แม้ว่าจะกินดีอยู่ดี แต่พวกเขาก็คงไม่สามารถจะนอนอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตได้หรงตงหลินลองลุกขึ้นยืน น่องของเขาไม่รู้สึกปวดอีกต่อไปแล้วแต่หลินลั่วหรานบอกว่ากระดูกของเขายังไม่เข้าที่ดีจึงยังไม่สามารถเอาแผ่นไม้ออกได้
สุดท้ายทั้งสองก็ตัดสินใจจะลงไป
หลินลั่วหรานหันเหความสนใจไปยังเถาวัลย์ขนาดใหญ่พวกนั้นร่างกายของเธอเบาหวิว เธอจึงสามารถะโข้ามผ่านอยู่บนก้อนหินูเาได้โดยไร้ปัญหาเธอดึงเอาเถาวัลย์ที่แข็งแรงมามากมาย ก่อนจะใช้เจาเจี้ยนตัดมันออกมาและจัดการนำเอาเถาวัลย์ที่มีความยาวประมาณหนึ่งร้อยเมตรผูกติดเข้าด้วยกันการทำเชือกขนาดใหญ่แบบนี้ทำให้หลินลั่วหรานต้องใช้เวลาไปไม่น้อย
เธอไม่รู้ว่าเธอถักมันมานานเท่าไรแล้วแต่ในที่สุดเถาวัลย์ก็กองสูงราวกับูเาลูกเล็กๆ มันสูงขึ้นไปมากกว่าส่วนสูงของเธอกับหรงตงหลินต่อกันสองคน
หลินลั่วหรานงัดเอาก้อนหินูเาก้อนหนึ่งออกมาและใช้มันผูกลงไปที่ปลายเชือกด้านหนึ่ง ก่อนจะทิ้งเถาวัลย์เหล่านี้ลงไป
ในหมอกหนาทำให้พวกเขามองไม่เห็นสถานการณ์ด้านล่างจนกระทั่งเมื่อเถาวัลย์ถูกทิ้งลงไปหมดแล้วหลินลั่วหรานก็เริ่มดึงมันขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนปลายของเถาวัลย์เปียกชุ่ม หลินลั่วหรานจึงรู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีเมื่อดึงก้อนหินก้อนนั้นกลับขึ้นมาได้ก็พบว่ามันเปียกไปด้วยน้ำทั้งสองต่างก็เริ่มรู้ถึงสถานการณ์ด้านล่างแล้ว!
เชือกขนาดใหญ่ของพวกเขานั้นยาวมาก ส่วนหนึ่งของเส้นเชือกถูกจุ่มลงไปในน้ำดังนั้นทำให้สามารถรู้ได้ว่าตอนที่ยังไม่สุดความยาวของเชือกก็มีน้ำแล้วด้านล่างของหุบเหวแห่งนี้คือสถานที่เก็บน้ำ และนี่ก็ถือเป็ข่าวดี อย่างแรกน้ำสามารถลดแรงกระแทกได้ และสองหากว่ามันเป็น้ำไหล พวกเราก็จะสามารถหาทางออกไปได้
หลินลั่วหรานเริ่มขุดเจาะูเาขึ้นมาเดิมทีเธอตั้งใจว่าจะเอาเถาวัลย์พวกนี้ผูกติดเอาไว้กับบนแหแต่เธอก็เกรงว่าเถาวัลย์เหล่านี้จะไม่สามารถรองรับแรงดึงจากตัวของพวกเขาได้เธอจึงใช้เจาเจี้ยนขุดหินูเาให้เป็โพรง เธอขุดด้านในจนโล่ง และนำเอาเถาวัลย์สอดใส่เข้าไปจากนั้นมัดมันเข้าอีกรอบ
ก้อนหินส่วนที่เธอทิ้งเอาไว้ด้านนอกนั้นมีความหนามากหาก้าจะนำเอาเชือกทั้งสองด้านผูกติดเข้าด้วยกันก็ไม่ใช่เื่ง่าย
โชคดีที่มีความคมของเจาเจี้ยน และร่างกายที่ผ่านการชำระไขกระดูกมาแล้วจนทำให้มีพลังมากมาย แต่ว่าเศษหินเหล่านี้ก็ยังปกคลุมไปทั่วหน้าของเธออยู่ดี
