ลี่หลินยืนมองต้นเหมยที่ผลิใบอ่อนรับฝน นางจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นต้นไม้ต้นนี้ ทั้งต้นล้วนเหี่ยวเฉา ใบแห้งร่วงหล่นใกล้ตาย ไม่คิดว่ามันจะกลับมาฟื้นคืนมีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ได้
สองเท้าเล็กก้าวเดินตามทางเดินที่คุ้นเคย ถึงแม้จะห่างหายไปนานหลายปี แต่ทุกอย่างยังคงถูกจัดวางเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน กระทั่งเครื่องเรือนด้านในก็ยังตั้งอยู่จุดเดิม สิ่งของทุกชิ้นไร้ไรฝุ่นจับ แสดงให้เห็นว่าพวกมันได้รับการดูแลอยู่เสมอ
หญิงสาวมองสิ่งของคุ้นตาโดยรอบ ก่อนจะมาร่างหนาที่นั่งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้อง จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงพามาที่นี่ แทนที่จะไปยังค่ายทหารตามกำหนดเดิม
"หวนนึกถึงความหลังอยู่หรือ"
"เป็ไปได้อย่างไรเ้าคะ ข้าเดินออกมาไกลแล้ว จะมีความหลังใดให้หวนนึกถึงได้อีก" ลี่หลินตอบไม่ใช่เพราะอยากเอาชนะ ถึงแม้จะถูกชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงแกมประชดประชัน แต่ที่นางตอบมันคือความจริงที่ต้องยอมรับ
ไม่มีสิ่งใดให้หวนคิดถึงแล้ว ในเมื่อพวกเราไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีก
หญิงสาวมิได้หลบดวงตาแข็งกร้าวที่มองมายังนาง กลับกันริมฝีปากบางยังคลี่รอยยิ้มรับ เมื่อเห็นเขาละสายตากลับ จึงเดินไปนั่งลงยังเก้าอี้ด้านข้าง รอว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป เพราะรู้ดีว่าต่อจากนี้ เมิ่งจื่อหานคงต้องหาเื่ทำให้นางได้เจ็บช้ำน้ำใจอีกเป็แน่
"ไม่เป็ไร ระหว่างอยู่ที่นี่ ข้าจะทบทวนความทรงจำให้เ้าเป็อย่างดี"
"อยู่ที่นี่ หมายความว่าอย่างไร"
"จิงชวน เ้ากลับไปบอกท่านแม่ ว่าข้าออกมาทำธุระกับพี่สะใภ้ คงไม่ได้กลับจวนหลายวัน หากมีเื่ด่วนให้ท่านตัดสินใจได้เลย" มุมปากหยักคลี่รอยยิ้มชอบใจ ที่เห็นหญิงสาวไม่สามารถทำตัวนิ่งเฉยต่อได้
"ขอรับ" จิงชวนรับคำสั่งพร้อมเดินออกมาทันที และยังรู้อีกว่าหลังจากนี้หากไม่มีเสียงเรียกหา เขาต้องห้ามปรากฏกายให้เ้านายเห็นเป็อันขาด ถ้ายังไม่อยากถูกพายุโทสะลูกใหญ่หล่นใส่ศีรษะ
จื่อหานไม่คิดตอบคำถามหญิงสาว ปล่อยให้นางกังวลใจต่อไป ส่วนตัวเขาลุกเดินเข้าไปยังห้องด้านในแทน
