โดยไม่พูดไม่จา เอเลน่าะโขึ้นไปที่หลังของอีกาั์ ชุดของนางกระพือไปตามแรงลมเหมือนเซียนสาวที่กำลังทะยานข้ามหุบเหวลึก รูปร่างของนางผอมบางอ้อนแอ้น นอกจากอุปกรณ์ที่ติดตัวแล้ว นางก็ไม่มีอะไรอื่นอีก ทำให้ร่างของนางเบามาก อีกทั้งอีกาั์ตัวนี้สามารถบรรทุกของหนักได้ ดังนั้นจึงเป็เื่ง่ายมากที่จะพานางบินข้ามไปยังถ้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ซุนเฟยก็พอจะมองออกว่า ที่เอเลน่าแย่งข้ามฝั่งไปเป็คนแรก ก็เพราะว่านางยังไม่รู้สึกวางใจ นางกลัวว่าบางทีในถ้ำลึกลับฝั่งตรงข้าม อาจจะซุกซ่อนอันตรายบางอย่างไว้
ซุนเฟยส่ายหน้าเบาๆ อย่างอ่อนใจ เขาเข้าใจถึงความตั้งใจของเอเลน่าดี
เขาหยิบเชือกออกมาจากเข็มขัดมิติของตัวเอง ก่อนจะแกว่งเชือกในมือเป็วงกลมแล้วเหวี่ยงมันออกไป เชือกลอยทะยานออกไปเป็เส้นตรง ปลายเชือกมีเหล็กแหลมๆ พุ่งเข้าไปเจาะกำแพงหินั์ ซุนเฟยนำเชือกที่ตัวเองถืออยู่ไปผูกกับก้อนหินที่นูนขึ้นมา จากนั้นเขาก็ะโดังลั่นเพื่อเปิดใช้ทักษะของดรูอิด ทักษะ 'แวร์วูล์ฟ' ทันใดนั้นร่างของซุนเฟยก็กลายเป็มนุษย์หมาป่าทันที จากนั้นเขาก็ะโขึ้น เหยียบ ‘สะพานเชือก’ แล้ววิ่งข้ามเหวลึกไปยังฝั่งตรงข้าม ถ้าซุนเฟยกลายร่างเป็ 'แวร์แบร์' พละกำลังและพลังป้องกันจะเพิ่มขึ้นสูง แต่ถ้ากลายร่างเป็ 'แวร์วูล์ฟ' ประสาทรับรู้และความว่องไวจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นซุนเฟยจึงสามารถใช้สะพานเชือกวิ่งข้ามไปได้อย่างปลอดภัย ด้วยความว่องไวที่เพิ่มขึ้น ไม่นานซุนเฟยก็แซงเอเลน่าไปถึงฝั่งตรงข้ามได้ก่อน
ในอุโมงค์ทางเดินมืดมาก ดังนั้นซุนเฟยจึงสวมแหวนที่มีคุณสมบัติ +15 เพิ่มแสงสว่างรอบๆ ตัว ทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น ซุนเฟยอัญเชิญหมาป่าั์สีขาวออกมาอีกครั้ง เพื่อให้พวกมันทำการสำรวจเส้นทาง หลังจากที่ซุนเฟยเคลียร์แผนที่แรกของทุกอาชีพเรียบร้อยแล้ว เอเลน่าก็ได้รับรางวัลเป็พลังและคุณสมบัติเวทมนตร์ของทหารรับจ้างสาวทั้งหกคน ทำให้ตอนนี้เอเลน่าสามารถใช้เวทมนตร์ธาตุไฟ สายฟ้า น้ำแข็งและพิษได้ บางทีอาจจะเป็เพราะว่า รางวัลสำหรับการเคลียร์แผนที่ของซุนเฟย ทุกคนใน 'ค่ายโร้ก' จึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรเมื่อเห็นซุนเฟยสามารถใช้ทักษะพลังอื่นๆ ได้หลากหลาย เมื่อเห็นซุนเฟยอัญเชิญอีกาและหมาป่าั์ที่เป็ทักษะของดรูอิดออกมา เอเลน่าจึงไม่แสดงท่าทางใอะไร
