เล่มที่ 9 บทที่ 259 ไม่กล้าแล้ว
จากนั้นอสุรกายสีแดงที่ติดตามอยู่ด้านหลังก็สำแดงร่างจริงอันสูงใหญ่นับสิบจ้างออกมา อสุรกายสีแดงตนนี้ มีใบหน้าสุดแสนจะอัปลักษณ์และโเี้ เพียงครู่เดียวก็มีลำแสงสีแดงพวยพุ่งขึ้นฟ้า ก่อนที่จะคำรามไปทางไอปีศาจรุนแรงด้วยเสียงดังกระหึ่ม!
จากนั้นเมฆหมอกดำก็สลายไป…
แม้แต่พื้นดินที่กำลังสั่นะเืก็พลันสงบนิ่งลง เมื่อสิ้นเสียงคำรามของอสุรกายสีแดง ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิม…
“ปีศาจเยาหวังตนนี้ ช่างขี้ขลาดเหลือเกิน…” ผู้เฒ่าชราส่ายหน้าอย่างระอา หลังจากกวักมือเรียก อสุรกายสีแดงข้างกายก็สลายกลับเป็ภาพนิมิตเลือนราง และคอยติดตามอยู่ด้านหลังตามเดิม…
สุดท้ายผู้เฒ่าชราก็มุ่งหน้าขึ้นไปทางตอนเหนือต่อ มารปีศาจมากมายที่เจอระหว่างทางต่างก็ต้องถอยหนีไปหมด ไม่กล้าย่างกรายเข้ามาแม้แต่น้อย เพียงไม่ถึงชั่วยาม ผู้เฒ่าชราก็เดินทางมาถึงลานด้านนอกของซากปรักหักพังแล้ว
“มาหาใครหรือ ตาแก่?” เวินโหวที่ได้รับคำสั่งจากหลินเฟย บัดนี้กำลังคุ้มกันลานด้านนอกพร้อมกับศิษย์หุบเขาหมื่นอสูรคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่ามีคนมา ความระแวงจึงฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้น
“ที่นี่อันตรายมาก เ้าเองก็อายุปูนนี้แล้ว ทำไมยังเที่ยวเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วอีก…”
“ข้ามาหาเวินโหว”
“หา?” เวินโหวได้ยินดังนั้นก็ชะงักลง ก่อนจะรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที หลังจากจ้องมองผู้เฒ่าอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยถามออกมา
“หาเวินโหวทำไมงั้นหรือ?”
“หึหึ…” ผู้เฒ่าชรามองหาหินก้อนหนึ่งเพื่อนั่งพัก ก่อนจะวางไม้เท้าไผ่ในมือลง จากนั้นจึงตอบคำถามเวินโหวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังคุยเล่น
“ข้ามันก็แค่ตาแก่ที่ใกล้จะลงโลงเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะผู้น้อยในบ้านถูกคนปล้นชิงละก็ คงไม่ออกมาเช่นนี้หรอก…”
เวินโหวได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งเฮือก
‘แย่ล่ะสิ เหยื่อตามมาทวงบัญชีถึงที่เลย…’
‘จะทำอย่างไรดี?’
“ที่แท้ก็มาหาเวินโหวเองหรอกหรือ!” เวินโหวกลอกตา ก่อนจะตบหน้าขาตนเองฉาดใหญ่
“บังเอิญจริงๆ ข้าเองก็กำลังจะคิดบัญชีกับเขาพอดี เ้าเวินโหวนี่ชั่วร้ายมาก ถึงกับปล้นหินิญญาข้าไปตั้งหลายหมื่น ข้าอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาหลายปีดีดัก สุดท้ายกลับถูกเ้านั่นปล้นชิงไปเสียหมด หากท่านเจอตัวละก็ อย่าลืมบอกข้าด้วยนะ ข้าจะต้องแยกร่างมันเป็แปดส่วนให้จงได้!”