คราแรกเขาตั้งใจพาจางลี่หลินมาที่นี่เพราะอยากดูปฏิกิริยาของนาง หากได้เห็นว่าเรือนที่ครั้งหนึ่งเคยมีความทรงจำร่วมกัน ยังคงตั้งอยู่เหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน จะแสดงความรู้สึกออกมาเช่นไร หลังจากนั้นค่อยพานางกลับไปส่งที่จวนก่อนไปค่ายทหาร
แต่คำตอบของหญิงสาว ทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ
เขาไม่เชื่อว่านางจะลืมมันไปหมดแล้ว
หรือถ้านางลืมจริง ๆ เขาก็จะทำให้กลับมาจำมันได้ใหม่อีกครั้ง
หลังจากตั้งสติได้ ลี่หลินก็ไม่คิดเดินตามไปถามชายหนุ่มอีก เพราะนางรู้ดีว่าถึงตามต่อไป เขาก็ไม่มีทางยอมเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน
และคนที่มีงานรัดตัวแทบทุกวันอย่างเมิ่งจื่อหาน ถึงเขาอยากจะเหลวไหลมากแค่ไหน สุดท้ายก็มีเวลาว่างได้ไม่เกินสองวัน พอถึงเวลานั้น เขาก็ต้องพานางกลับจวนเมิ่งอยู่ดี
หญิงสาวดึงให้ใจกลับมาสงบ โดยการหันมองด้านนอกหน้าต่าง ที่ยังคงมีน้ำตกจำลองตั้งอยู่เหมือนเดิม เสียงน้ำเย็นไหลผ่านในตอนนี้ ทำให้ใจนางรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
ทว่าเมื่อมองท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำครึม ใจของนางก็ต้องอยู่ในความกังวลอีกครั้ง อีกไม่นานทั่วทุกพื้นที่คงเต็มไปด้วยเม็ดฝน นางได้แต่หวังว่าฝนตกครั้งนี้ เสียงฟ้าจะไม่แรงเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกาฟางกลัวจนขวัญเสียเอาได้
ทางด้านจื่อหาน เขาไม่ได้เดินหนีหายจากหญิงสาวไปไหน เขาย้อนกลับมาเฝ้ามองร่างบางที่ยืนทอดมองไปยังนอกหน้าต่างอีกที
ภาพหญิงสาวทำให้เขานึกย้อนไปเมื่อครั้งพานางมาที่นี่ครั้งแรก ตอนนั้นนางก็ยืนมองน้ำตกตรงจุดนี้อยู่นานเช่นกัน
'เรือนนี้เป็ของเ้าหรือ'
'ชอบไหม'
'ชอบสิ เป็เรือนที่ข้าใฝ่ฝันไว้เลย เรือนหลังเดี่ยวไม่ใหญ่มาก แต่มีครบทุกอย่าง มีลานกว้าง มีต้นไม้ใหญ่ มีห้องครัว แล้วยังมีน้ำตกจำลองอีกด้วย ถ้าได้นอนฟังเสียงน้ำไหลวนทั้งคืน คงรู้สึกดีไม่น้อย'
รอยยิ้มหวานบนใบหน้าสวย เสียงเจื่อยแจ้วที่กำลังพรรณนา พาให้หัวใจจื่อหานเต็มไปด้วยความสุขล้น
เขาคิดถูกแล้วจริง ๆ ที่สร้างเรือนนี้ขึ้นมาเพื่อนาง
'ถ้าชอบ....' จื่อหานจับมือเรียวให้หญิงสาวหันมาสนใจเขาแทนทุกอย่างในเรือน
'ก็อยู่ด้วยกันกับข้าที่นี่ตลอดไป....ดีไหม' หัวใจชายหนุ่มเต้นระส่ำระหว่างรอคำตอบ ใบหน้าสวยมองเขาด้วยความฉงน ก่อนจะค่อย ๆ คลี่รอยยิ้มกว้างให้เห็น
'ดีสิ อยู่ด้วยกันตลอดไป'
จางลี่หลิน เ้ารับปากข้าแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดกัน
เพราะเหตุใด......
