ณ สถานที่ประมูลภายในหอเมฆาลี้ลับ
ปรมาจารย์และอัจฉริยะที่ไม่ได้ปรากฏตัวบนลานประมูลต่างเฝ้าจับตามอง สังเกตการณ์สถานการณ์ของผู้มีวาสนาทั้งสี่สิบสองอย่างใกล้ชิด
เมื่อห่วงเหล็กเปล่งประกายเจิดจรัส หัวใจของทุกคนก็พลันเต้นรัว
“ใครกันที่ไขว่คว้าหนทางลี้ลับนี้ไว้ได้?”
เสียงซุบซิบดังระงม ผู้คนต่างพากันครุ่นคิด ใครกันหนอที่เป็ผู้ปลดปล่อยพลังอำนาจอันลี้ลับจากห่วงเหล็ก? เหตุการณ์เกิดขึ้นฉับพลัน ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก เหล่าผู้มีวาสนาทั้งสี่สิบสองต่างพยายามสื่อสารกับห่วงเหล็ก หาคำตอบว่าอะไรกันแน่ที่เป็ต้นเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดนี้
เมื่อพินิจอย่างผิวเผิน เหล่าปรมาจารย์ทั้งหลายล้วนเปล่งประกายด้วยกลิ่นอายพลังปราณ พลังทั้งหมดถูกถ่ายเทลงสู่ห่วงเหล็ก สร้างความสับสนให้แก่ผู้เฝ้ามอง ยากจะหยั่งรู้ว่าใครกันแน่เป็ผู้ก่อเหตุการณ์อันน่าทึ่งเมื่อครู่
ห่วงเหล็กนี้ช่างลึกลับนัก สามารถดูดซับพลังจากหลายสายพร้อมกัน ทว่าเหล่าปรมาจารย์ผู้หลั่งพลังเข้าไป กลับไม่สามารถรับรู้อิทธิพลจากผู้อื่นที่กระทำต่อห่วงเหล็กได้เลย
เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็ดั่งกำแพงข้อมูลอันยากจะล่วงล้ำ แม้กระทั่งผู้ทรงพลังอย่างเทพ์เทียนหวาและเทพดาราเทียนโต้วยังยากที่จะคาดเดาได้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เื้ัการเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวงของห่วงเหล็ก
แสงสว่างเจิดจ้าพวยพุ่งออกมาจากห่วงเหล็ก เสียงหึ่งๆ จากการสั่นะเืก้องกังวานไปทั่วบริเวณ อานุภาพลึกลับย้ำเตือนถึงความลี้ลับอันยิ่งใหญ่ เหล่าผู้มีบุญวาสนาใจเต้นระรัว ต่างจินตนาการว่าตนเองคือผู้ปลดปล่อยพลังนี้
ด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น ทุกคนจึงยิ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจ สื่อสารกับห่วงเหล็ก ถ่ายเทพลังเข้าสู่ห่วงอย่างไม่หยุดยั้ง
เพียงหนิงเทียนและหลิ่วิเยวี่ยลองครั้งแรกก็ทำให้ห่วงเหล็กเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวง เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งสองตระหนักว่าแนวทางและวิธีการที่พวกเขากำลังใช้ล้วนถูกต้อง
ต่อจากนี้ หนทางสู่การไขกุญแจดอกนี้จะราบรื่นหรือขรุขระ เต็มไปด้วยอุปสรรคมากน้อยเพียงใด ล้วนเป็สิ่งที่ทั้งสองต่างกังวลใจ
“ชั้นนอกของห่วงเหล็กเป็แผ่นบางหนาแผ่นเดียว ชั้นที่สองมีเก้าแผ่น ชั้นที่สามมีแปดสิบเอ็ดแผ่น ชั้นที่สี่มีเจ็ดร้อยยี่สิบเก้าแผ่น ชั้นที่ห้า ชั้นที่หกล้วนมีโครงสร้างเช่นเดียวกับการฝึกพลังตามเลขเก้าหลัก แต่ที่แตกต่างคือจำนวนลวดลายจารึกบนแผ่นบางแต่ละแผ่นนั้นตรงกันข้ามกับโครงสร้าง กล่าวคือ แผ่นบางที่อยู่ด้านในจะมีจำนวนลวดลายทางจิติญญาน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่แผ่นบางหนาแผ่นเดียวที่อยู่ด้านนอกกลับมีจำนวนลวดลายทางจิติญญาสลักไว้มากมายจนน่าใ”
หนิงเทียนกำลังหารือเกี่ยวกับโครงสร้างของโซ่ตรึงสรรพสิ่งกับหลิ่วิเยวี่ยภายใต้ห้วงความจิต และได้ถ่ายทอดข้อมูลทั้งหมดที่ตนทราบออกมา