“อย่างนั้นเองหรือ…”
“ท่านไม่เชื่อหรือ?” เวินโหวขมวดคิ้วทันที ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“จะบอกให้นะ ข้ามีความแค้นใหญ่หลวงกับเวินโหว หลายวันนี้ยังปรึกษากับเหล่าศิษย์พี่อยู่เลย ว่าจะรวบรวมหินิญญาว่าจ้างคนไปเก็บมัน!”
“หึหึ เ้านี่ช่างโป้ปดได้ไม่อายฟ้าดินเสียจริง เหมือนกับอาจารย์ของเ้าอย่างกับแกะ…” ผู้เฒ่าชรายังคงยิ้มด้วยใบหน้าโอบอ้อมอารี ทว่ามือกลับชี้ไปยังปลาั์สีเขียวที่อยู่ด้านหลังเวินโหว
“ข้าผู้เฒ่าได้ยินว่าเวินโหวก็มีปลาั์สีเขียวนั่นเหมือนกับเ้า วันๆเอาแต่พาเ้าปลาั์เที่ยวตระเวนปล้นชิงไปทั่ว…”
เวินโหวได้ยินดังนั้นก็ชะงักทันที
‘บ้าเอ๊ย ปิดไม่มิดแล้วเรา…’
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหลอกอีกฝ่ายได้ เวินโหวก็เอ่ยด้วยสีหน้าเ็า
“ตาแก่ ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี เ้าเองก็อายุปูนนี้แล้ว อย่าหาเื่ใส่ตัวจะดีกว่า ในเมื่อรู้ว่าข้าคือเวินโหวแล้วยังจะถามให้มากความทำไม เ้ากำลังปั่นหัวข้าเล่นอย่างนั้นหรือ?”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น เ้าปลาั์ที่อยู่ด้านหลังก็พลันขยายตัวออก พริบตาเดียวก็กลายเป็ปลาั์ลำตัวยาวหลายสิบจ้าง และมันกำลังอ้าปาก หมายจะกลืนกินผู้เฒ่าชราเข้าไป…
‘ลงมือก่อน มีชัยไปกว่าครึ่ง!’
เวินโหวเข้าใจแล้วว่าการที่ตาแก่นี่มาหาถึงที่เช่นนี้ จะต้องไม่ประสงค์ดีแน่นอน ‘ในเมื่อปิดไม่มิดแล้วละก็ เช่นนั้นก็เขมือบเข้าไปก่อนแล้วกัน หากรู้ว่าอีกฝ่ายมาดีค่อยให้เ้าปลาั์คายออกมาก็ย่อมได้…’
ผู้เฒ่าชราเห็นดังนั้นก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ สายตาก็มองไปยังเ้าปลาั์ที่มีขนาดเท่าูเาลูกย่อมซึ่งกำลังอ้าปากกว้างหมายมุ่งมาที่ตนเอง เพียงครู่เดียวผู้เฒ่าชราก็ใช้ไม้เท้าเคาะเบาๆที่หัวเ้าปลาั์…
แค่เบาๆ เท่านั้น…
เบาจนราวกับกำลังไล่แมลงเลยด้วยซ้ำ…
แต่เพียงเคาะเบาๆ เ้าปลาั์ก็ร่วงตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น สองตาก็เหลือกขึ้นบน หางก็สะบัดเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมดสติไป…
“ไม่หรอกมั้ง…” เวินโหวเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงจนตาค้างอยู่กับที่ สายตาก็พลันมองสลับไปมาระหว่างไม้เท้ากับเ้าปลาั์ เป็เวลานาน ก่อนจะกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก…
เวินโหวรู้ดีว่าครั้งนี้ ได้เจอคนจริงเข้าให้แล้ว…
“ผู้าุโ…”
ขณะที่กำลังจะอ้าปากขอความเมตตา ผู้เฒ่าก็ยกไม้เท้าหมายจะเคาะลงมาอีกครั้ง ทว่าเวินโหวที่เพิ่งจะเห็นสภาพของเ้าปลาั์ มีหรือจะยอมปล่อยให้ตนเองถูกไม้เท้านั่นเคาะลงมาอีก คิดได้ดังนั้นจึงรีบเบี่ยงตัวหลบทันที ทว่าทั้งที่เพิ่งจะขยับตัว เขาก็พบว่าวิธีการเคาะของผู้เฒ่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เพราะมันเต็มไปด้วยพลังอันน่าเกรงขาม แม้จะดูบางเบาและเชื่องช้า แต่กลับปิดตายจนไม่มีทางรอด…
จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะหลบก็หลบไม่ได้เช่นกัน!