ผนังหินในทางเดินของถ้ำดูเรียบๆ ไม่มีลวดลายหรือจิตรกรรมฝาผนังอะไรเลยสักอย่าง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถหาข้อมูลที่เป็ประโยชน์แก่พวกเขาได้
พวกเขาเดินไปได้ไม่กี่พันเมตรก็ต้องหยุดเดิน
ด้านหน้าของพวกเขามีทางแยก
และทางแยกก็มีมากกว่าหนึ่งทาง
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงปลายอุโมงค์ก็จะเป็ห้องหินที่ใหญ่ประมาณร้อยตารางเมตร ซึ่งห้องหินนี้จะเชื่อมต่อกับทางเข้าที่ไม่รู้จักอีกสิบทาง แต่ที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยก็คือ ในห้องหินนี้มีสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น มันเป็ก้อนหินกลมๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กนูนขึ้นมาประมาณหนึ่งเมตร เรียงกันเป็รูปดาวห้าแฉก ตรงกลางเป็แผ่นหินที่สูงประมาณสองเมตรกว่าๆ
เมื่อเดินเข้าไปมองใกล้ๆ ซุนเฟยก็ยิ่งพบข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม
บนพื้นผิว้าของก้อนหินที่นูนขึ้นมาทั้งห้าก้อนต่างแกะสลักลายเส้นที่วิจิตรไว้จำนวนมากมาย และถ้าซุนเฟยเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็วงเวทที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยลายเส้นที่ละเอียดชัดเจน ผู้วาดจะต้องเป็ปรมาจารย์นักเวทระดับสูงอย่างแน่นอน ลายเส้นทั้งหมดชี้ไปทางแท่นหินที่อยู่ตรงกลาง บนก้อนหินมีรอยบุ๋มลึกลงไปเป็รูปหกเหลี่ยม เหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ ตรงนี้เคยมีอะไรบางอย่างฝังอยู่ในรอยบุ๋มนี้ แต่ตอนนี้มันกลับหายไปแล้ว
ยิ่งมองไปที่รูปหกเหลี่ยมนานเท่าไร ซุนเฟยก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหูคุ้นตามากขึ้น ทันใดนั้นภาพบางอย่างก็แวบขึ้นมา ซุนเฟยรีบหยิบ 'อัญมณีสมบูรณ์' สีม่วงที่ผ่านการอัพเกรดจาก 'ลูกบาศก์ฮอราดริก' ออกมาจากเข็มขัดมิติแล้วค่อยๆ วางมันลงไปในรอยบุ๋ม...เป็ไปตามที่คาดการณ์ไว้ 'อัญมณีสมบูรณ์' ใส่เข้ากับรอยบุ๋มนี้ได้อย่างพอดิบพอดี
ฟิ้วๆๆ!
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงลมพัดขึ้นเบาๆ อัญมณีสีม่วงเหมือนได้รับพลังกระตุ้นบางอย่างจนทำให้เกิดเปลวไฟสีม่วงสลัวๆ ขึ้นมา เปลวไฟนี้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและไหลไปตามลายเส้นบนก้อนหินราวกับมีชีวิต ไม่ช้า ลายเส้นของวงเวทเล็กๆ ทั้งหมดก็เต็มไปด้วยพลังเวทสีม่วง...
