“ตอนที่ข้าน้อยลอบเข้าไปในจวนอัครมหาเสนาบดีถูกคนที่เฝ้าเวรยามอยู่ในจวนพบเข้า ข้าน้อยถูกพวกมันไล่จับ ไม่ง่ายเลยกว่าที่ข้าน้อยจะหนีออกมาได้” ฉีอันเล่าด้วยสีหน้าเ็ป
ดูท่าในจวนอัครมหาเสนาบดีจะมีคนเฝ้าอยู่อย่างแ่า มิเช่นนั้นฉีอันคงไม่ถูกจับได้ ดูท่าฉีอันคงไม่ได้เบาะแสใดกลับมาเป็แน่
จ้าวซีเหอเริ่มกังวลว่า เฉินอวี้จะรู้ว่าฉีอันเป็คนของตำหนักอ๋อง จึงรีบเอ่ยถามออกไป “มีผู้ใดรู้หรือไม่ว่าเ้าคือคนของตำหนักอ๋อง”
“ไม่มีขอรับ โชคดีที่ข้าน้อยวิ่งเร็ว” ฉีอันนึกถึงเื่นี้ก็ยิ้มออกมา
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ดูท่าข้าต้องไปเยือนที่จวนอัครมหาเสนาบดีสักครา ข้าอยากจะไปดูว่าจวนอัครมหาเสนาบดีที่คนเขาพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ จะมีหน้าตาเช่นไร”
ฉีอันจับแขนของจ้าวซีเหอเอาไว้ ภายในจวนอัครมหาเสนาบดีมีการคุ้มกันแ่า อาวุธไม่มีตา ซื่อจื่ออาจจะเป็อะไรไปก็ได้ “ซื่อจื่อ ท่านจะไปที่ใดขอรับ”
จ้าวซีเหอยกยิ้มเ้าเล่ห์ที่มุมปาก ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
เขานั่งรถม้าไปยังจวนอัครมหาเสนาบดี มองหน้าจวนซึ่งมีคนเฝ้าอยู่ เขาเดินตรงไปที่ประตู คนที่เฝ้าอยู่ยกดาบขึ้นมาขวางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม รอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นไอสังหารขณะเอ่ยถามเสียงดัง “เ้าเป็ใคร”
เขามองสำรวจไปรอบๆ จวน ก็ดูไม่เท่าไหร่ แค่มีต้นไม้เยอะเท่านั้น ด้านหน้าจวนมีต้นไม้ใหญ่ใบเขียวชะอุ่มแลดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าสิงโตหินที่ตั้งอยู่หน้าประตูเสียอีก ตัวอักษรบนป้ายหน้าจวนทาด้วยสีทอง เขียนเอาไว้ว่า จวนอัครมหาเสนาบดี
เขาหยิบป้ายห้อยเอวขึ้นมา ขณะมองคนเฝ้าประตูทั้งสองคนด้วยแววตาดูแคลน “ข้าคือซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋อง ข้ามีธุระจะคุยกับท่านอัครมหาเสนาบดี”
คนเฝ้าประตูทั้งสองเห็นป้ายก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอบกายทำความเคารพ “ซื่อจื่อโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะรีบไปรายงานท่านอัครมหาเสนาบดี”
เขาเค้นเสียงขึ้นจมูก “รีบไปเถิด ข้าไม่ชอบรอนาน”
คนเฝ้าประตูคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปในจวน เขายืนรออยู่นาน สีหน้าเริ่มไม่สบอารมณ์
เมื่อคนเฝ้าประตูผู้นั้นกลับมาก็โค้งกายคำนับพร้อมกับกล่าวว่า “เชิญซื่อจื่อขอรับ พอท่านอัครมหาเสนาบดีทราบว่าท่านมาเยือนก็ดีใจยิ่งนัก”
เขายกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน สะบัดแขนเสื้อเดินเข้าประตูไป ในจวนมีดอกไม้หลากหลายชนิด ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งจวน ”จวนของท่านอัครมหาเสนาบดีช่างสวยงามเหลือเกิน มีดอกไม้หลากหลายชนิด เห็นแล้วมีชีวิตชีวายิ่ง”
เขามองการตกแต่งของจวน แม้จะยังเป็ฤดูหนาว ทว่าต้นไม้และดอกไม้ในสวนยังคงออกใบออกดอก ภายในจวนมีเรือนหลายเรือนแน่นขนัด คาดว่าคงทุ่มเงินลงไปไม่น้อยในการสร้างจวนหลังนี้
“ซื่อจื่อล้อเล่นแล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนพระสนมซูเฟยโปรดปรานดอกไม้มาก ข้าน้อยจึงปลูกดอกไม้ไว้เต็มสวนเพื่อถวายพระสนมซูเฟย”
เฉินอวี้นั่งอยู่ในศาลา ครั้นเห็นจ้าวซีเหอเดินเข้ามาในจวนผ่านสวน ใบหน้าฉายแววรังเกียจเดียดฉันท์ แต่ไม่นานก็ปรับสีหน้าให้เป็ยิ้มแย้มขณะก้าวเดินเข้าไปหา
“จู่ๆ เหตุใดซื่อจื่อถึงมาเยือนจวนของข้าน้อยได้ นับเป็วาสนาของข้าน้อยนัก”
เป็รอยยิ้มที่ดูไม่เป็ธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด แฝงไปด้วยความลึกล้ำ จ้าวซีเหอมองรอยยิ้มของอัครมหาเสนาบดีพร้อมกับวางแผนในใจ ไม่นานสายตาก็เหลือบไปเห็นเรือนหลังหนึ่งภายในจวนซึ่งลงกลอนเอาไว้ ด้วยความอยากรู้เขาจึงเดินไปที่เรือนหลังนั้น
เฉินอวี้เห็นทิศทางที่จ้าวซีเหอเดินไปก็ใยิ่ง รีบเดินเข้าไปขวาง “ซื่อจื่อ”
จ้าวซีเหอมองเรือนหลังนั้นก่อนจะหันไปมองเฉินอวี้
จ้าวซีเหอกระตุกยิ้มมุมปาก “ท่านอัครมหาเสนาบดี เรือนหลังนั้นดูแปลกเหลือเกิน”
เฉินอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน “ซื่อจื่อ ข้าน้อยได้ให้คนเตรียมผลไม้ ของว่าง และน้ำชาที่เรือนรับรองเอาไว้ให้แล้ว ข้าน้อยตั้งใจเตรียมของว่างไว้ให้ท่าน ขอท่านได้โปรดให้เกียรติข้าน้อยด้วย”
จ้าวซีเหอโบกไม้โบกมือ “ท่านอัครมหาเสนาบดีเกรงใจเกินไปแล้ว แต่ไหนแต่ไรมา ข้าไม่ชอบทานพวกผลไม้ ข้าอยากรู้มากกว่าว่าเหตุใดท่านจึงลงกลอนเรือนหลังนั้น แถมเรือนหลังนั้นยังอยู่ใกล้สวนอีก หรือว่าภายในนั้นจะมีอันใด”
สีหน้าเฉินอวี้แปรเปลี่ยนเป็ไม่เป็ธรรมชาติ เดินเอาตัวไปบังเรือนหลังนั้นจากจ้าวซีเหอเอาไว้ “ซื่อจื่อคิดมากเกินไปแล้ว เรือนหลังนั้นแค่เอาไว้เก็บของเท่านั้น ที่ต้องลงกลอนเพราะเกรงว่าจะทำให้สายตาของท่านต้องแปดเปื้อน”
เขายกมือลูบคางอย่างครุ่นคิด “ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เหตุใดถึงให้เรือนที่เก็บของอยู่ใกล้สวนดอกไม้เช่นนี้ นอกเสียจากว่าท่านจะแอบซ่อนสิ่งใดเอาไว้ในเรือนนั้น ยกตัวอย่างเช่นพวกอาวุธ?”
