ เขาอาจจะไม่ตายเพราะเสียเื แต่าแจะติดพิษร้ายแรงและขาของเขาจะต้องเน่าไปอย่างแน่นอนเ้าค่ะ!”
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร!?” เถ้าแก่ถังตวาดกลับด้วยความเครียด “หากปล่อยไว้เช่นนี้ เขาก็ต้องตายอยู่ดี!”
“ต้องหยุดเืที่ต้นทางก่อนเ้าค่ะ!” ซื่อผิงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ท่านพ่อของข้าเคยสอนวิธีห้ามเืฉุกเฉินเอาไว้! ท่านเถ้าแก่ ได้โปรดเชื่อข้าอีกสักครั้ง!”
เถ้าแก่ถังมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว... แววตาคู่นั้นไม่มีความลังเลหรือความกลัวแม้แต่น้อย มันคือแววตาของผู้ที่มีความรู้และมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เขาตัดสินใจเสี่ยงอีกครั้ง! “งั้นก็ว่ามา! จะให้ทำอย่างไร!”
“หาผ้าที่สะอาดและยาวที่สุดมาหนึ่งผืน! เร็วเข้า!” ซื่อผิงสั่งการเหล่าลูกจ้างที่ยังยืนงงอยู่ พวกเขามองหน้าเถ้าแก่ถัง และเมื่อเห็นผู้เป็นายพยักหน้าให้ ก็รีบวิ่งไปหาผ้ามาทันที “ท่านลุงคนนี้” นางหันไปสั่งชายฉกรรจ์อีกคนที่น่าจะเป็เพื่อนของผู้าเ็ “ช่วยจับขาเขาไว้นิ่งๆ อย่าให้ขยับ!”
เมื่อได้ผ้ามาแล้ว นางก็พับให้เป็เส้นหนาๆ แล้วนำไปพันรอบโคนขาเหนือปากแผลขึ้นมาหนึ่งคืบ “หาไม้ท่อนสั้นๆ แข็งๆ มาอันหนึ่ง!”
ลูกจ้างคนหนึ่งรีบหักด้ามไม้กวาดแล้วส่งให้นางทันที ซื่อผิงนำท่อนไม้สอดเข้าไปในปมผ้าแล้วเริ่มบิด...
“นี่... นี่เ้ากำลังจะทำอะไร!?” ชายที่เป็เพื่อนคนเจ็บร้องท้วงด้วยความใ
“เงียบก่อน!” ซื่อผิงตวาดเสียงกร้าว “บิดผ้าเข้าไป! บิดให้แน่นที่สุดจนกว่าเืที่แผลจะหยุดไหล!”
ลูกจ้างคนหนึ่งทำตามที่นางบอก เขาออกแรงบิดท่อนไม้จนผ้าตึงเปรี๊ยะรัดแน่นเข้าไปที่ต้นขา และแล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! กระแสเืที่เคยไหลทะลักออกมาอย่างน่ากลัวค่อยๆ ชะลอความแรงลง... ช้าลง... จนในที่สุดก็เหลือเพียงแค่เืที่ซึมออกมาเล็กน้อยเท่านั้น!
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งร้าน ทุกคนมองภาพนั้นด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา!
“ทีนี้... รีบใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วค่อยๆ ล้างทำความสะอาดรอบๆ ปากแผล” ซื่อผิงสั่งต่อด้วยความสงบ “จากนั้นท่านเถ้าแก่ค่อยใช้ยาห้ามเืที่ดีที่สุดของท่านโรยปิดปากแผลไว้ แล้วจึงพันผ้าให้เรียบร้อย อย่าลืมคลายผ้าที่รัดไว้นี้ทุกๆ หนึ่งเค่อ (15 นาที) ชั่วครู่หนึ่งแล้วค่อยมัดใหม่ เพื่อไม่ให้เืหยุดไปเลี้ยงขาส่วนปลายนานเกินไป”
เถ้าแก่ถังยืนนิ่งอึ้งราวกับถูกสาปให้เป็หิน... นี่มัน... นี่มันวิธีการรักษาแบบไหนกัน! เขาไม่เคยได้ยินหรือเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิต มันช่างเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่กลับได้ผลชะงัดราวกับเวทมนตร์! การหยุดเืที่ "ต้นทาง"... แินี้ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่หมอชราผู้คร่ำหวอดในวงการมาทั้งชีวิต
หลังจากที่ช่วยกันจัดการาแของคนเจ็บจนเรียบร้อยและอาการของเขาคงที่แล้ว เถ้าแก่ถังก็เดินตรงมาหาจางซื่อผิงที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ หงเอ๋อ เขาโค้งคำนับให้นางอย่างช้าๆ และนอบน้อมที่สุด ซึ่งเป็การกระทำที่ทำให้ทุกคนในร้านต้องตกตะลึงอีกครั้ง
“แม่หนูจาง... วันนี้... หากไม่ได้เ้าอยู่ที่นี่ ชายผู้นั้นคงไม่รอดเป็แน่” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง “ความรู้ของเ้าในวันนี้... มันได้ช่วยชีวิตคนไข้ของข้า และได้ช่วยรักษาชื่อเสียงของร้านโอสถถังเซิ่งหยวนเอาไว้... หนี้บุญคุณครั้งนี้ ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี”
“เป็ก็ต้องทำเช่นข้าหากพอรู้วิธีที่ถูกต้อง” ซื่อผิงตอบอย่างถ่อมตน
เถ้าแก่ถังไม่สนใจคำพูดนั้น เขาหันไปสั่งลูกจ้างเสียงดัง “ไป! ไปจัดยาบำรุงโลหิตและยาบำรุงพลังชี่ชั้นดีที่สุดอย่างละสิบเทียบ! และนำเงินห้าตำลึงมาให้แม่หนูจางด้วย!”
“ท่านเถ้าแก่! ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ!” ซื่อผิงรีบทักท้วง
“เ้าต้องรับไว้!” เถ้าแก่ถังกล่าวเสียงหนักแน่น “นี่ไม่ใช่การให้เปล่า แต่เป็ค่า วิชา ที่เ้าสอนข้าในวันนี้! เมื่อเทียบกับชีวิตคนแล้ว เงินเพียงเท่านี้มันน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!”
สุดท้าย ซื่อผิงก็จำต้องรับยาและเงินห้าตำลึงนั้นมาด้วยความเกรงใจ นางส่งคืนรถเข็นและกล่าวลาเถ้าแก่ถังที่ยังคงมองตามนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและปริศนาในใจ
ขณะที่เดินออกจากร้านโอสถพร้อมกับหงเอ๋อที่ยังคงตื่นตะลึงไม่หาย... จางซื่อผิงก็รู้ดีว่า... การกลับมาเยือนเมืองหยางปี้ในครั้งนี้...ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง นางไม่ได้เป็เพียงหญิงสาวขายผักอีกต่อไปแล้ว แต่ในสายตาของเถ้าแก่ถังหรือหมอถังแห่งร้านโอสถถังเซิ่งหยวน... นางคือ "อาจารย์" ผู้ช่วยชีวิตคน... คือผู้มีความรู้ลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึงได้.!
