เซบาสเตียน ที่ได้ฟังบทสนทนาอยู่ใกล้ๆ มาตลอด เดินมาหาพวกเขาแล้วเปิดประเด็นถามโจเซฟด้วยน้ำเสียงสงสัย
"พวกเธอตั้งใจจะไปที่นั่นคืนนี้เหรอ?"
โจเซฟหันไปมองเซบาสเตียน ตอบพลางพยักหน้ารับ "ครับ ผมจะพาชาร์ลส์ไปที่แดนลับแล"
เซบาสเตียนคิดอะไรได้ จึงรีบบอกกับโจเซฟ "ไม่ต้องหรอก โจเซฟ คืนนี้กลับบ้านไปพักเถอะ ฉันจะพาชาร์ลส์ไปเอง พอดีว่ามีธุระต้องไปแถวนั้นอยู่แล้ว"
โจเซฟได้ฟังก็แปลกใจ จึงถามย้ำ "แน่ใจนะ ไม่รบกวนจริง ๆ เหรอ?"
"ไม่เลย ไม่เป็ไรหรอก" เซบาสเตียนโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะหันมาบอกกับชาร์ลส์ "ว่าไง ชาร์ลส์ คืนนี้ไปกับฉันนะ จะได้มีเวลาอธิบายรายละเอียดตามทางให้ฟังด้วย"
ชาร์ลส์พยักหน้าตอบตกลงทันที ถือโอกาสที่เขาจะถามเื่พิธีกรรมเมื่อวานไปด้วย "ได้เลย ขอบคุณมากครับ"
โจเซฟกล่าวขอบคุณเซบาสเตียนที่อาสาช่วยแบ่งเบาภาระ
หลังจากคุยกันเรียบร้อยแล้ว โจเซฟกับชาร์ลส์ก็มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ด เพื่อปรึกษาแผนการในครั้งนี้
ชาร์ลส์และโจเซฟเดินกลับมาที่หน้าห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ดอีกครั้ง เลขานุการสาวคนเดิมคงนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเช่นเคย เมื่อเห็นทั้งสองเดินมา เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ชาร์ลส์ชะงักฝีเท้า เขารู้สึกละอายใจที่ก่อนหน้านี้แสดงกิริยาไม่เหมาะสม จึงเดินเข้าไปหาโต๊ะทำงานของเธอ
ชาร์ลส์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด "ผมต้องขอโทษด้วยที่ก่อนหน้านี้ทำตัวไม่มีมารยาท ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่"
เธอยิ้มบาง ๆ ดวงตาสีเขียวมรกตอ่อนโยนลง "ไม่เป็ไรค่ะ ดิฉันเข้าใจว่าบางครั้งงานก็ทำให้เราหงุดหงิดได้"
"ขอบคุณที่เข้าใจครับ" ชาร์ลส์ตอบพร้อมโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาโจเซฟ "เราขอเข้าพบหัวหน้าอีกครั้งได้ไหม?"