แต่นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซุนเฟยหันไปมองก้อนหินอื่นๆ ที่เหลืออีกสี่ก้อน แต่ละก้อนต่างก็มีวงเวทเล็กๆ ที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ความงามของลายเส้นก็แตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ตรงกลางก้อนหินจะมีรอยบุ๋มลึกลงไปเป็รูปหกเหลี่ยม น่าเสียดายที่ 'อัญมณีสมบูรณ์' ของซุนเฟยตอนนี้ไม่มีเหลือแล้ว ซุนเฟยลองใส่อัญมณีระดับอื่นลงบนรอยบุ๋ม แต่มันก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น
แผ่นหินตรงกลางที่สูงกว่าสองเมตรก็ไม่แตกต่างกัน แผ่นหินไร้ชื่อนี้ ้าไม่มีการแกะสลักลายเส้นใดๆ ไว้ ทั้งไม่มีแม้แต่วงเวท พื้นผิวเกลี้ยงเกลาเหมือนกระจก เรียบเนียนมาก ซุนเฟยนั่งพิจารณากว่าครึ่งวัน เขาก็ไม่พบจุดที่น่าสงสัยอะไร
ในห้องหินนี้ นอกจากก้อนหินทั้งห้าก้อนกับแท่นหินไร้ชื่อ ก็ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว
สุดท้าย ซุนเฟยก็ทำได้เพียงคัดลอกวงเวทบนก้อนหินทั้งห้า จากนั้นก็ทำการสำรวจต่อ
ซุนเฟยเดินมาหยุดมองตรงทางเข้าอุโมงค์ทั้งเก้าแห่ง ก่อนจะหันมาสบตากับเอเลน่า “ดูเหมือนว่าคงต้องพึ่งโชคเอาแล้วล่ะ!”
ซุนเฟยสุ่มเลือกทางเข้าอุโมงค์แล้วเดินนำเข้าไปโดยมีเอเลน่าเดินรั้งท้ายตามไปติดๆ ทั้งสองคนต่างเดินสำรวจอย่างไม่รีบเร่ง เพื่อกันไม่ให้หลงทาง ทุกๆ ห้าเมตร ซุนเฟยจะวาดสัญลักษณ์ดอกไม้ทิ้งไว้บนผนังหินและทำแบบนี้ตลอดการเดินทาง เส้นทางที่ซุนเฟยเลือกเดี๋ยวก็คดโค้งบ้างเส้นตรงบ้างลาดชันบ้าง ผ่านไปสิบนาทีก็ปรากฏห้องหินเหมือนก่อนหน้านี้ และยังมีทางเข้าให้เลือกอีกสิบทาง
ซุนเฟยตกตะลึง เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะต้องมาพบสถานการณ์แบบนี้
ห้องนี้มีขนาดเท่ากับห้องที่แล้วไม่มีผิด เส้นทางเข้าอุโมงค์ก็มีเก้าเส้นทางเช่นกัน และแม้แต่ตรงกลางห้องก็ยังมีก้อนหินทั้งห้าก้อนล้อมรอบแผ่นหินไร้ชื่อเช่นกัน ก้อนหินทุกก้อนต่างแกะสลักลายเส้นวงเวทไว้ ซุนเฟยหยิบกระดาษที่คัดลอกวงเวทก้อนหินของห้องที่แล้วมาเทียบกัน วงเวททั้งห้าวงนี้เหมือนกันอย่างกับแกะ ถ้าไม่ใช่ว่าซุนเฟยได้คัดลอกวงเวทหินพวกนี้ไว้ คงต้องเสียเวลาย้อนกลับไปห้องที่แล้วแน่ๆ
“ดูสิว่าพวกเรายังจะโชคดีอีกไหม!”