หลิ่วิเยวี่ยกล่าวว่า “จากข้อมูลที่เรามีอยู่ ณ ขณะนี้ โครงสร้างของห่วงเหล็กนั้นเริ่มต้นจากหนึ่งแบ่งเป็เก้า เก้าแบ่งเป็แปดสิบเอ็ด แปดสิบเอ็ดแบ่งเป็เจ็ดร้อยยี่สิบเก้า สืบต่อไปเรื่อยๆ จำนวนแผ่นบางจะเพิ่มขึ้นทีละชั้น สอดคล้องกับโครงสร้างเลขเก้าหลัก ส่วนจำนวนลวดลายจารึกบนแผ่นบางนั้น จากในสู่นอกเป็เช่นเดียวกันคือหนึ่งแยกเป็เก้า เก้าแยกเป็เก้าสิบ เก้าสิบแยกเป็เก้าร้อยเก้า เรียงลำดับต่อไปอย่างนี้ นี่เป็การประยุกต์ใช้เลขเก้าหลักทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โครงสร้างซับซ้อนมาก เกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมหาศาล ผู้ที่มีการบ่มเพาะไม่เพียงพออาจสูญเสียพลังจิตได้ง่าย ต้องระมัดระวังให้จงดี”
หนิงเทียนพยักหน้ารับ “ความคิดของเ้าช่างสอดคล้องกับข้าเสียจริง ใน่แรกเรายังพอจะรับมือไหว แต่หากยืดเยื้อต่อไป ด้วยระดับพลังปราณของเราในปัจจุบันย่อมยากที่จะต้านทานต่อไปได้ ข้ามีิญญาอยู่บ้าง คงพอใช้ประตูิญญาแปลงเป็พลังจิต เพื่อชดเชยการสูญเสียพลังจิตได้ แต่ว่าจะเพียงพอจนจบหรือไม่ข้าก็ไม่แน่ใจ อีกประการหนึ่ง เรายังไม่ทราบแน่ชัดถึงพลังที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายในห่วงเหล็กนี้ จึงจำเป็ต้องพิจารณาถึงเื่นี้ด้วย”
หลิ่วิเยวี่ยใช้ทักษะเก้าเนตร์ของหนิงเทียนส่องดู พบว่าบนแผ่นบางชั้นนอกสุดของห่วงเหล็กมีลวดลายจิติญญาเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เปล่งประกาย และบนแผ่นบางเก้าชั้นของชั้นที่สอง สัดส่วนของลวดลายจิติญญาที่เปล่งประกายนั้นสูงขึ้นเล็กน้อย
บนแผ่นบางแปดสิบเอ็ดแผ่นในชั้นที่สาม สัดส่วนของลายจิติญญาที่เปล่งแสงนั้นสูงขึ้นอีก
“โซ่ตรึงสรรพสิ่งช่างซับซ้อนยิ่งนัก ยิ่งอยู่ด้านในจำนวนแผ่นบางก็ยิ่งมาก แต่จำนวนลายทางจิติญญาบนแผ่นบางแต่ละแผ่นก็ยิ่งน้อยลง ตามหลักแล้ว เราควรเริ่มจากด้านในไปด้านนอก แต่จำนวนแผ่นบางที่เกี่ยวข้องนั้นมากมายมหาศาล คงจะปวดหัวจนะเิ”
หนิงเทียนขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “นี่คือจุดที่ยากที่สุดของโซ่ตรึงสรรพสิ่ง แม้เราจะรู้วิธีแก้ แต่ก็รู้สึกไร้หนทาง”
หลิ่วิเยวี่ยกล่าวว่า “เ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่าลายเส้นส่วนใหญ่เป็สีเทา? มีเพียงลายเส้นบางส่วนเท่านั้นที่เปล่งแสง และจำนวนลายเส้นที่เปล่งแสงก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ”
หนิงเทียนครุ่นคิด “โซ่ตรึงสรรพสิ่งช่างลึกลับนัก ลวดลายวิเศษที่เปล่งประกายล้วนแฝงพลังอันยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง แหล่งที่มาของพลังเหล่านี้มีโอกาสสูงมากว่าจะมาจากเหล่าปรมาจารย์บนลานประมูล พวกเขาน่าจะใช้วิธีการสื่อสารและหลอมรวม และทำการป้อนพลังอย่างต่อเนื่อง หวังว่าจะได้รับการยอมรับและในที่สุดก็ควบคุมมันได้”
“ข้าคิดอยู่ว่า หากลวดลายจิติญญาภายในโซ่ตรึงสรรพสิ่งล้วนเปล่งประกายแสง นั่นจะเป็การปลุกพลังแฝงภายในหรือไม่? แล้วเราจะอธิบายความแตกต่างระหว่างลวดลายจิติญญาที่เปล่งแสง กับลวดลายจิติญญาสีเทาหมองอย่างถูกต้องได้อย่างไร?”
หนิงเทียนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “จากแนวทางการไขปริศนาของพวกเรา ลวดลายจิติญญาสีเทาเ่าั้อยู่ในสภาวะสงบนิ่ง เปรียบเสมือนกุญแจที่ยังไม่มีผู้ใดแตะต้อง ส่วนลวดลายจิติญญาที่เปล่งประกาย เปรียบเสมือนกุญแจที่ปิดตาย ถูกผลักดันด้วยพลังภายนอกจนปิดแน่นและเกิดเป็สถานะที่ตื่นตัว หากโซ่ตรึงสรรพสิ่ง ้ากักขังสรรพสิ่งไว้ มันจำเป็ต้องมีพลังที่เพียงพอ ดังนั้นการปิดของมันจึงเป็กระบวนการที่ต้องดูดซับพลัง ส่วนการปลดย่อมปลดปล่อยพลังออกมา การเปิดปิดเปรียบเสมือนการไหลเวียนของพลังเข้าออก สอดคล้องกับวิถีแห่ง์”
“เ้าพูดมีเหตุผล! โซ่ตรึงสรรพสิ่งนั้นเปรียบเสมือนกุญแจใหญ่ที่ประกอบไปด้วยกุญแจเล็กนับไม่ถ้วน หากเรา้าจะไขกุญแจนี้ จำเป็ต้องไขกุญแจเล็กเ่าั้ทั้งหมดเพื่อปลดปล่อยพลังที่ถูกกักขังไว้ ในแง่นี้วิธีการผสานรวมสื่อสารที่เหล่าปรมาจารย์ใช้ กลับกลายเป็อุปสรรคต่อเรา พลังที่พวกเขาทุ่มเทเข้ามา เปรียบเสมือนการกดข่มเราโดยปริยาย ก่อเกิดแรงกดดันต่อพวกเรา”
หลิ่วิเยวี่ยย่นคิ้ว รู้สึกราวกับว่าตนเองและหนิงเทียนกำลังต่อต้านเหล่าปรมาจารย์และอัจฉริยะทั้งสี่สิบคนอยู่
หนิงเทียนเอ่ยขึ้น “สถานการณ์เป็เช่นที่เ้าพูด แต่เราสามารถอาศัยพลังเหล่านี้เพื่อยกระดับขีดจำกัดการบ่มเพาะ เพียงแต่กลัวว่าพลังเหล่านี้จะทำให้เราพังทลาย”
ปรมาจารย์สิบแปดคนและอัจฉริยะอีกยี่สิบสองคนในขอบเขตเปลี่ยนผ่าน หากพวกเขาร่วมมือกันทุ่มเทพลังทั้งหมด โอกาสที่หนิงเทียนและหลิ่วิเยวี่ยจะต้านทานไว้ได้นั้นแทบไม่มี
“ตอนนี้เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลองเสี่ยงดู”
เื่นี้มีเพียงสองทางเลือก หนึ่งคือยอมแพ้ สองคือลุยต่อไปอย่างสุดชีวิต
หนิงเทียนเอ่ย “มาเถิด เรามาผสานพลังกัน เ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นแรกของขอบเขตเปลี่ยนผ่าน จำเป็ต้องรวบรวมพลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสูญเสียพลังมหาศาล”
หลิ่วิเยวี่ยกล่าวว่า “เ้าเป็ภาชนะรองรับ พลังนั้นจะส่งผลต่อเ้าก่อน ดังนั้น เ้าต้องแข็งแกร่งพอ พัฒนาขอบเขตของเ้าก่อนเถิด”
หนิงเทียนรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาสามารถรับรู้ถึงความปรารถนาดีของหลิ่วิเยวี่ยที่มีต่อเขาได้อย่างชัดเจน
“เรามาทำมันด้วยกันเถิด!”