เลขานุการสาวพยักหน้า หยิบสมุดบันทึกการนัดขึ้นมาดู "ตอนนี้ท่านว่างอยู่พอดีค่ะ เชิญเข้าไปได้เลย"
โจเซฟเคาะประตูเบาๆ รอจนได้ยินเสียงอนุญาตจากด้านใน จึงผลักประตูเข้าไปพร้อมกับชาร์ลส์ ทิ้งให้เธอกลับไปจดจ่อกับงานตรงหน้า แต่ริมฝีปากบางของเธอยังคงมีรอยยิ้มบางเบา
ภายในห้องเอ็ดเวิร์ดฟังแผนอย่างตั้งใจ พอรู้ว่าสองหนุ่ม้าข้อมูลจากกรมทหารพิทักษ์เมืองเพื่อช่วยในการสืบคดี เขาก็ไม่รีรอที่จะหยิบจดหมายมอบอำนาจออกมาจากลิ้นชักทันที
ชาร์ลส์รับจดหมายที่เอ็ดเวิร์ดส่งให้ด้วยความขอบคุณ เขาถือมันอยู่ในมือก็เกิดความรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา นึกถึงท่าทีที่ตนแสดงออกไปก่อนหน้านี้ เขาจึงหันไปหาเอ็ดเวิร์ดแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ
"หัวหน้าครับ ผมต้องขอโทษจริงๆ ที่ไปโวยวายและมีอารมณ์ฉุนเฉียวใส่คุณก่อนหน้านี้ ทั้ง ๆ ที่คุณเองก็มีเื่ให้ต้องกังวลใจพออยู่แล้ว"
เอ็ดเวิร์ดเข้าใจดีว่าในเวลาที่คดีไม่คืบ มันทำให้หงุดหงิดและกดดันขนาดไหน
"ไม่เป็ไร" เขาตอบพลางโบกมือเบาๆ "ฉันเข้าใจดีว่าเธอ้าปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุด บางครั้งความมุ่งมั่นก็ทำให้เผลอควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ เป็เื่ปกติที่มนุษย์เราต้องเจอ"
ชาร์ลส์รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เขารีบก้มหัวขอบคุณเอ็ดเวิร์ดอีกครั้ง "ยังไงก็ต้องขอบคุณที่เข้าใจนะครับ"
เอ็ดเวิร์ดพยักหน้า ชาร์ลส์เป็คนอย่างที่โจเซฟพูดจริง ๆ ถึงใจร้อนแต่ก็ไม่โง่ ที่สำคัญรู้ผิดแล้วยังแก้ไข
เวลาผ่านไปจนถึงยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ดวงจันทร์เปล่งประกายเจิดจ้ากลางท้องฟ้าอันปลอดโปร่งดั่งที่คาดหวัง ชาร์ลส์ขับรถม้าพาเซบาสเตียนมุ่งหน้าสู่สุสานแห่งหนึ่งในเขตชั้นกลางของเมือง คนหนึ่งบังคับบังเหียน อีกคนนั่งภายในรถ เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังสะท้อนเป็จังหวะ
ชาร์ลส์ตัดสินใจเปิดประเด็นสนทนาเพื่อฆ่าเวลา เขาหันไปถามเซบาสเตียนด้วยสีหน้าสงสัย
"คุณเซบาสเตียน ผมขอถามหน่อยสิ เวทมนตร์พิธีกรรมพวกนั้นที่คุณใช้ คุณไปเรียนมาจากไหนกัน? น่าทึ่งมาก"
เซบาสเตียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเล่าหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง
"เื่นี้คนอื่น ๆ ในหน่วยรู้กันหมดแล้ว บอกเพิ่มอีกคนก็คงไม่เป็ไร ความจริงก่อนจะมาร่วมกับหน่วยพิเศษนี่ ตอนหนุ่ม ๆ ฉันเคยเป็สมาชิกขององค์กรหนึ่งชื่อ หอคอยปัญญาขาว"
ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว ในใจนึกภาพองค์กรปริศนาใหม่ที่ไม่เคยได้ยิน
'หอคอยปัญญาขาว? นั่นมันอะไรกัน หรือชื่อองค์กรลับที่ไม่รู้จักอีก'
เซบาสเตียนถอนหายใจ เหม่อมองออกนอกหน้าต่าง
"ใช่ตามที่เธอคิดแหละ พวกเขาเป็กลุ่มลัทธิคลั่ง คล้ายกับองค์กรภาคีชำระมลทินและองค์กรแปลอักษรที่พวกเราเคยเจอ จัดเป็องค์กรอันตรายเลยล่ะ แต่แตกต่างตรงที่หอคอยปัญญาขาวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเผ่าพันธุ์มนุษย์..."