แววตารักใคร่ของจื่อหานเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ เขาอยากเดินเข้าไปกระชากร่างบางแล้วะโถามนางสุดเสียง แต่สุดท้ายก็ได้แต่กำฝ่ามือทั้งสองแน่นด้วยความอดกลั้น ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไป
ลี่หลินเห็นในห้องครัวเล็กมีวัตถุดิบทำอาหารวางอยู่ คงเป็จิงชวนที่จัดการซื้อเอามาไว้ให้ แต่ตอนนี้ในเรือนไม่มีสาวใช้ แม้แต่ซินอี๋ก็ไม่ได้ติดตามนางมา
และตอนนี้ก็ใกล้เวลาอาหารมื้อเย็นแล้ว หากเมิ่งจื่นหานทานอาหารไม่ตรงเวลา ก็จะพาลให้ปวดท้องเอาได้ ทางเดียวนางคงต้องเป็คนลงมือทำอาหารเอง
เื่ทำอาหารไม่ใช่เื่ยากสำหรับหญิงสาว แต่ที่ยากคงจะเป็การจุดไฟ
ทว่าระหว่างที่นางกำลังลังเลว่าจะทำอย่างไร ท่อนไม้ในมือก็ถูกร่างสูงที่ยืนซ้อนทับจากทางด้านหลังดึงแย่งเอาไป ก่อนจะดันให้นางหลีกทาง ยืนมองเขาจุดไฟในเตาแทน
ในเมื่อมีคนจุดไฟให้แล้ว ลี่หลินจึงหันกลับไปสนใจวัตถุดิบที่อยู่ตรงหน้า จากสิ่งของที่จิงชวนซื้อมา นางคงทำได้อย่างเดียวคือเกี้ยวห่อใส้หมู ส่วนน้ำแกงก็ใส่น้ำมันพริกง่าย ๆ ไปก่อน แต่นางยังไม่ทันลงมือ กระทะที่แขวนไว้ก็ถูกฝ่ามือใหญ่ชิงคว้าไปก่อนอีกครั้ง
ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ แม้สีหน้าชายหนุ่มจะดูไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่การกระทำกลับสวนทาง เขาลงมือทำทุกอย่างเองหมด เหลือเพียงการห่อเกี้ยวเท่านั้น ที่ยังคงให้นางเป็คนทำ
ลี่หลินยืนมองแผ่นหลังที่คุ้นเคย ั์ตาแฝงไปด้วยความเ็ปและโหยหา แต่ในเมื่อเวลาไม่อาจย้อนกลับคืนได้ นางก็ต้องยอมรับความจริงและเดินหน้าต่อไป
หญิงสาวดึงสายตากลับมาอยู่กับแป้งเกี้ยวตรงหน้า ปล่อยให้เวลาดำเดินต่อไปตามทิศทางของมัน สุดท้ายการทำอาหารโดยที่ไม่มีใครปริปากพูดก็จบลง พร้อมเกี้ยวหมูน้ำมันพริกบนโต๊ะสองชาม
"เราจะกลับกันเมื่อไหร่" ในที่สุดลี่หลินก็เป็ฝ่ายยอมแพ้ เปิดปากถามชายหนุ่มก่อน
"ทำไม จะอยู่ที่นี่หรืออยู่ที่จวนเมิ่งก็ไม่ต่างกัน ผลสุดท้ายเ้าก็ต้องอยู่กับข้าอยู่ดี"
"ไม่เหมือน ป่านนี้ฟางเอ๋อร์คงกำลังรอข้ากลับไปอยู่"
"เด็กคนนั้นโตแล้ว เ้าไม่ต้องใส่ใจให้มากนัก" แค่เพียงหญิงสาวเอ่ยถึงบุตรชาย อารมณ์จื่อหานก็คุกรุ่นขึ้นมา ยิ่งนึกถึงแววตาเด็กคนนั้นยามได้พบเขา ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ชอบใจ
หากไม่ติดว่าอย่างไรก็เป็เืเนื้อเชื้อไขของพี่ชาย ป่านนี้เขาคงจับส่งไปอยู่นอกเมืองนานแล้ว
"อายุแค่หกปีเท่านั้น จะบอกว่าโตได้อย่างไร ท่านก็ใจดีกับฟางเอ๋อร์หน่อยเถิดเ้าค่ะ การถูกสั่งแยกออกจากข้า ก็ทำให้เขาเสียใจมากพอแล้ว" ไม่รู้ว่าเป็ครั้งที่เท่าไหร่ ที่ลี่หลินขอร้องให้เมิ่งจื่อหานทำดีต่อเกาฟาง
เขาจะทำร้ายจิตใจนางอย่างไรนางไม่เคยว่า ขอแค่เพียงอย่าไปลงกับบุตรชาย เกาฟางยังเป็เด็กไร้เดียงสา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับนางสักเพียงนิด
และที่สำคัญ นางไม่อยากให้สายสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง เดินอยู่บนความเกลียดชัง
"ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า คืนนี้เ้าจะทำให้ข้าพอใจได้มากเพียงใด"
"....."