“อ๊า!”
เพียงเวินโหวขยับตัวนิดเดียว ก็ถูกไม้เท้าเคาะลงมาที่ขาซ้ายทันที ทันใดนั้นก็รู้สึกเ็ปอย่างที่สุด เวินโหวเจ็บจนน้ำตาแทบร่วงเลยทีเดียว…
“ผู้าุโ ข้าเจ็บๆๆ เจ็บเหลือเกิน…” คราวนี้เวินโหวไม่กล้าแข็งข้อแม้แต่น้อย รีบเอ่ยปากขอความเมตตาทันที แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ทันพูดจบ ผู้เฒ่าก็เคาะไม้เท้าลงมาเป็ครั้งที่สอง…
เวินโหวเจ็บจนนอนหมอบอยู่กับพื้น ปากก็เอาแต่อ้อนวอนไม่หยุด
“ผู้าุโ ได้โปรดออมมือด้วยเถิด ข้าไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้วจริงๆ…”
“ไม่กล้าแล้วใช่ไหม?” ผู้เฒ่าชราถามย้ำขณะที่เคาะไม้เท้าไปด้วย
“ป้าบ!” เมื่อสิ้นเสียงผู้เฒ่า เวินโหวก็รู้สึกเจ็บที่ขาซ้ายเหมือนกับถูกฟาดจนหัก ทว่ากลับไม่กล้าโอดครวญออกมาแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยตอบผู้เฒ่าชราอย่างนอบน้อม
“ใช่ๆ ข้าไม่กล้าแล้ว!”
ทว่าผู้เฒ่าชรากลับไม่คิดจะหยุดมือ ขณะที่เอ่ยถามก็เคาะไม้เท้าลงมาอีกครั้ง
“วันหน้าจะยังกล้าปล้นชิงอีกหรือไม่?”
“ไม่กล้าแล้วจริงๆ!”
“กล้าเรียกข้าว่าตาแก่อีกหรือไม่?”
“ไม่กล้าแล้วๆ ผู้าุโได้โปรดหยุดมือด้วยเถิด โอ๊ย เจ็บๆๆ ข้าเจ็บจะตายแล้ว!”
“แล้ววันหน้ายังกล้าบงการเ้าปลาั์ให้ทำร้ายคนอื่นอีกหรือไม่?”
“ไม่กล้าแล้วๆ…”
ผู้เฒ่าชราถือไม้เท้าไผ่ไว้ในมือ ก่อนจะเคาะลงไปอีกสิบกว่าครั้ง กระทั่งเวินโหวบอบช้ำไปทั่วร่าง หลังจากสั่งสอนจนสาแก่ใจ ผู้เฒ่าชราจึงลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ยกไม้เท้าชี้ไปยังเวินโหวที่กำลังนอนหมอบอยู่กับพื้น
“ลุกขึ้นมา”
“ข้าลุกไม่ขึ้นแล้ว…” เวินโหวอยากจะร้องไห้แล้วจริงๆ ‘ไม่คิดบ้างหรือ ขนาดเ้าปลาั์แค่ถูกเคาะเบาๆก็หมดสติไป นับประสาอะไรกับตนเองที่ถูกฟาดเข้าไปหลายสิบครั้ง ดีแค่ไหนแล้วที่์ยังเมตตาให้มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ มีหรือจะมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาได้…’
“เหอะ…” ผู้เฒ่าแค่นหัวเราะเ็า ก่อนจะวางไม้เท้าลงและเอ่ยออกมา
“มีความสามารถแค่ไหน ถึงริอ่านปล้นชิงคนอื่น หากวันหน้าข้าเจออาจารย์เ้า ข้าจะต้องให้เขาสั่งสอนเ้าอย่างหนัก…”
-------------------------------------------------------------------------------------------------------