เขาหยุดเว้นจังหวะ เหมือนลังเลที่จะเล่าต่อ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ
"พวกเขาเชื่อในวันสิ้นโลกเหมือนองค์กรแปลอักษร และคิดว่ามนุษย์ต้องวิวัฒนาการให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แต่วิธีที่ทำนั้นโหดร้ายทารุณ คอยลักพาตัวผู้คนไปทดลองดัดแปลงร่างกายให้กลายเป็อสุรกาย ไม่สนใจเลยว่าเหยื่อจะเ็ปทรมานหรือตายไปกี่คน ขอแค่บรรลุเป้าหมาย..."
ชาร์ลส์ถึงกับถอนหายใจ ั้แ่เข้าร่วมกับกรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติ คงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เขาต้องแปลกใจอีกแล้ว แต่ก็อดที่จะบ่นในใจไม่ได้ 'องค์กรลับแต่ละกลุ่ม หาดีไม่ได้กันสักกลุ่ม'
"โหดร้ายมาก" ชายหนุ่มบ่นออกมา
เซบาสเตียนพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าเคร่งขรึม แต่มีความเศร้าแฝงอยู่
"ใช่...แม้กระทั่งในหมู่สมาชิกด้วยกันเองก็ยังแบ่งออกเป็สองฝ่าย ฝ่ายที่เห็นด้วยกับวิธีทารุณโหดร้ายนั้น กับฝ่ายที่อยากหาทางออกด้วยสันติวิธีมากกว่า ฉันก็อยู่ในกลุ่มหลังนี่ละ พยายามประนีประนอม เจรจาหาจุดร่วม แต่สุดท้ายก็ไร้ผล คนเห็นต่างถูกกำจัดไปเรื่อยๆ"
"แล้วสุดท้ายคุณก็เลยหนีออกมา มาเข้าร่วมกับหน่วยพิเศษของเราสินะ?" ชาร์ลส์เดา
เซบาสเตียนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเล่าต่อด้วยเสียงเศร้าๆ
"ใช่… ฉันไม่ไหวกับการกระทำทารุณของคนพวกนั้นอีกแล้ว ทนอยู่อย่างหวาดระแวงไปวัน ๆ กลัวว่าสักวันฉันจะกลายเป็เหยื่อบ้าง ก็เลยเสี่ยงทรยศหนีมาแจ้งข่าวกับหน่วยปราบปราม"
เขาถอนหายใจยาว สีหน้าโล่งอก
"ทางกรมเสนอข้อแลกเปลี่ยน ถ้าฉันให้ความร่วมมือสืบข้อมูลหอคอยปัญญาขาว จะได้รับการอภัยโทษ และปกป้องคุ้มครองสมาชิกอีกฝ่ายที่คิดเห็นต่าง ให้เลือกเข้าร่วมงานกับหน่วยพิเศษ หรือใช้ชีวิตธรรมดาโดยถูกจับตามอง จนสุดท้ายก็เลยได้มาทำงานด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ ส่วนพวกหอคอยปัญญาขาวที่อยู่ในอาณาจักรนี้ ถูกจัดการไปเหมือนกับองค์กรแปรอักษร"
ชาร์ลส์นิ่งฟังจนจบ ไม่รู้จะแสดงความรู้สึกยังไงดี พบว่าตัวเองยังมีความสงสัยอีกหนึ่งเื่ เขาจึงถามกลับไปว่า
"เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกที่อยู่ในอาณาจักรนี้ถูกจัดการไปแล้ว แสดงว่าที่อื่นบนโลกพวกหอคอยปัญญาขาวก็ยังมีอิทธิพลอยู่สินะ?"
เซบาสเตียนพยักหน้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ใช่...หอคอยปัญญาขาวเป็องค์กรขนาดใหญ่ เหมือนกับองค์กรแปรอักษรนั่นแหละ พวกมันมีสาขาย่อย ๆ แยกกระจายอยู่ทั่วโลก เราสามารถทำลายสาขาใหญ่ของอาณาจักรนี้ไปได้ แต่ก็ยังกวาดล้างไม่หมด"
ชาร์ลส์ผงกหัว ในใจเริ่มเข้าใจภาพรวมขององค์กรลับเหล่านี้มากขึ้น เขาครุ่นคิดต่อถึงเวทมนตร์และพิธีกรรมต่างๆ ที่เซบาสเตียนใช้ จึงสันนิษฐานว่า
"ดูเหมือนคุณจะเรียนรู้ด้านเวทมนตร์จากองค์กรหอคอยปัญญาขาวมาสินะครับ?"