ั้แ่ที่หรงตงหลินได้รู้จักเธอมาแม้ว่าจะเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายอย่างบนรถไฟหลินลั่วหรานก็ยังคงมีท่าทางสบายเหมือนกับตอนอยู่บ้านเขาไม่เคยเห็นเธอดูยากลำบากแบบนี้มาก่อน
เฮ้อ ดูเหมือนว่าการฝึกศาสตร์จะไม่ได้ง่ายตามใจอยากเหมือนกันเมื่อเด็กน้อยหรงถอนหายใจเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบดึงเถาวัลย์ขึ้นมาต่องานที่หลินลั่วหรานมอบหมายให้กับเขาก็คือการตรวจสอบว่าเถาวัลย์เหล่านี้ถูกผูกเอาไว้แ่าแล้วหรือยัง
ทั้งสองคนต่างก็วุ่นวายอยู่นาน จนในตอนที่หลินลั่วหรานรู้สึกเมื่อยมือสุดท้ายเธอก็สามารถขุดหินูเานั้นจนทะลุได้
และเพราะว่านำเอาเถาวัลย์ออกมาไม่น้อยแล้วตอนนี้แหเถาวัลย์ที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขาจึงไม่ได้มั่นคงเหมือนอย่างตอนแรกเวลาเดินจึงจำเป็จะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าเดิม
ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรจำเป็ที่ต้องมีกำลังที่ดีก่อนหลินลั่วหรานตัดสินใจว่าจะกินข้าวให้เรียบร้อยก่อนจะลงมือดังนั้นสิ่งที่เธอเอาออกมาในครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่ผลไม้ แต่ยังมีเหล้าวิเศษด้วยเหล้าพวกนี้คือเหล้าที่เธอหมักขึ้นมาเองในภายหลังมันสามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ดี หลังจากหรงตงหลินดื่มเข้าไปสองแก้วเขาก็รู้สึกว่าทั่วทั้งตัวเริ่มจะอุ่นขึ้นมาส่วนตัวหลินลั่วหรานเองก็ดื่มเหล้าลิงหมักที่ดีที่สุดเท่าที่ลิงชราให้มาไปหนึ่งแก้วเธอรู้สึกได้ว่าพลังอันเบาบางกำลังไหลเวียนอยู่ในสายเืของเธอแต่น่าเสียดายที่สถานที่กักเก็บพลังนั้นถูกปิดแน่นเอาไว้เธอไม่สามารถจะควบคุมพลังได้เลยแม้แต่น้อยดังนั้นเหล้าหมักนี้จึงได้เพียงทำให้จิตใจของเธอดีขึ้นมา และทำให้เธออุ่นไปทั้งตัวแต่พลังทั้งหลายต่างก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลอะไรขึ้นมา
“โอเค ฉันจะลงไปก่อนนะ ถ้าไม่มีจะกระตุกเถาวัลย์ให้สัญญาณแล้วเธอก็ค่อยตามลงมา” หลินลั่วหรานปัดเสื้อผ้าของเธออย่างสบายๆ
หรงตงหลินเองก็ทำอะไรไม่ได้ เท้าของเขายังไม่ดีนักหากว่าข้างล่างมีอันตรายอะไรก็จำเป็ที่จะต้องให้หลินลั่วหรานมาช่วยเขาและมันก็คงจะยิ่งทำให้ลำบากเข้าไปใหญ่ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงให้หลินลั่วหรานลงไปก่อน
“รุ่นพี่หลิน ระวังด้วยนะครับ”
หลินลั่วหรานพยักหน้ารับ เธอนำเอาปลายของเถาวัลย์อีกด้านพันเข้าที่มือก่อนที่จะะโลงไป!
