เฉินเกอเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าจ้าวซีเหอจะเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมา ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะส่ายหน้า “บุญคุณที่พี่จ้าวช่วยชีวิตข้ามันยากที่จะลืมก็จริง แต่ข้าจะใช้วิธีของข้าตอบแทน ส่วนฉือเอ๋อร์ นางไม่ใช่ตัวต่อรอง!”
จ้าวซีเหอยิ้มอ่อน “ช่างเถิด คำตอบของเ้า ข้าไม่้า”
เอ่ยจบทรุดนั่งลงด้านข้างโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก
พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า สาดแสงมายังตัวของทุกคน จ้าวซีเหอหันไปมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเช่นนี้เลย
“ฟ้าสว่างแล้ว ควรออกเดินทางได้แล้ว” เฉินเกอลุกขึ้นยืน “พี่จ้าว พวกเราจะไปที่ทะเลทรายซึ่งระหว่างทางที่ไปมีอันตรายมากมาย ข้าไปคนเดียวจะสะดวกกว่า เช่นนั้นฉือเอ๋อร์ข้าฝากท่านช่วยดูแลด้วย”
จ้าวซีเหอหันไปมองหนิงมู่ฉือแวบหนึ่งก่อนจะหันไปหาเฉินเกอ “ไปทะเลทราย? เ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร เ้าคิดว่าที่นักพรตหัวจมูกวัวผู้นั้นพูดเป็เื่จริงหรือ”
ได้ยินเช่นนั้นเฉินเกอมองจ้าวซีเหออย่างแปลกใจ “ท่านทราบเื่นี้ได้อย่างไร ใครเป็คนบอกท่าน”
แม้แต่หนิงมู่ฉือก็ยังหันไปมองจ้าวซีเหออย่างแปลกใจ “จอมยุทธ์เฉิน เ้ามีฉายาในยุทธภพว่าอี้เตา ชื่อเสียงของเ้าผู้ใดบ้างไม่รู้จัก นักพรตผู้นั้นได้พูดเื่ที่เ้าจะไปที่ทะเลทรายให้คนอื่นรู้หมดแล้ว หากเ้าไม่กลับไป เดินทางไปที่นั่นก็มีแต่จะไปตาย”
เฉินเกอก้าวถอยหลังไปสองก้าว สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง “ไม่ แต่ถ้าข้ากลับไป แล้วอาการป่วยของอาจารย์ข้าเล่า เื่นี้จะชักช้าไม่ได้!”
“เ้าคิดว่าที่ทะเลทรายแห่งนั้นมีหญ้าฟั่นอินอยู่จริงๆ หรือ! น่ากลัวว่าเ้าจะบ้าไปแล้ว!” จ้าวซีเหอไม่เข้าใจเฉินเกอเลยจริงๆ จึงะโใส่อีกฝ่ายเสียงดัง
เวลานี้เองหนิงมู่ฉือเอ่ยออกมาว่า “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ที่ทะเลทรายแห่งนั้นไม่มีหญ้าฟั่นอินหรอก นักพรตผู้นั้นหลอกท่าน”
“แล้วเหตุใดเ้าถึงไม่บอกข้า!” เฉินเกอะโออกมาเสียงดังขณะหันไปมองหนิงมู่ฉือด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เขาคิดไม่ถึงเลยว่านางจะพูดกับเขาเช่นนี้ “ในเมื่อที่ทะเลทรายแห่งนั่นไม่มีสมบัติ แล้วเหตุใดเ้าถึงยังตามข้ามาอีก!”
หนิงมู่ฉือมีสีหน้าลำบากใจ ส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ข้าแค่กลัวว่าท่านจะได้พบกับอันตราย”
เฉินเกอได้ฟังเยี่ยงนั้น กระตุกยิ้มมุมปาก เม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับพยักหน้ากับตัวเอง “ดี ดีมาก ข้าไม่้าความสงสารจากพวกเ้า!”
เฉินเกอสะพายห่อสัมภาระแล้วเดินไปอีกทาง หนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นรู้สึกเป็ห่วงยิ่งนัก ด้วยกลัวว่าเฉินเกอจะคิดไม่ได้ แล้วเผลอทำเื่โง่ๆ ลงไป
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านจะไปที่ทะเลทรายจริงๆ หรือ” หนิงมู่ฉือวิ่งตามไป ยื่นมือไปรั้งแขนเฉินเกอเอาไว้
เฉินเกอเหลือบมองมือของหนิงมู่ฉือที่จับแขนตัวเองเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือออกอย่างอ่อนโยน “ฉือเอ๋อร์ เ้าไปเถอะ ไปกับพี่จ้าว เดิมเื่นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเ้าอยู่แล้ว”
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านอย่าไปเลย หนทางข้างหน้ามันลำบากมากนะ”
“ลำบาก? แต่ข้าก็ต้องช่วยอาจารย์!” เฉินเกอเอ่ยด้วยสีหน้าเจ็บช้ำ หันไปมองจ้าวซีเหอ ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “พี่จ้าว ข้าฝากฉือเอ๋อร์ด้วย หากข้าสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ ข้าไม่ยกนางให้ท่านแน่นอน”
จ้าวซีเหอเดินเข้าไปหาเฉินเกอ ก่อนจะจับแขนแล้วลากไปอีกทาง เอ่ยอย่างท้าทายว่า “หากเ้าคิดจะไป มันไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก!”
จากนั้นหันไปมองหนิงมู่ฉือด้วยแววตาลึกล้ำ “ฉือเอ๋อร์ ช่วยข้ามัดเขาเอาไว้”
หนิงมู่ฉือพยักหน้า แล้วรีบวิ่งไปเอาเชือก
เฉินเกอจ้องจ้าวซีเหอด้วยแววตาคมปลาบ “ท่านจะทำอันใด!”
