งานชุมนุมประตูัที่จัดขึ้นทุกๆ สิบปี สำหรับชาวสิบหมื่นมหาบรรพตที่ไล่ขึ้นไปั้แ่สำนักเซียนลงมายังเมืองเซียนและไล่ลงมาจนถึงเขตปุถุชนคนธรรมดา นี่ก็คืองานที่สุดแสนยิ่งใหญ่อลังการงานหนึ่ง
เพราะวันนี้คือวันรับศิษย์เข้าสำนักเซียนใหญ่ทั้งมวล! เป็วันที่ผู้แสวงมรรคาเซียนจะได้เป็มัจฉาทะยานเข้าประตูันั่นเอง
แล้วทำไมการเกณฑ์ศิษย์เข้าสำนักเซียนถึงให้เขตปุถุชนมาเป็เ้าภาพ? นั่นเพราะเขตปุถุชนไม่มีไอิญญา ทั้งที่ไม่มีไอิญญา แต่ปุถุชนพวกนี้ยังสามารถฝึกปรือได้สำเร็จ แถมยังรุดหน้าก้าวะโทั้งที่อายุยังน้อย นี่ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ว่าพวกมันคือผู้เปี่ยมพร์หรือไง?
คนของเมืองเซียนใหญ่ต่างๆ ส่วนมากมักพลาดโอกาสถูกทาบทามเข้าสำนักเซียน ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้นถึงค่อยย่างเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทียน! สำหรับคนประเภทนี้ สำนักเซียนรู้สึกว่าถึงแม้พวกมันจะบรรลุเป็เซียนเทียนแล้วก็ตาม แต่ก็มีศักยภาพดาษดื่นไม่สะดุดตา เป็ไปไม่ได้ที่จะทาบทามเข้ามาให้สิ้นเปลืองทรัพยากรไปเปล่าๆ ปลี้ๆ
ตระกูลในเมืองเซียนบางอย่าง ลูกหลานรุ่นเยาว์ของพวกมันบางคนได้รับศิลาิญญาหล่อเลี้ยงมาั้แ่เด็ก รวมถึงได้รับคำชี้แนะจากผู้าุโ จึงง่ายที่พวกมันจะเปล่งปลั่งเตะตา มีโอกาสได้เข้าร่วมสำนักเซียน แต่สำนักเซียนก็ไม่ได้โง่ เพราะกังวลว่าพวกมันพัฒนาเติบใหญ่มาจากกองศิลาิญญา ทำให้ขาดกำลังความอดทน ดังนั้นจึงยิ่งต้องประเมินกันอย่างเข้มงวดกวดขัน
ที่จริงการเกณฑ์ศิษย์ทั่วไปได้ยุติไปแล้วใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าองครักษ์ผ้าแพรรุ่นเยาว์ทั้งห้าร้อยคนของหวังเค่อจะถูกส่งตัวไปยังพรรคสำนักต่างๆ ตั้งนานแล้ว
แต่ก็ยังเหลือวิธีการคัดเลือกเกณฑ์คนอันไม่ธรรมดาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งก็คืองานชุมนุมประตูัในวันนี้
งานชุมนุมประตูัไม่เกี่ยงว่าจะเป็ใครมาจากไหน ขอเพียงเป็เซียนเทียนที่อายุต่ำกว่าสามสิบลงไปล้วนสามารถเข้าร่วมได้ทั้งสิ้น! ครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่ศักยภาพ แต่วัดกันที่ดวง!
