ผ้าไหมหูเตี๋ยซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว
สีของมันขาวนวลราวกับแสงจันทร์
ััของผ้าไหมก็ช่างเรียบลื่น
ดอกไม้ดอกงาม
เมื่อวางไว้ตรงนั้นก็ยิ่งทำให้ผ้าหูเตี๋ยยิ่งดูมีราคา
แต่ความจริงมันก็เป็ผ้าที่มีราคาจริงๆ
เพียงแค่จะซ่อมชายอาภรณ์ของชุดนี้ ยังต้องใช้แรงงานเสียตั้งหลายคน
อีกทั้งแรงงานเ่าั้ก็ล้วนต้องเป็ผู้เชี่ยวชาญ
เพราะคนทั่วไปอาจจะทำได้ไม่ดี
ผ้าไหมหูเตี๋ยเป็ของหายาก ทั้งยังต้องหาสีที่ใกล้เคียงกับผืนเดิม
ทว่าหยินหัวเมื่อเห็นชุดผ้าไหมหูเตี๋ยที่ซ่อมเสร็จแล้วของตน ก็ไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก
ด้วยเพราะเขาเพิ่งจะกลับมาถึงแคว้นซีอย่างยากลำบาก ยามนี้ยังต้องเดินทางกลับแคว้นเชินอีก
ก่อนหน้านี้เขายังปฏิญาณไว้ว่า ต่อไปจะไม่มีทางพาเ้าหลานสุนัขคนนี้เดินทางไปไหนกับตนอีก เ้าเด็กนี่เอาแต่ก่อกวนเขาจนแทบจะเป็บ้า
ทว่าครานี้เขากลับต้องออกเดินทางกับเ้าเด็กนั่นอีกครั้ง
ด้วยเพราะพี่ชายอยู่ดีๆ ก็จะส่งหยินสงเข้าเรียนในสำนักเชิน
พี่ใหญ่แม้จะดีกับเขายิ่ง แต่ก็เข้มงวดมากเช่นกัน เื่ใดที่พี่ใหญ่ตัดสินใจแล้วย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้นเขาจึงได้แต่ทำตัวเป็แม่นม ส่งหยินสงไปเข้าเรียนในสำนักเชิน
คราวนี้ไม่ได้เดินทางอ้อมไปอ้อมมาเช่นคราวที่แล้วที่ต้องเดินทางผ่านทางเรือไปยังทุ่งหญ้ารกร้างในพื้นที่ห่างไกลก่อน
คราวนี้ค่อนข้างจะเร่งรีบ จึงได้นั่งรถม้าตรงดิ่งไปแคว้นเชินทันที
ทว่ายามที่หยินหัวขึ้นมาบนรถม้าแล้ว ก็เห็นว่าเ้าหลานชายคนนั้นถูกมัดเสียจนดูคล้ายกับดักแด้ตัวหนึ่ง เห็นเช่นนั้นแล้วเขาก็ไม่รู้จะเอ่ยอันใดเลยจริงๆ
“ที่ให้เ้าเข้าเรียนก็ล้วนทำดีต่อเ้าทั้งนั้น พี่ใหญ่ของเ้าตอนอายุเท่าเ้าก็รับผิดชอบตัวเองได้แล้ว ส่วนเ้ายังเอาแต่เซ่อๆ ซ่าๆ ไม่รู้อะไรสักอย่าง” เมื่อรถม้าเดินทางออกมาจากจิ่นโจวได้พักใหญ่แล้ว หยินหัวจึงค่อยปลดเชือกที่มัดหลานชายออก
“ข้าไม่ใช่พี่ใหญ่ ปณิธานของข้าไม่ใช่แบบนั้น แล้วข้าจะไปแข่งกับพี่ใหญ่ทำไม” หยินสงแม้จะโกรธจนควันแทบออกหู แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรอีก การขัดขืนไปตลอดทางนั้นเหนื่อยเกินไป
เมื่อหยินหัวเห็นหลานชายเป็เช่นนี้ก็หมดคำพูด พี่ใหญ่หยินเสียงของหยินสงเป็บุตรของอนุ ทว่ากลับโดดเด่นไปเสียทุกด้าน ไม่ว่าจะทำการค้า คุมคนไปรับของ เขาล้วนแต่เชี่ยวชาญ หากเป็อย่างนี้ต่อไป ใครจะได้เป็ผู้นำตระกูลหยินก็ยังไม่แน่ชัด