หลังจากทำเครื่องหมายที่ทางออก เขาก็มาทำสัญลักษณ์ที่แผ่นหินไร้ชื่อตรงกลางห้อง ซุนเฟยสุ่มเลือกทางเข้าอีกครั้ง มือหนากุมมือบางของเอเลน่าแน่น ในขณะเดียวกันก็ให้หมาป่าั์สีขาววิ่งนำหน้าโดยที่พวกเขาเดินตามหลังไปอย่างไม่รีบร้อน
ผ่านไปอีกสิบนาที ซุนเฟยเริ่มเหงื่อตก
ด้านหน้าปรากฏห้องหินห้องหนึ่ง ที่เหมือนกับก่อนหน้านี้ และยังมีเส้นทางเข้าอุโมงค์เก้าเส้นทางที่เหมือนกับถ้ำที่มืดมิดที่ไม่รู้ว่าจะพาไปสิ้นสุดที่ตรงไหน นอกจากนี้ก็ยังมีก้อนหินที่นูนขึ้นมาห้าก้อนและแท่นหินไร้ชื่ออีกหนึ่งแผ่น เหมือนกันทุกอย่างแม้กระทั่งวงเวท...ซุนเฟยใกล้จะอกแตกตายแล้ว ที่นี่เหมือนเขาวงกตขนาดใหญ่ที่แม้แต่พระเ้าก็อาจหลงทางได้ ทุกๆ ปลายอุโมงค์จะมีห้องหินหนึ่งห้อง มีเส้นทางให้เลือกไปได้ทุกทิศทุกทาง และทุกๆ เส้นทางก็มีความเป็ไปได้ว่าแต่ละเส้นทางอาจจะมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แม้ว่าซุนเฟยจะไม่เก่งคณิตศาสตร์ แต่เขาก็รู้ดีว่า ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ ถ้าหวังพึ่งแค่โชคให้ออกไปจากเขาวงกตนี้ได้ ความเป็ไปได้คงมีหนึ่งในล้าน
“จะเดินไปมั่วๆ แบบนี้ไม่ได้แล้ว!”
ซุนเฟยครุ่นคิดสักพักก่อนจะตัดสินใจถอยไปตั้งหลัก เขาพาเอเลน่าย้อนกลับไปทางเดิมที่ทำสัญลักษณ์ไว้ ไม่ช้าทั้งสองคนก็ย้อนกลับมาที่ปากทางเข้าถ้ำ ก่อนจะข้ามกลับไปฝั่งตรงข้ามด้วยสะพานเชือก ส่วนเอเลน่าก็ยืนอยู่บนหลังของอีกาั์ที่กำลังกระพือปีกตามหลังซุนเฟย
“เ้ากลับไปที่ 'เมืองวีรบุรุษ' ก่อนนะ เอาคัมภีร์คลื่นพลังเล่มนี้กลับไปมอบให้ท่านอาแลมพาร์ด ให้เขาดูว่ามันใช้ฝึกฝนได้ไหม...” ซุนเฟยหยิบคัมภีร์ 'หมัดสายฟ้า' ออกมาจากเข็มขัดมิติแล้วยื่นให้เอเลน่า ก่อนจะกระซิบว่า “แต่จำเอาไว้ว่า เ้าต้องบอกท่านอาแลมพาร์ดให้ชัดเจนว่า คัมภีร์เล่มนี้ข้าเป็คนสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ข้าลองฝึกด้วยตัวเองแล้ว ไม่พบข้อผิดพลาดตรงไหน แต่ก็ต้องให้เขาระวัง หากพบว่ามีจุดไหนที่ไม่ถูกต้องให้รีบหยุดทันที ไม่ต้องฝึกต่อ!”