ไม่ว่าจะเป็สำนักเซียนฝ่ายธรรมะหรืออธรรมก็ล้วนโปรดปรานศิษย์ที่มีวาสนาอย่างยิ่งยวด ด้วยเหตุนี้งานชุมนุมประตูัที่มีขึ้นทุกสิบปีจึงมีการรับศิษย์ และก็เป็สถานที่เดียวที่ฝ่ายธรรมะอธรรมยินยอมสงบศึกกันชั่วครู่คราว แต่ถ้าพบศิษย์ดวงแข็งเข้าก็มักจะประชันขันแข่งกันอยู่ดี
และวันนี้ก็คือวันงานของงานชุมนุมประตูั
ขอบเขตเซียนเทียนที่มีอายุต่ำกว่าสามสิบปีผู้มาจากสามราชวงศ์ใหญ่เขตแดนมนุษย์ต่างก็ทยอยกันมาถึงลานจัตุรัสงานชุมนุมประตูักันแล้ว ในชั่วพริบตาลานจัตุรัสอันกว้างใหญ่ไพศาลก็เปลี่ยนเป็ูเาคลื่นมนุษย์ไป
ตอนนั้นศิษย์ฝ่ายธรรมะอธรรมตลอดทั้งเมืองหลงเซียนต่างก็เฝ้าจับตารอคอยกันอยู่ไกลๆ
หวังเค่อยืนอยู่บนระเบียงยอดอาคารเสินหวังที่ยังสร้างไม่เสร็จดี ทอดมองูเาคลื่นมนุษย์ชั้นเซียนเทียนด้านล่างที่กระจายกันไปทุกทิศทางเหมือนมาเดินตลาด
จางเจิ้งเต้ารีบเร่งเข้ามา “หวังเค่อ เ้าจะมาที่นี่ด้วยทำไมเนี่ย!? เ้าเข้าสำนักเซียนไปแล้วยังคิดจะวัดดวงกับคนอื่นๆ ด้วยเนี่ยนะ?”
หวังเค่อทำหน้าพิลึก “เ้าคิดว่าข้าอยากมานักหรือ?”
“ยังไงนะ? หรือว่ามีคนมาบีบคั้นเ้า?” จางเจิ้งเต้าผงะไป
“ข้าอยู่ชมวิวทิวทัศน์เป็เพื่อนเ้านายข้ายังต้องให้เ้ามาก้าวก่าย? เ้ารีบไปได้แล้ว! ไม่งั้นอีกเดี๋ยวจะไม่มีโอกาสนั้นอีก!” หวังเค่อเร่ง
“อยู่ชมวิวทิวทัศน์เป็เพื่อนเ้านาย? เ้าคงไม่ได้คิดจะทำเงินอยู่ใช่ไหม? แต่กลับไม่ให้ข้าร่วมวงด้วย? ข้าไม่ไป!” จางเจิ้งเต้าใจร้อนเร่า
ทุกครั้งที่หวังเค่อทำตัวประหลาดอีกฝ่ายมักได้เงินเป็ล่ำเป็สัน แล้วข้าจะไปทำลมผายอันใด! ให้ข้ามองดูเ้ารวยเละอยู่คนเดียว? ฝันไปเถอะ!
“ทำเงินผายลมอันใด ข้าบอกให้เ้าไปก็รีบๆ ไปจะได้ไหม?” หวังเค่อตวาด
“ไปก็แย่แล้ว ข้าไม่ไป! เ้าคิดจะรวยอยู่คนเดียวสิท่า? ฝันไปเถอะ!” จางเจิ้งเต้าหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมไป
“ในเมื่อมันไม่อยากไปงั้นก็ไม่ต้องไปบังคับมัน!” เสียงสตรีนางหนึ่งดังมาจากห้องข้างๆ
“ใคร? นั่นเสียงใคร? ทำไม ทำไมถึงได้คุ้นหูนัก?” จางเจิ้งเต้าอุทาน
“ก็เ้าตำหนักสามจื่อปู้ฝานอย่างไรล่ะ!” หวังเค่อเอ่ยด้วยใบหน้าดำคล้ำ
จางเจิ้งเต้าเปลี่ยนสีหน้า อะไรนะ? จื่อปู้ฝาน? มิผิด เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่เหมือนเสียงจื่อปู้ฝานเลย!
ตอนอยู่ที่ชิงจิงไม่ใช่ว่าจื่อปู้ฝาน้าฆ่าหวังเค่อหรอกหรือ? แล้วทำไมถึงมาที่นี่ได้?
“อ๊ะ? ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ วันนี้ทำท่าเหมือนฝนจะตกเลยนะนี่ ข้ายังต้องกลับบ้านไปเก็บผ้าห่มที่ตากไว้ หวังเค่อ เ้าอยู่เป็เพื่อนนางไปนะ ไม่ต้องรีบๆ ข้าขอตัวก่อนล่ะ!” จางเจิ้งเต้ายิ้มแห้งก่อนตั้งท่าเผ่น
“ปง!”