หรงตงหลินมองไปยังเชือกที่ค่อยๆ ถูกปล่อยลงไป หลินลั่วหรานหายไปในหุบเหวในใจของเขาได้แต่เคารพในความกล้าของรุ่นพี่หลินไม่รู้ว่าในภายภาคหน้าจะต้องเป็คนที่ดีถึงเพียงไหนจึงจะสามารถยืนอยู่ข้างกายของรุ่นพี่หลินได้
หลินลั่วหรานที่กำลังร่วงลงไปนั้น ไม่ได้มีท่าทางที่ดูดีเลยแม้แต่น้อย
แรงลมพัดพาให้เรือนผมของเธอให้ปลิวกระจายยุ่งเหยิงไปทั่วไม่จำเป็ต้องดูหลินลั่วหรานก็รู้ได้เลยว่าตอนนี้ลักษณะท่าทางของเธอก็คงจะเหมือนกับเหมยเชาฟง...หลังจากผ่านไปสักพักในที่สุดเธอก็ตกลงไปในน้ำ
เสียงตู้มดังขึ้น น้ำกระเด็นกระจายออกไปทั่ว บ่อน้ำแห่งนี้ลึกมากและก็เย็นมากเช่นกัน
หลินลั่วหรานกลืนน้ำเข้าไปเต็มท้อง ในตอนที่เธอลอยขึ้นมาความสกปรกบนร่างของเธอก็ถูกชำระล้างออกไปเสียจนเกือบหมด แม้แต่เธอเองก็ยังคงอดกลั้นที่จะสั่นสะท้านขึ้นมาไม่ได้
น้ำนี่เย็นเกินไปแล้วหากว่าไม่ใช่เพราะดื่มเหล้าลิงหมักมาก่อนที่จะะโลงมาตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกหนาวมากแค่ไหน หลินลั่วหรานมองไปยังบริเวณรอบๆบ่อน้ำนี้ลึกมากก็จริง แต่มีขนาดเพียงประมาณร้อยฟุตเท่านั้นเธอกระตุกเถาวัลย์ส่งสัญญาณให้หรงตงหลิน ก่อนที่จะว่ายไปยังริมฝั่ง
หรงตงหลินเริ่มดึงเอาเถาวัลย์ขึ้นมา้าหลินลั่วหรานเองก็ว่ายน้ำมาถึงริมฝั่งแล้วความมืดมิดไม่สามารถบดบังการมองเห็นของเธอได้ หลินลั่วหรานมองไปรอบๆก่อนที่ดวงตาของเธอจะเป็ประกายขึ้นมา
ในตอนที่หรงตงหลินะโลงมา สะเก็ดน้ำกระจายไปทั่วแรงกระแทกสร้างความเ็ปให้กับขาที่หักอยู่ของเขาความเ็ปและความหนาวเย็นผสมปนเปเข้าด้วยกันทำเอาหรงตงหลินเกือบจะปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำไม่ได้
แต่เมื่อมาถึงริมฝั่ง เขาก็เห็นแสงไฟที่สว่างขึ้นมาหลินลั่วหรานนั่งอยู่ข้างกองไฟพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาที่เขาเธอโยนเถาวัลย์ส่วนหนึ่งลงไปในไฟ และเข้ามาช่วยดึงตัวของหรงตงหลินขึ้นมา
เปลวไฟที่แรงกล้าช่วยขจัดความหนาวเย็นของหรงตงหลินไปทีละน้อยเขาเห็นหลินลั่วหรานนำเอาเนื้อกองหนึ่งออกมาราวกับมายากลแถมยังมีเครื่องปรุงอย่างพวกเกลืออีกด้วยเธอจัดการนำเอาเนื้อเ่าั้เสียบเข้าที่ไม้ ก่อนจะเริ่มทำการย่างเนื้อ
เมื่อไม่สามารถใช้มวลพลังได้หลินลั่วหรานก็จำเป็จะต้องนำเอาเนื้อเหล่านี้เข้าไปย่างในบริเวณเหนือกองไฟไม้ฟืนพวกนี้ เธอก็เก็บมาจากบริเวณใกล้ๆ เช่นกันในที่แห่งนี้มีกิ่งไม้แห้งอยู่เต็มไปหมด ก่อนหน้านี้ที่นี่คงจะมีต้นไม้เขียวขจีและเมื่อพวกราชวงศ์ัเดินผ่าน ต้นไม้ก็ถูกทำลายจนเป็แบบนี้
“รุ่นพี่หลิน...นี่คือ...เนื้ออะไรเหรอครับ?” หรงตงหลินพยายามขบฟันแน่นกันความหนาวสั่นของตัวเองเอาไว้
“เนื้อกวางน่ะ” นี่คือเนื้อกวางที่เธอจับมาตอนที่ไปเขาจิ่วหัวเธอไม่คิดว่าตอนนี้จะได้เอามาใช้เช่นกัน
กลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว เนื้อกวางถูกย่างจนเหลืองอร่ามหลังจากหลินลั่วหรานโรยเกลือและพริกไทยลงไป กลิ่นของมันก็เตะจมูกของหรงตงหลินทันทีนี่คือเนื้อกวางเสียบไม้ย่าง!