ก็ไม่น่าแปลกใจที่พี่สะใภ้จะร้อนใจจนต้องส่งเ้าหลานจอมแสบของเขาไปศึกษาที่สำนักเชิน
ยามอยู่ในจวนหยินเสียงเอาแต่โอ๋หยินสง สุดท้ายก็กลายเป็ว่าเด็กชายถูกตามใจจนเคยตัว กลายเป็คนเชื่อคนง่าย ไม่เคยจะเคลือบแคลงใจกับใคร
“ถึงอย่างไรก็ออกมาจากจิ่นโจวแล้ว เ้าอยากจะกลับก็กลับไม่ได้แล้ว เ้าอยู่ในสำนักเชิน อย่างน้อยก็ยังได้อยู่ในแคว้นเชิน ไม่แน่ว่าเ้าอาจจะได้พบกับเฉินโย่วที่เ้าพูดถึงอยู่ทุกวี่ทุกวันก็ได้”
หยินสงเอนหลังพิงรถม้าแล้วกลอกตา เื่นี้ก็ว่าไปก็จริงอยู่ เมื่อเขาไปถึงแคว้นเชินแล้วก็ถือโอกาสหนีไปยังทุ่งหญ้าห่างไกลเสียเลย เช่นนี้ก็สะดวกกว่ามากนัก เส้นทางก็ย่อมต้องราบรื่นเช่นกัน
ทว่าหยินหัวนั้นเป็ใคร เ้าเด็กนี่เพียงกระดกก้นเช่นนี้ เขาก็รู้แล้วว่าหลานชายต้องกำลังคิดอะไรอยู่เป็แน่ ดังนั้นตลอดเส้นทางจะต้องจับตาไว้ให้ดี อย่าให้เ้าเด็กนี่สบโอกาสเด็ดขาด
เขาเตรียมพร้อมสำหรับส่งเ้าหลานคนนี้ไปที่สำนักเชินแล้ว จากนั้นก็จับมัดแล้วไปโยนเข้าสำนักเชินเสียก็สิ้นเื่ ได้ยินมาว่าสำนักเชินเข้มงวดนัก ปกติย่อมไม่มีทางหนีออกมาได้
เมื่อส่งเ้าเด็กนี่เข้าสำนักเชินแล้ว ก็เท่ากับว่าภารกิจของเขาลุล่วงแล้ว
หยินสงที่เอาแต่หาวิธีจะหนีไปอยู่ตลอดทาง มีครั้งหนึ่งที่เกือบจะสำเร็จแล้ว ความจริงก็ไม่นับว่าสำเร็จเท่าใด เพียงแค่เกือบจะถูกจับตัวไปขายที่เรือนหนานเฟิงเพราะหน้าตาที่แสนจะโดดเด่นของเขา
เคราะห์ดีที่บ่าวของตระกูลหยินออกตามหาจนช่วยเขาไว้ได้ทัน
ต่อมาเขาจึงสงบเสงี่ยมไปตลอดทาง
“ไม่ต้องกังวลใจไป อย่างไรเสียเ้าก็อยู่ในสำนักเชิน ที่นั่นปลอดภัย อีกทั้งท่านพ่อของเ้าก็อยากให้ข้าช่วยฝึกฝนเ้าเสียหน่อย ต่อไปข้าก็น่าจะพำนักอยู่ในแคว้นเชิน ดังนั้นหากมีเื่อะไรเ้าก็มาหาอาได้ตลอด”
หยินหัวโน้มน้าวอยู่เสียนานสองนาน เ้าเด็กนี่ก็ทำเพียงก้มหน้างุด
เขาเพิ่งจะพบว่าเ้าเด็กนี่แท้จริงแล้วกำลังร้องไห้
ใบหน้าก้มต่ำนั้นมีน้ำตาหยดเผาะๆ ทำเอาขนมที่วางอยู่ตรงหน้าชุ่มด้วยน้ำตา
ทำให้เขารู้สึกละอายขึ้นมา
ความจริงแล้วเขาให้บ่าวรับใช้ตามติดเด็กชายอยู่ตลอด ด้วยเพราะเ้าเด็กนี่คิดแต่จะหนี ดังนั้นเขาจึงอยากให้เ้าหลานชายได้รับความทุกข์ใจเสียบ้าง ยามที่เห็นว่าหลานชายถูกจับตัว เขาจึงไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยทันที รอจนเ้าเด็กนี่ดูทุกข์ร้อนขึ้นมาจึงได้ลงมือช่วย