หนิงเทียนปลุกเร้าเืนักสู้ ยุทธศาสตร์ครอง์หมุนเวียนอย่างบ้าคลั่ง ทั่วทั้งร่างพลุ่งพล่านด้วยพลังอันน่าพรั่นพรึง พลังภายในหลั่งไหลเข้าสู่โซ่ตรึงสรรพสิ่งดั่งสายน้ำเชี่ยว มุ่งตรงเข้าปะทะดั่งคมกระบี่พุ่งทะยานเข้าปะทะศัตรูอย่างเฉียบคม
ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างมุ่งเน้นไปที่การหลอมรวมพลัง หนิงเทียนกลับเลือกวิธีการปลดตรวน เขาใช้เลขเก้าหลักเป็แนวทาง ควบคุมพลังอย่างประณีตและเป็ระบบ
หนิงเทียนไม่รีบร้อน เขาปฏิบัติตามวิธีการถอดรหัสอย่างเคร่งครัด ทุกครั้งที่เขาปลดตรวจลวดลายจิติญญา มักมีเสียงคลิกดังขึ้นราวกับมีกุญแจถูกไข
ทันใดนั้น พลังอันยิ่งใหญ่ก็หลั่งไหลออกมาจากกุญแจที่ถูกปลดปล่อย เข้าสู่เส้นลมปราณของหนิงเทียน
หนิงเทียนแบ่งพลังนั้นออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งใช้เสริมสร้างร่างกายของเขาเอง อีกส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านเข้าสู่ร่างของหลิ่วิเยวี่ย
ห่วงเหล็กสั่นะเืและเปล่งประกาย แสงสว่างเจิดจ้าดั่งสุริยันที่ลุกโชน พลังอันน่าสะพรึงกลัวถูกปลดปล่อยออกมา
ฉากนี้ดึงดูดสายตาของทุกคน จอมปราชญ์อวิ๋นจิ้งใช้เนตรวิเศษเพ่งมองภายในห่วงเหล็กอย่างตั้งใจ ทว่ากลับไม่สามารถมองผ่านเข้าไปได้
อวิ๋นชางเหยี่ย เป่ยฮวาเทียนหยุน หลงยวน ซูอวิ๋น และอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ต่างก็งัดวิชาชั้นสูงออกมาประชัน เพื่อดึงดูดความสนใจจากห่วงเหล็ก หวังได้รับการยอมรับจากมัน
ปรมาจารย์บางคนพบว่ามันแปลกที่ห่วงเหล็กดูเหมือนจะตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็พิเศษเลย
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสี่สิบสองผู้มีวาสนาบนลานประมูลต่างพยายามใช้วิธีการต่างๆ พลังปราณพลุ่งพล่าน รัศมีเรืองรอง ดูแล้วไม่ต่างกันนัก
ส่วนเหล่าผู้ชมที่อยู่ด้านล่าง ต่างจ้องมองด้วยสายตาเป็ประกาย เต็มไปด้วยความคาดหวัง และคาดเดาไปต่างๆ นานา
เสียงสั่นะเือย่างต่อเนื่องของห่วงเหล็กเกิดจากการที่หนิงเทียนใช้พลังภายในปลดกลไก ยามลวดลายจิติญญาแต่ละขีดถูกปลดปล่อย เสียงคลิกมักดังตามมาอย่างไพเราะจับใจ สิ่งนี้เป็ดั่งบทเพลง์สำหรับหนิงเทียนและหลิ่วิเยวี่ย
พลังอันยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ภายในห่วงเหล็กไหล่บ่าเข้าสู่ร่างกายของทั้งคู่ กระตุ้นให้พลังปราณของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
การไขกลอนนั้น นอกจากจะต้องอาศัยวิธีการและทักษะแล้ว ยังต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานจิตจำนวนมหาศาล
หนิงเทียนเริ่มรวบรวมกระแสวังวนพลังในเส้นลมปราณที่เจ็ด ลมกรดหมุนวนปรากฏขึ้นรอบตัวเขา ก่อให้เกิดปรากฏการณ์พิเศษดึงดูดสายตาของเยี่ยหลิงหลาน
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนบนร่างของหลิ่วิเยวี่ย แหวนผนึกนภาปรากฏขึ้น เก้าดาวล้อมสุริยาโคจรรอบตัวนาง ซึ่งดึงดูดความสนใจของเทพธิดาเหยากวง