ว้าว มากับรุ่นพี่หลินมีเนื้อให้กินด้วยหรงตงหลินถูกความร้อนทำเอาต้องแยกเขี้ยวอ้าปากออกมา เมื่อเนื้อกวางลงไปในท้องแล้วแม้ว่าจะไม่ได้มากนัก แต่ก็ทำให้มีพลังขึ้นมาได้
เมื่อกินเนื้อเสียบไม้กันเรียบร้อย และเสื้อผ้าก็ถูกผึ่งจนแห้งแล้วหลินลั่วหรานก็ทำคบไฟขึ้นมาพร้อมกับหากระบองไม้เอาไว้ให้หรงตงหลินใช้ในการป้องกันตัวด้วยทั้งสองต่างก็พากันเริ่มค้นหาบริเวณแห่งนี้
ที่นี่มีอากาศหนาวเย็นมาก พวกเขาไม่สามารถอยู่ที่นี่นานๆ ได้ทั้งสองจึงทำได้เพียงแค่เดินต่อไปด้านหน้าเรื่อยๆ
เส้นทางนั้นดูเป็ระเบียบไม่เหมือนกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นแต่เหมือนกับการใช้แรงคนในการตัดออกเสียมากกว่า ทั้งสองหันมาสบตากันทันทีพวกเขายิ่งไม่รู้ว่าที่นี่คือสถานที่ที่เอาไว้ทำอะไรมากเข้าไปใหญ่
แสงไฟสลัวๆ หลินลั่วหรานคอยมองพิจารณาไปยังข้างทาง กำแพงหินที่เรียบๆเ่าั้มีร่องรอยแตกฝังลึกอยู่ มันดูเหมือนกับรอยขูดข่วนของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง
ใช่ัั์หรือเปล่า?
ทั้งสองต่างก็เพิ่มความเร็วฝีเท้าขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุหรงตงหลินเดินได้ไม่ถนัดนัก เขาะโโหยงเหยงไปมา ช่างดูน่าหัวเราะแต่ว่าในตอนนี้ต่างก็ไม่มีใครยิ้มออก บรรยากาศอันกดดันทับลงบนจิตใจของทั้งสองพวกเขามาตามหาสมบัติที่หลงเหลือของราชวงศ์ัแต่ไม่ได้คิดว่าจะมาต่อสู้กับัวิเศษจริงๆ เสียหน่อย
ราชวงศ์ัน่าจะออกไปกันหมดแล้วใช่ไหม...หลินลั่วหรานลอบกำหมัดแน่นขึ้น
ไม่ใช่เพียงแค่ที่กำแพงเท่านั้นแม้แต่บนพื้นเองก็ยังมีร่องรอยและรอยหลุมอยู่มากมายแต่รอยพวกนี้ดูไม่เหมือนกับรอยขีดข่วน หากว่าคิดเพิ่มเติมดูแล้วมันก็ดูเหมือนกับมีกลุ่มคนทำากันที่นี่มันทิ้งร่องรอยของพลังเวทและอาวุธวิเศษแปลกๆ เอาไว้
หลังจากเดินอยู่นาน ทั้งสองก็ได้พบกับโพรงรูปร่างทรงกลมแห่งหนึ่งมันมีความสูงประมาณสามถึงสี่คนสูง ประตูเหล็กถูกปิดเอาไว้อย่างแ่าตัวล็อกทองแดงเต็มไปด้วยรอยสนิม
“ตระกูลชุ่ยหยุดฝีเท้า”
นี่คือชุ่ยชูที่ถูกสลักเอาไว้บนทางเข้า รูปัถูกสลักอยู่รางๆสถานะของคนที่เขียนทิ้งเอาไว้นั้นดูชัดเจนมาก
“รุ่นพี่ พวกเราไม่ใช่ตระกูลชุ่ย” หรงตงหลินพูดแหย่ขึ้นมาอย่างหาได้ยากหลินลั่วหรานเองก็ไม่ได้น้อยหน้า เธอใช้แรงดันประตูเหล็กนั้น แต่ใครจะรู้ว่าประตูทั้งสองฝั่งจะไม่ได้ถูกเปิดออกแต่มันกลับล้มลงไปด้านหลังสุดท้ายแล้วก็ไม่มีของสิ่งไหนที่จะสามารถทนรับการทำลายของเวลาไปได้แม้ว่าจะเป็สถานที่กักขังของราชวงศ์ัก็ตาม
เสียงประตูใหญ่ตกลงพื้นดังขึ้น ฝุ่นมากมายกระจายขึ้นมาถ้ำแห่งนี้ไม่ได้มีลมพัดผ่านมาหลายปีแล้ว กลิ่นเนื้อเน่าล่องลอยออกมาจากด้านใน