"ใช่แล้ว! แต่ละองค์กรลับต่างก็มีจุดแข็งและเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกัน"
"องค์กรแปลอักษรนั้นอันตรายและลึกลับที่สุด มีทั้งนักเวทย์และผู้ยกระดับตัวตนปะปนกันไป ทำให้พวกเขามีพลังเหนือธรรมชาติที่หลากหลาย"
"ส่วนภาคีชำระมลทินจะไม่มีผู้ยกระดับตัวตน เพราะความรังเกียจ พวกเขาเน้นไปที่การสะสมอาวุธ วัตถุอาถรรพ์ และยาวิเศษ เพื่อต่อสู้กับพวกมีพลังโดยเฉพาะ"
"และหอคอยปัญญาขาว พวกเขามีนักเวทย์มากกว่าองค์กรอื่นๆ เพราะงั้นความรู้เื่เวทมนตร์และศาสตร์อาคมจึงลึกซึ้งที่สุด ไหนจะยังมีการวิจัยเื่ยาวิเศษที่พัฒนามากที่สุด"
จากนั้นเซบาสเตียนก็ชี้นิ้วไปทางตัวเอง "และฉันก็ได้เรียนรู้ทักษะทางเวทมนตร์และพิธีกรรมลับ มาจากหอคอยปัญญาขาวนี่แหละ"
"พิธีปกปิดที่ร้านไม้ที่เธอเห็นเมื่อวาน เป็หนึ่งในพิธีกรรมที่ฉันเรียนรู้มาจากหอคอยปัญญาขาวนั่นแหละ อยากรู้รายละเอียดว่ามันทำงานยังไงไหม?"
ชาร์ลส์รีบพยักหน้ารัว เขาสนใจเื่นี้มาก "ครับผมสงสัยอยู่พอดี"
เซบาสเตียนหัวเราะในลำคอ กระแอมนิดหนึ่ง ก่อนจะเริ่มบรรยายอย่างอารมณ์ดี
"เริ่มแรกเลย ตอนที่ฉันให้ทหารพิทักษ์เมืองโรยแป้งรอบอาณาเขตร้านไม้ ก็เพื่อกำหนดอาณาเขต ร้านไม้ที่อยู่ในวงกลมแป้งจึงเป็อาณาเขตของพิธีกรรม จากนั้นพอเข้าไปข้างใน ฉันก็เตรียมกระดาษแผ่นใหญ่วางกับพื้น โรยแป้งเป็วงกลมเพื่อนิยามพื้นที่อีกครั้ง"
เขาทำมือท่าประกอบ หลับตาท่องนึกย้อนถึงวันนั้น ก่อนเล่าต่อ
"พอวงแป้งเสร็จ ฉันก็เทหมึกสีดำลงตรงกลาง เป็การสื่อถึงการบดบังปกปิดสถานที่แห่งนี้"
"หลังจากนั้นก็หยิบเศษไม้จากภายในร้าน มาจัดวางตามแบบผังคร่าวๆ ไว้ใจกลางวง เพื่อเชื่อมโยงกับสถานที่และสิ่งที่อยู่ในร้าน พร้อมกับเริ่มร่ายคาถา..."
ชาร์ลส์เงียหูฟังอย่างตั้งใจ เขารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ พอได้ฟังถึงจุดสำคัญ แต่ก็ยังแบ่งสมาธิไปบังคับบังเหียนม้า
"ปกติเวลาฉันสวดคาถา จะเป็การขอยืมพลังจากทวยเทพในความเชื่อของฉันแทนการใช้พลังตนเอง นั่นเพราะฉันนับถือศาสนามุนด์คลาวิสน่ะ"
ชาร์ลส์มีสีหน้าแปลกใจ เขานึกว่าเซบาสเตียนจะนับถือศาสนาหลักอย่างฟาตูสเร็กซ์ซะอีก
"ในภาษาอาคม ฉันจะเรียกพระนามของพระองค์ด้วยฉายา แทนชื่ออันสูงส่งว่า ผู้ปกครองแห่งห่วงการคงอยู่อันเป็อนันต์ องค์ท่านผู้สถิตอยู่ทุกแห่งหน..."