ในตอนแรก เื่นี้ไม่ได้ถือว่าเป็อะไรมาก เพราะเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ก็มีสภาพคล้ายคลึงกัน
แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เมื่อหนิงเทียนก้าวเข้าสู่ขั้นเจ็ดของขอบเขตผนึกดารา และหอคอยพลังแห่งที่เจ็ดในร่างกายของเขาได้ก่อตัวขึ้น ทั้งหอเมฆาลี้ลับก็สั่นะเืจนทุกคนรู้สึกได้ถึงพลังนั้น
นี่ถือเป็ปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ เพราะคนอื่นๆ ล้วนรู้สึกว่าห่วงเหล็กนั้นเหมือนหลุมดำไม่มีก้นบึ้ง ไม่ว่าจะสูญเสียพลังไปมากเพียงใดก็เติมไม่เต็ม เหล่าอัจฉริยะผู้เปี่ยมไปด้วยพร์ในขอบเขตเปลี่ยนผ่านหลายคนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
แต่หนิงเทียนกลับยกระดับขอบเขตในเวลานี้ ทำให้เกิดการคาดเดาต่างๆ มากมาย
“หรือเด็กหนุ่มจื๋อซิวผู้นั้นจะได้รับการยอมรับจากห่วงเหล็กแล้ว?”
“เื่นี้ช่างประหลาดนัก ยังไม่สามารถบอกได้ในยามนี้”
“หากถูกเ้าหนุ่มหนิงเทียนฉวยโอกาสไปจริง ข้าเดาว่าเหล่าปรมาจารย์คงโกรธจนแทบคลั่ง”
เยี่ยหลิงหลานเผยรอยยิ้มบาง นางมีความรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงของกุญแจโซ่ตรึงสรรพสิ่งนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากฝีมือของหนิงเทียน
เทพธิดาเหยากวงเฝ้าดูสถานการณ์ของหลิ่วิเยวี่ย ไม่นานหลังจากหนิงเทียนก้าวเข้าสู่ขั้นเจ็ดของขอบเขตผนึกดารา หลิ่วิเยวี่ยกลับกระตุ้นให้เกิดทัณฑ์์ เริ่มต้นบุกเข้าสู่ขั้นสองของขอบเขตเปลี่ยนผ่าน
เื่นี้ได้สร้างความสนใจอีกครั้ง เพราะว่าหลิ่วิเยวี่ยและหนิงเทียนจับมือกันแน่น ทั้งสองคนเลื่อนขั้นติดต่อกัน แม้แต่คนโง่ก็ยังมองออกว่าสถานการณ์นี้ย่อมมีอะไรผิดปกติ
ทัณฑ์์อันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมเหนือหอเมฆาลี้ลับ ฟ้าผ่าฟาดลงมาจากท้องฟ้า พันรอบร่างของหลิ่วิเยวี่ยและหนิงเทียน ทั้งสองคนเผชิญกับการโจมตีจาก์ไปด้วยกัน!
สถานการณ์สำหรับพวกเขาทั้งสองช่างเลวร้ายยิ่งนัก ทว่าหนิงเทียนและหลิ่วิเยวี่ยกลับมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัว พวกเขาทั้งฝ่าฟันเคราะห์กรรมอันร้ายแรงนี้ไปพร้อมกับการไขกุญแจปลดโซ่ตรวนของห่วงเหล็กอย่างต่อเนื่อง เพราะรู้ดีว่าไม่อาจหยุดยั้งได้
เยี่ยหลิงหลานและเทพธิดาเหยากวต่างลุกขึ้นยืน พลังอันยิ่งใหญ่ แผ่ขยายไปทั่วทั้งหอเมฆาลี้ลับ สร้างเกราะป้องกันภัยให้กับชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นี้
เมื่อซูอวิ๋นเห็นพิบัติ์ที่เกิดขึ้น นางกลับรู้สึกโกรธแค้นถึงขั้นกัดฟัน ในใจภาวนาให้สายฟ้าฟาดฟันคู่รักคู่นี้ให้แหลกสลาย
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นชางเหยี่ยและเป่ยหวาเทียนอวิ๋นต่างมีสีหน้าหม่นหมอง รู้สึกไม่พอใจอย่างสุดซึ้ง ที่งานประมูลครั้งนี้หนิงเทียนกลายเป็ผู้เฉิดฉายและแย่งชิงความสนใจไปจากทุกคน