เมื่อเห็นว่าอากาศดูไม่ปกตินัก หลินลั่วหรานก็อดใจรออยู่สักพักเมื่อเห็นว่าอากาศไม่ดีเริ่มกระจายออกไปมากแล้ว เธอกับหรงตงหลินก็เข้าไป
แสงไฟส่องประกายด้านในของตัวถ้ำ หรงตงหลินพบว่าบนกำแพงมีเสาโคมไฟอยู่
เมื่อหลินลั่วหรานใช้ไฟจุดขึ้น โคมไฟทองแดงก็ประกายส่องแสงขึ้นมามันส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว หรงตงหลินเกรงว่าจะมีพิษ แต่หลินลั่วหรานก็โบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็ไร มันน่าจะเป็กลิ่นเฉพาะของโคมไฟะ”
แน่นอนว่าหรงตงหลินรู้จักกับโคมไฟะพวกน้ำมันนั้นมักจะสูญสลายไปตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปในตำนานเคยบอกว่ามีเพียงน้ำมันที่สกัดออกมาจากเนื้อตัวของเหล่านางเงือกเท่านั้นที่จะสามารถเก็บเอาไว้ได้นานหลายหมื่นปีและมันก็ถูกทำขึ้นเพื่อที่จะใช้ทำโคมไฟะเหล่านี้...ใน ‘สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้’ผู้เป็จักรพรรดิองค์แรกของประเทศจีนต่างก็มีโคมไฟะอยู่เต็มไปหมด
แต่ว่าเมื่อนึกไปถึงว่าน้ำมันโคมไฟเ่าั้ต่างก็ถูกสกัดออกมาจากตัวนางเงือก หรงตงหลินก็เริ่มรู้สึกว่ากลิ่นหอมเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอยากจะอ้วกขึ้นมา
หลินลั่วหรานค่อยๆ จุดโคมไฟน้ำมันบนกำแพงไปเรื่อยๆ โคมไฟทองแดงที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากจึงทำให้มีติดอยู่ในทุกๆ ก้าวเดินมันส่องสว่างไปทั่วตัวถ้ำจนราวกับเป็่กลางวัน
สถานที่แห่งนี้มีขนาดหลายพันฟุต มีความสูงประมาณสิบกว่าเมตรด้วยแสงจากโคมไฟน้ำมันทำให้ไม่ว่าจะมุมใดต่างก็ถูกส่องสว่างขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่ทั้งสองได้พบเจอเป็อย่างแรกก็คือโครงกระดูกที่อยู่บริเวณใจกลางถ้ำ
หรงตงหลินส่งเสียงร้องอ๊ะออกมา ก่อนที่ดวงตาทั้งสองของเขาจะเบิกออกกว้าง
แม้แต่หลินลั่วหรานเองก็ยังไม่สามารถจะปกปิดความใของตัวเองเอาไว้ได้
เพราะว่าโครงกระดูกนี้เปล่งประกายราวกับหยกมันประกายส่องแสงอยู่ภายใต้แสงไฟงดงามและที่สำคัญหลินลั่วหรานไม่เคยพบเห็นโครงกระดูกที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน!
โครงกระดูกของวาฬ? ฟอสซิลไดโนเสาร์? ไม่ ไม่ พวกมันไม่ได้มีความยาวมากขนาดนี้
เขาที่อยู่้าหัวกะโหลกทั้งสองสามารถบอกให้ทั้งสองคนรู้ได้ั้แ่แรกแล้วว่ามันคือสิ่งมีชีวิตอะไร เพียงแต่ตอนนี้หลินลั่วหรานยังไม่สามารถจะยอมรับมันได้
ความจริงไม่ว่าจะเป็ใครหากเห็นว่าของที่อยู่ตรงหน้าอาจจะเป็โครงกระดูกของัต่างก็ต้องพากันอึ้งไปทั้งนั้นนั่นมันัวิเศษในตำนานนะ แม้ว่าจะเป็ัที่ตายไปแล้วแต่แค่กระดูกของมันที่ถูกวางเอาไว้ตรงนี้และยังให้ความกดดันจนไม่สามารถจะพูดอธิบายอะไรออกมาได้!