“เ้าไม่ได้บอกว่าลูกผู้ชายหลั่งเืไม่หลั่งน้ำตารึ แล้วนี่มาร้องไห้อะไรกัน เ้าก็ยังไม่ได้เป็อะไรนี่” หยินหัวเอาไม้อ่อนเข้าสู้
เด็กชายพลันเอ็ดตะโร เขาะโโหวกเหวกจึงต้องใช้เชือกมัดตัวเขาทันที
เ้าเด็กชายโวยวาย ร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง ทำให้เขาไม่รู้จะทำเช่นไร
เขายื่นมือไปโอบเด็กชายเหมือนกำลังกอดเด็กเล็กคนหนึ่ง เ้าเด็กนี่ช่างงอแงไร้เหตุผลนัก
เมื่อหยินสงร้องไห้จนพอแล้วก็เงยหน้าขึ้นกล่าวพร้อมน้ำตาที่ยังนองหน้า “ท่านอารอง ข้าถามพวกเขาว่าเคยเห็นเด็กหญิงที่มีผมชี้ๆ บนศีรษะหรือไม่ ด้วยเพราะเื่นี้ข้าจึงได้ตามพวกเขาไป ท่านว่าเฉินโย่วจะถูกพวกเขาจับตัวไปหรือไม่ ท่านอา หากข้าถูกพวกเขาจับไป ป่านนี้ก็คงจะช่วยเฉินโย่วได้แล้ว ท่านอาเหตุใดท่านจึงไม่มาช่วยข้าให้ช้ากว่านี้อีกสักหน่อย ก็เห็นอยู่ว่าข้าเกือบจะถึงอยู่แล้วเชียว”
หยินส่งร้องไห้ไปพร้อมกับละล่ำละลักกล่าวกับท่านอารองของตน
หยินหัวได้แต่นิ่งอึ้ง
เมื่อเขามองหลานชายที่กำลังตำหนิเขาอยู่ ก็ขบกรามกรอดเสียจนปวดฟันไปหมด
เมื่อผละออกก็ตีเด็กชายเข้าให้ป้าบหนึ่ง
แม้ว่าเขาจะลุกขึ้นมาจริงๆ แต่ก็ไม่เคยลงมือตีหลานชายมาก่อน อาหลานในรถม้าบัดนี้จึงกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันจนตัวกลม เขากระชากเสื้อผ้าหยินสงจนขาดวิ่น ตีกันไปตีกันมาสองอาหลานสุดท้ายก็ต้องรามือ หอบแฮกพิงรถม้ากันทั้งคู่
“มารดาเ้าเถิด ข้าเป็อาแท้ๆ ของเ้า จำเป็ต้องลงมือเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้เลยหรือ” หยินหัวขบฟันกรอดๆ แล้วกล่าวขึ้น เมื่อคิดถึงเ้าหลานชายที่มีใบหน้างดงามของเขา เ้าเด็กนี่วันๆ ไม่สนใจเรียนหนังสือ แต่กลับสนใจวรยุทธ์ทุกรูปแบบ จึงได้ฝึกฝนทุกวี่ทุกวัน เขาเองก็นึกว่าเ้าหลานชายคงหลับหูหลับตาฝึกไป ไม่คาดคิดว่าจะมีแรงมากถึงเพียงนี้
หยินสงหันมองท่านอารองของตนด้วยแววตาเหยียดหยาม
“บุรุษยามต่อยตีไหนเลยจะฉีกเสื้อผ้า ดึงผมเผ้ากันเช่นนี้ ข้าล่ะดูแคลนท่านจริงๆ”
หากเขาไม่คอยปกป้องใบหน้าของตัวเองไว้ เกรงว่าคงได้ถูกข่วนจนหน้าลาย แม้เขาจะไม่ได้สนใจว่าใบหน้าจะหล่อหรือไม่หล่อ แต่ก็ไม่ได้อยากมีใบหน้าที่มีลายพร้อยเช่นกัน