คัมภีร์คลื่นพลังเล่มนี้ ซุนเฟยได้สร้างขึ้นมาในตอนที่ตัวเองฝึกฝนเพื่อขยายเส้นทางของชี่แท้ในร่างตัวเอง ขณะที่อยู่ใน 'โหมดมือสังหาร' ซุนเฟยเคยลองฝึกฝนอยู่่หนึ่ง แต่เพราะว่าเขาไม่สามารถกักเก็บคลื่นพลังไว้ในร่างของตัวเองได้ ทำให้การฝึกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับตน ทว่าเขาก็ยังคงฝึกคัมภีร์คลื่นพลังนี้ต่อ เพื่อจะได้ทำการปรับปรุงแก้ไขให้มันสมบูรณ์ ในระหว่างการฝึก แม้ว่ามันจะมีข้อบกพร่องบางอย่าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ทำให้เกิดการอุดตันที่เส้นทางคลื่นพลังหรือเส้นทางคลื่นพลังถูกทำลาย จนถึงตอนนี้ คัมภีร์เล่มนี้ก็ได้รับการปรับแก้มาแล้วหลายครั้งจนมั่นใจว่าไม่มีข้อบกพร่องเหลืออยู่ และที่คัมภีร์เล่มนี้ถูกตั้งชื่อว่า 'หมัดสายฟ้า' เป็เพราะเขาได้ค้นพบว่า เส้นทางคลื่นพลังที่ตนได้เพิ่มขึ้นมาเองนั้น สามารถเพิ่มความเร็วในการออกหมัด ทำให้ผู้ฝึกสามารถปล่อยมันออกมาโจมตีได้รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ อีกทั้งพลังการโจมตีกก็เพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
เอเลน่าจดจำคำพูดของซุนเฟยไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปในประตูมิติสีฟ้าคราม กลับไปยัง 'เมืองวีรบุรุษ'
ข้อดีสำหรับการยกระดับทักษะ 'อัญเชิญ' ไม่ได้มีเพียงการอัญเชิญมอนสเตอร์ของ 'ค่ายโร้ก' ออกมา แต่ในขณะเดียวกันยังสามารถส่ง NPC ไปยังจุดที่วางเทเลพอร์ตได้อีกด้วย ลดความยุ่งยากสำหรับซุนเฟยได้อย่างมาก
ที่จริงแล้วซุนเฟยสามารถใช้ทักษะ 'อัญเชิญ' พาตัวเองกลับไปที่ 'เมืองวีรบุรุษ' ได้ แต่เขาไม่คิดจะทำแบบนั้น อีกอย่าง ที่เขาประกาศออกไปว่าตัวเองจะเก็บตัวฝึกฝนเป็เวลาหนึ่งเดือน นอกจากจะมาสำรวจที่ตั้งเทพปีศาจแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็เพื่อจะดูว่า ภายในเวลาหนึ่งเดือน เมืองแซมบอร์ดจะสามารถพัฒนาไปได้มากแค่ไหนในสถานการณ์ที่ไม่มีตัวเอง ซุนเฟยจำเป็ต้องให้พื้นที่แก่เหล่าผู้นำคนอื่นๆ ในการแสดงฝีมือ หากเขาต้องมาคอยจัดการเื่ทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่เพียงตัวเองจะเหนื่อย แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็จะไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือของตัวเองเลย และนั่นจะทำให้ความสามารถของพวกเขาไม่ได้รับการพัฒนา ถ้าอยากจะให้อาณาจักรแข็งแกร่ง อาศัยแค่คนเพียงคนเดียวก็คงเป็ไปไม่ได้ ซุนเฟยได้วางรากฐานในการพัฒนาเมืองแซมบอร์ดไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็แค่รอ เหมือนหลังฝนตกแล้วเห็ดก็จะผุดขึ้นมา!
เมื่อส่งเอเลน่าจากไปแล้ว ซุนเฟยก็เดินทางกลับไปทีู่เากองกระดูก
เมื่อครู่ตอนที่ได้พบวงเวทในห้องหิน ซุนเฟยก็ได้ทำการคัดลอกไว้หมดเรียบร้อยแล้ว บางทีหากนำไปให้แม่ชีอาคาร่าและตาเฒ่าเคนดู อาจจะรู้อะไรบางอย่างก็ได้ รอให้ได้เบาะแสเพิ่มเติมก่อนแล้วค่อยลงมือสำรวจอีกทีคงไม่สาย อีกอย่าง เขาต้องกลับไปใช้ 'ลูกบาศก์ฮอราดริก' ในการอัพเกรดอัญมณีให้กลายเป็ 'อัญมณีสมบูรณ์' อีกสี่ก้อน บางทีอัญมณีพวกนี้อาจจะเปิดกลไกการทำงานของวงเวทในห้องหินได้ เขาจะได้ออกจากเขาวงกตนั่นด้วย อีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าซุนเฟยจะแข็งแกร่งมาก แต่การเดินทางสำรวจติดต่อกันทั้งวันทั้งคืนมันก็ทำให้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้าได้ เขาจำเป็ต้องพักผ่อนด้วย
-----------------------------------