เกิดสายฟ้าแวบผ่านตาไปสายหนึ่ง ก่อนที่เนื้อหนังตรงบั้นท้ายของจางเจิ้งเต้าจะะเิออกไปส่วนหนึ่ง
“จ๊าก!” จางเจิ้งเต้าร้องเป็สุกรถูกเชือด
“เลิกร้องโวยวายได้แล้ว ในเมื่อเ้าเห็นเ้าตำหนักจื่อปู้ฝานแล้วคิดว่านางจะยอมปล่อยเ้าไปไหมล่ะ?” หวังเค่อกดเสียงต่ำ
“มะ หมายความว่ายังไง?” จางเจิ้งเต้าตาโต
“หมายความว่าจื่อปู้ฝานไม่มีทางปล่อยเ้าไปเว้นแต่ว่าเ้าจะตายเสียก่อน!” หวังเค่อเปิดปากอธิบาย
จางเจิ้งเต้าตามืดมัว “เ้าตำหนักจื่อ ข้ากับหวังเค่อไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยสักนิด เป็หนี้ต้องจ่าย เป็คนร้ายก็ต้องชดใช้กรรม ท่านไปทวงเอากับมันเถอะ!”
“หุบปาก เ้าตำหนักจื่อยังไม่คิดฆ่าเ้าตอนนี้ เ้าอย่าไปยั่วโมโหนางดีกว่า!” หวังเค่อรีบกระซิบเตือน
จางเจิ้งเต้ารีบยกมือปิดปากทันที สีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง
“หวังเค่อ ทำไมเ้าถึงไม่บอกกันให้เร็วกว่านี้ว่าจื่อปู้ฝานอยู่นี่ด้วย!” จางเจิ้งเต้าต่อว่าหวังเค่อเสียงเบา
“ข้าก็บอกให้เ้าไปแต่เ้าไม่ยอมไปเอง ยังจะมาโทษข้า?” หวังเค่อถลึงตาใส่อีกฝ่าย
“ฮึ่ม! แม่งเอ๊ย ทำไมถึงได้ซวยขนาดนี้นะ” จางเจิ้งเต้าโอดครวญเสียงต่ำอย่างหดหู่
จางเจิ้งเต้าหดหู่ แต่หวังเค่อนั้นหดหู่ยิ่งกว่า
“เ้าตำหนักจื่อ ข้าก็ให้ตัวจูเยี่ยนไปแล้ว แต่ทำไมท่านถึงยังไม่ยอมปล่อยข้าไปอีก! ข้าเป็ผู้บริสุทธิ์นะ! หากท่าน้าหาใครสักคน คนๆ นั้นก็ควรเป็จูหงอี! ลากข้ามาเกี่ยวด้วยทำไม!?” หวังเค่อเผยสีหน้าขื่นขมขณะมองไปทางห้องที่จื่อปู้ฝานอยู่
ที่นี่คือจัตุรัสชุมนุมั ตามแผนการเดิมของข้ายิ่งหนีไปได้ไกลเท่าไรยิ่งดี! ใน่เวลาคับขันแบบนี้มีใครเขาเอาตัวเข้าสู่วังวนกันบ้าง!
“หวังเค่อ ได้ยินว่า่ที่เ้าอยู่ในเมืองหลงเซียนเ้าเข้ากับคนที่นี่ได้ไม่เลวเลยนี่?” เสียงของจื่อปู้ฝานดังมาจากทางห้องข้างๆ
“อ๋า? ข้าก็แค่...!” หวังเค่อหน้าหม่นลง
“ในเมื่อเ้าได้รับความนิยมขนาดนั้น งั้นก็ช่วยข้าอำพรางตัวตนหน่อยแล้วกัน!” เสียงของจื่อปู้ฝานลอยมา
“ั์ใหญ่ ไม่สิ เ้าตำหนักจื่อ ท่านเป็ถึงั์ใหญ่ทารกแกนิญญาเชียวนะ! ข้าเป็แค่เซียนเทียนตัวเล็กๆ จะไปหน้าใหญ่ถึงเพียงนั้นได้ยังไง?” หวังเค่อยิ้มจืดเจื่อน
พวกเ้าวางแผนต่อยตีกันนั้นช่างเถิด แต่จะมาข้าไปเป็โล่กำบังอันใด? มีหวังถูกพันธนูทะลวงใจกันพอดี!