หยินหัวเมื่อโดนตำหนิเช่นนั้นก็หน้าแดง เขาเองก็ไม่เคยต่อยตีกับใคร จะเห็นก็เพียงสตรีตบตีกันเพื่อเขา ดังนั้นจึงได้เรียนรู้มาโดยไม่รู้ตัว เขาจึงได้แต่เปลี่ยนเื่พูด “เช่นนั้นเ้าก็ย่อมจะรู้อยู่แล้วว่าข้าให้คนคอยติดตามเ้า ยังจะมาแสร้งว่าไม่รู้ ทำเอาข้าเป็ห่วงแทบแย่”
“ข้าไม่ใช่คนโง่ หากข้าไม่รู้ว่ามีคนตามอยู่ ข้าจะกล้าเดินเซ่อซ่าเข้าไปอย่างนั้นหรือ” หยินสงมองท่านอาของตนด้วยความดูถูกอีกครา จากนั้นก็เบือนหน้าหนี ไม่มองหน้าเขาอีก
จากนั้นจึงะโออกจากรถม้า ไปขี่ม้ารับลม เพราะไม่อยากจะอยู่กับท่านอารองอีก ทิ้งให้ท่านอารองอยู่คนเดียวเสียจะดีกว่า
ในรถม้า หยินหัวที่เพิ่งจะถูกหลานชายดูถูกก็มีแววตาเลื่อนลอยราวกับตายซากไปแล้วครึ่งหนึ่ง เขาเป็ถึงสี่ยอดบุรุษแห่งแคว้นซี ต้องมาเป็แม่นมก็แล้วไปเถิด แต่ยังจะถูกเ้าเด็กนั่นดูแคลนอีก เื่นี้ทำเขามีโทสะเสียจนแทบคลั่ง
ทั้งสองคนที่เอะอะกันมาตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทางเสียที
หยินหัวเปลี่ยนมาสวมชุดแบบบัณฑิตหนุ่มเ้าสำราญ หยินสงไม่ได้วุ่นวายอีก เ้าเด็กนั่นความจริงแล้วแม้จะเอะอะมะเทิ่งแต่ก็ละเอียดอ่อนนัก ทั้งยังเป็เด็กฉลาดคนหนึ่ง แม้ปกติจะชอบเื่ต่อยตี ทว่าถึงอย่างไรก็ยังเป็ลูกหลานของตระกูลหยิน ดังนั้นความฉลาดจึงนับว่าติดตัวมาโดยกำเนิด
เมื่อรู้ว่าไม่อาจสู้ได้ จึงได้แต่รอโอกาสที่ตนจะได้ต่อต้านอย่างหนำใจ
หยินหัวออกเดินทางอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยมาตลอดทาง
ในแคว้นเชินก็มีการค้าของตระกูลหยินอยู่
คาดว่าเพียงเขาย่างกรายเข้าไปในเมืองหลวงแคว้นเชิน ก็คงจะมีคนรีบไปรายงานองค์หญิงแล้ว
องค์หญิงในยามนั้นประทับอยู่ในตำหนักจ้าวเหอ กำลังเย้าแหย่เล่นกับองค์ชายน้อย
“เสด็จแม่ เขาว่าง่ายยิ่งเพคะ ไม่ร้องงอแง ป้อนอะไรให้กินก็กินเข้าไปง่ายๆ” องค์หญิงตรัสขึ้นอย่างอ่อนโยน แค่มองก็รู้ว่านางโปรดเด็กชายนัก
ฮองเฮาจ้าวประทับอยู่ไกลๆ มองเ้าเด็กนั่นก็มุ่นคิ้วงาม เมื่อคิดถึงฮ่องเต้แคว้นจิง เขาก็มีบุตรชายที่รุ่นราวคราวเดียวกับเด็กคนนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก
ทว่าได้ยินมาว่าฮองเฮาเป๋าของแคว้นจิงสุขภาพไม่ใคร่จะสู้ดี เมื่อรู้เช่นนี้นางก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาทันที
ทนอีกหน่อย ต้องมีสักวัน… สักวันนางจะต้องได้หลุดพ้น
ขอแค่นางยังมีชีวิตอยู่