“ทำอันใดหรือ เด็ดความอวดดีของเ้าทิ้งอย่างไรเล่า” จ้าวซีเหอรับเชือกมาจากหนิงมู่ฉือ ก่อนจะจับเฉินเกอมัดเอาไว้
“ฉือเอ๋อร์ ดูเขาไว้ให้ดี” จ้าวซีเหอเอ่ยสั่งก่อนจะเดินไปที่ก้อนหินก้อนหนึ่ง
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือพร้อมกับพูดขอร้องไม่หยุด “ฉือเอ๋อร์ เ้าช่วยปล่อยข้าไปเถิด ข้าไม่หนีอีกแล้ว”
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านไม่ต้องมาพูดขอร้องข้าเลย ที่ที่ถูกเรียกว่าทะเลทรายล้วนมีแต่โครงกระดูก ข้าไม่อยากให้ท่านไปเสี่ยงอันตราย ส่วนเื่หญ้าฟั่นอิน ข้าจะช่วยท่านคิดหาวิธีอื่นเอง” หนิงมู่ฉือขมวดคิ้วเป็ปมแน่น
ทันใดนั้นเองจ้าวซีเหอก็เดินตรงเข้ามา “หากเ้าอยากไปจริงๆ พวกเราไม่รั้งเ้าไว้ก็ได้” จ้าวซีเหอแก้มัดเชือก ก่อนจะจูงมือหนิงมู่ฉือพาไปอีกทาง “ฉือเอ๋อร์ พวกเราไป”
หนิงมู่ฉือหันไปมองเฉินเกอ พบว่าอีกฝ่ายยังคงก้มหน้า ยืนนิ่งอยู่กับที่
“เื่นี้เป็เื่ของเขา ต้องให้เขาเลือกด้วยตัวเอง แต่โดยส่วนใหญ่คนที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหา มักจะมองเห็นสิ่งใดไม่ค่อยชัดเจน” ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงและท่าทางของจ้าวซีเหอเต็มไปด้วยความราบเรียบยิ่ง
หนิงมู่ฉือคาดไม่ถึงว่าจ้าวซีเหอจะมีด้านนี้กับเขาด้วย นางหยุดเดิน คิดจะพูดบางอย่าง หากสุดท้ายก็เลือกที่จะเก็บคำ รีบเดินตามจ้าวซีเหอไปให้ทัน “ซื่อจื่อ ท่านเปลี่ยนไป เมื่อก่อนท่านไม่ใช่แบบนี้ ท่านในตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมาก”
จ้าวซีเหอได้ฟัง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้ม ท่าทางเสเพลเ้าชู้ในสมัยก่อน เขาแสดงออกมาทั้งนั้น ในฐานะซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋องเป่ยเยียนมักจะดึงดูดคนที่ภายในใจซ่อนแผนการเอาไว้มากมายให้เข้ามาหา เขารู้สึกว่าถ้าต้องเจอกับคนแบบนั้นมันออกจะยุ่งยาก เขาจึงแกล้งเล่นละครว่าเป็คุณชายจอมเ้าชู้และเสเพล
“ฉือเอ๋อร์ กลับกันเถอะ ท่านตาของเ้าเป็ห่วงเ้ามาก” จ้าวซีเหอเอ่ยด้วยแววตาลึกล้ำ
หนิงมู่ฉือชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะถามอย่างประหลาดใจ “ซื่อจื่อ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามีท่านตา” หรือว่าอีกฝ่ายให้คนแอบไปสืบเื่ของนาง
จ้าวซีเหอดึงตัวหนิงมู่ฉือเข้าไปกอด สูดกลิ่นหอมจากตัวของนางอย่างละโมบ “ฉือเอ๋อร์ หลายวันมานี้ข้าคิดถึงเ้าเหลือเกิน”
หนิงมู่ฉือนิ่งอึ้ง น้ำตาคลอที่หน่วยตา นางเคยพนันกับตัวเองไว้ว่าสักวันจ้าวซีเหอต้องรู้สึกเสียใจภายหลังแน่นอน ทั้งที่ตอนนั้นนางอยากจะเห็นท่าทางเสียใจภายหลังของเขาจนแทบบ้า
จ้าวซีเหอในตอนนี้ราวกับเด็กก็ไม่ปาน ซบหน้าอยู่ที่ไหล่นาง นางถอนหายใจก่อนจะผลักเขาออก นางเอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมว่า “ซื่อจื่อ ท่านอยากจะพูดเื่ใดกันแน่”
“อย่าเรียกข้าว่าซื่อจื่อได้หรือไม่ ข้าชอบให้เ้าเรียกชื่อของข้ามากกว่า” จ้าวซีเหอมองหนิงมู่ฉือด้วยสีหน้ารอคอย
นางเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ใจอ่อน เอ่ยชื่อคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงนุ่มหวาน “ซีเหอ”
จ้าวซีเหอยิ้มอย่างดีใจ กระชับแขนที่กอดหนิงมู่ฉือให้แน่นขึ้น “ฉือเอ๋อร์ เ้ารู้หรือไม่ วินาทีที่ข้าได้เห็นเ้า ใจข้าก็ไม่เคยสงบอีกเลย”
หนิงมู่ฉือได้ฟังก็ยิ้มออกมา ทว่าอีกใจยังคงเป็ห่วงเฉินเกอจึงเอ่ยถามออกไปว่า “ซีเหอ แล้วเื่จอมยุทธ์น้อยเฉินเล่าจะทำเช่นไร”
จ้าวซีเหอกลอกตาขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเฉินเกอแล้วค่อยหันกลับมา เขาส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเขาก็ตามมาเอง”