สีหน้าเฉินอวี้เปลี่ยนไปอีกครา รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าแข็งค้าง เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “ท่านอย่าได้ใส่ร้ายข้าน้อย การซ่องสุมอาวุธมีโทษสถานหนัก ข้าน้อยเป็ถึงอัครมหาเสนาบดี จะทำเื่เยี่ยงนั้นได้อย่างไร!”
เขามองเฉินอวี้ที่หน้าแดงด้วยความโมโหพร้อมกับนึกเย้ยหยันอยู่ในใจ
เขายื่นมือไปตบไหล่อีกฝ่าย พร้อมกับยิ้มอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจนัก “ข้าแค่ล้อเล่นกับท่านเท่านั้นเอง เหตุใดท่านถึงต้องคิดเป็จริงเป็จังเช่นนี้ด้วยเล่า”
เขาแกล้งทำเป็มองเรือนหลังผาดหนึ่งอย่างไม่สนใจ ก่อนจะเดินพลางยิ้มอย่างคุณชายเ้าสำราญตามหลังเฉินอวี้ไปที่เรือนรับรอง
“ข้าน้อยยังไม่ได้ไปที่ตำหนักอ๋องเพื่อขออภัย ซื่อจื่อก็ให้เกียรติมาเยี่ยมข้าน้อยถึงจวนแล้ว ข้าน้อยรู้สึกผิดยิ่งนัก” เฉินอวี้เอ่ยพร้อมกับใช้มือลูบเครา สีหน้าไม่มีความรู้สึกผิดแต่อย่างใด
จ้าวซีเหอมองผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ หยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วนำเข้าปาก น้ำจากผลไม้ไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง ชุ่มคอดีเหลือเกิน “ผลไม้ของจวนท่านสดใหม่ยิ่งนัก”
เฉินอวี้มองท่าทางเสเพลของจ้าวซีเหอพร้อมกับแค่นเสียงขึ้นจมูก ขณะที่แววตาเต็มไปด้วยความดูถูก
จ้าวซีเหอหยิบผลไม้จากตะวันตกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ในใจเกิดความสงสัยยิ่งนัก ทว่าท่าทางกลับแกล้งทำเป็ตื่นเต้นขณะนำผลไม้หายากชนิดนี้ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ “ท่านได้ผลไม้ชนิดนี้มาจากที่ใด ผลไม้ชนิดนี้เป็ผลไม้ที่หายากมากทีเดียว”
เฉินอวี้มองท่าทางตื่นใของจ้าวซีเหอ ในใจนึกดูแคลนอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน เขาได้ยินมานานแล้วว่า ซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋องเป็คนเสเพลไม่เอาถ่าน ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะมองอีกฝ่ายในแง่ใหม่ ไม่คิดเลยว่าเขาจะมองผิดไป
“หากท่านชอบ ข้าน้อยก็ยินดีมอบให้ ถือเป็การขอโทษท่านอ๋องด้วย”
จ้าวซีเหอหยิบมีดที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาผ่าผลไม้ชนิดนี้ออกเป็สองซีก ทันทีที่ผ่าออกน้ำสีเหลืองพลันไหลออกมา เขาตาโตด้วยความตกตะลึง “ผลไม้ชนิดนี้นับได้ว่าเป็ของดี เป็ผลไม้เฉพาะของต่างแคว้น ซึ่งทุกปีต่างแคว้นจะบรรณาการมาให้ มีแค่่นั้นเท่านั้นที่ข้าถึงจะได้ทาน ไม่ทราบว่าท่านไปเอาผลไม้ชนิดนี้มาจากที่ใด”
“ซื่อจื่อคงไม่รู้ ข้าน้อยมีญาติค้าขายอยู่ที่ต่างแคว้น ผลไม้ชนิดนี้หายากยิ่ง ญาติจึงส่งมาให้ข้าน้อยเล็กน้อย”