"พอสวดคาถาเสร็จ ฉันก็ปาผงแป้งกลบลงไป เพื่อสื่อถึงการบดบังและไม่ชัดเจน นั่นเป็ขั้นตอนสุดท้ายของพิธี การปกปิดสถานที่ก็จะเสร็จสมบูรณ์"
ชาร์ลส์ผงกหัวช้าๆ ในใจเริ่มเข้าใจภาพรวมของพิธีกรรมเมื่อวานมากขึ้น
"อ้อ… เช่นนั้นคาถานั้นก็เหมือนการยืมพลังจากเทพมาใช้แทนพลังตัวเองสินะ" เขาพึมพำสรุปความ
"ประมาณนั้น แต่จริงๆ คาถาก็สามารถปรับเปลี่ยนให้ใช้พลังตนเองได้นะ ที่สำคัญจริง ๆ คือขั้นตอนพิธีกรรมต้องถูกต้อง" เซบาสเตียนอธิบายเสริม
"ที่ฉันเลือกขอพลังจากทวยเทพ ก็เพราะพิธีแบบนี้มันกินพลังมาก ฝืนใช้ของตัวเองคงเกิดอาการมะเร็งเวทย์กันพอดี เพราะฉันไม่ใช่ผู้ยกระดับตัวตน ไม่ได้มีพลังมากมายขนาดนั้นนี่นา"
"หา! เป็ผู้ยกระดับตัวตนแล้วจะมีพลังเวทมากกว่าปกติงั้นหรอ?" เขาถามรัวเร็ว
"แน่นอน!" เซบาสเตียนตอบพร้อมมองชาร์ลส์ที่กำลังขับรถม้าผู้ซึ่งเป็ผู้ยกระดับตัวตน
"เมื่อเป็ผู้ยกระดับตัวตนแล้ว ต่อให้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ พลังในร่างจะทำให้สามารถใช้มนตร์ได้ทุกคน แต่จะมีได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับประเภทของพลังและลำดับที่สูงขึ้นด้วย"
นี่เป็เื่ใหม่ที่ชายหนุ่มเพิ่งได้รู้ ทำให้รู้สึกเหมือนประตูแห่งความรู้ถูกเปิดเผยให้เขาได้ััมากขึ้นเรื่อย ๆ
"โลกเื้ันี้มีอะไรน่าค้นหาอีกมากมาย เธอค่อย ๆ เรียนรู้ไปเถอะ"
ชาร์ลส์ยิ้มกว้าง พลางพยักหน้ารับคำ
ขณะที่พวกเขาสนทนากัน เสียงกีบเท้าของม้าดังกระทบพื้น พาพวกเขาเข้าใกล้สุสานกลางเมืองมากขึ้นทุกที ยิ่งคุยกันไป ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของชายหนุ่ม เกี่ยวกับโลกเหนือธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ในโลกของคนธรรมดานี้เข้าไปทุกที แต่ก็ยังชั่งใจกับธรรมชาติแห่งความโหดร้าย และความอันตรายของมันไม่ตก
บทสนทนาของพวกเขาค่อย ๆ เลือนหายไปกับความมืด ขณะที่รถม้าแล่นเข้าสู่เขตสุสานอันปกคลุมด้วยหมอกบาง เงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง
ทั้งสองเดินลงจากรถอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันหน้าเข้าหาประตูแห่งแดนสงบสำหรับผู้ตาย สถานที่อันเป็ทางเข้าสู่ดินแดนที่ซ่อนอยู่ แดนลับแล