“ฮึ่ม เื่ที่ชิงจิงข้ายังไม่ทันสะสางกับเ้าเลยด้วยซ้ำ หลานทวดของข้าอาศัยอะไรถึงต้องยอมละทิ้งชิงความเป็ใหญ่ ยกต้าชิงให้สกุลหวังเ้า? อยากให้ข้าคิดบัญชีกับเ้าเลยไหม?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
“เ้าตำหนักจื่อ ไม่ใช่ว่าเื่นี้คลี่คลายไปั้แ่ตอนนั้นแล้วหรือ? เ้าตำหนักจูหงอีเป็พยานเองเลยด้วย! สุภาพบุรุษไม่อาจผิดคำพูด!” หวังเค่อรีบะโบอก
“ข้าคืออิสตรี หาใช่สุภาพบุรุษ หากข้า้าเอาเื่ข้าก็จะเอาเื่ หากข้าไม่้าเอาเื่ข้าก็จะไม่เอาเื่! ใครใช้ให้จูหงอีไม่มาเองล่ะ?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
หวังเค่อ “…!”
แม่งเอ๊ย นี่เหมือนกับไล่ยิงนกมาตลอดวันแต่สุดท้ายกลับถูกนกจิกลูกตาจนมืดบอด!
ตัวข้าเป็แค่เซียนเทียน ผู้อื่นเป็ทารกแกนิญญา แต่ขนาดทารกแกนิญญายังไม่ไว้หน้าตัวเองเลย แล้วข้ายังจะทำอย่างไรได้?
“งั้น งั้นท่านจะให้ข้าทำอะไร?” หวังเค่อถามอย่างหดหู่
“ยืนอยู่ตรงนั้นก็พอแล้ว! ต่อจากนี้เ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น!” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงขรึม
“เวรเอ๊ย!” หวังเค่อสุดแสนระทมทุกข์
ไอ้ลูกตัวบัดซบจูหงอี ตัวเองไม่มาแต่สั่งให้ข้ามาแทน เดือดร้อนให้ข้าต้องมาตามล้างตามเช็ดให้เ้า แม่งเอ๊ย!
“เ้าว่าอะไรนะ?” จื่อปู้ฝานถามเสียงเย็นเยียบ
“อ๋า ข้าบอกว่าเยี่ยมไปเลย! วางใจเถอะ ไว้เป็หน้าที่ข้าเอง!” หวังเค่อเอ่ยอย่างหดหู่
“อืม!” จื่อปู้ฝานเปล่งเสียงในลำคออย่างพึงพอใจ
หวังเค่อมองผู้แสวงมรรคาเซียนล่างอาคารอย่างหดหู่หมองหม่น ได้แต่ถอนใจอย่างเศร้าสร้อย!
แต่จางเจิ้งเต้าทางด้านข้างกลับยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่น เ้าเองก็มีวันนี้ด้วยสินะ
รอก็รอ!
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอกันอยู่นั้น
“วูบ!”
จู่ๆ ก็มีลมหมุนหอบหนึ่งพัดวูบเข้ามาที่จัตุรัสชุมนุมประตูั
“มาแล้ว!” จางเจิ้งเต้าตาทอประกาย
ที่ปรากฏคือสิ่งที่ดูเหมือนแก๊สสีทองพวยพุ่งออกมาจากพื้นขึ้นไปบนฟ้าราวกับลมหมุน ไม่นานก็ห้อมล้อมจัตุรัสชุมนุมประตูัไว้
“ฮูฮูฮู!”
ปราณัยิ่งมาก็ยิ่งผุดลอยไปในอากาศจากใต้ดินมากขึ้นเรื่อยๆ ปราณัเกาะกลุ่มกันจนดูเหมือนัทองที่กอปรกันขึ้นจากหมอก แหวกว่ายไปตามจัตุรัสตลอดสี่ทิศแปดทาง ผู้แสวงมรรคาเซียนทางด้านล่างต่างอยู่ไม่สุขขึ้นมาทันที
“เร็วเข้า ปราณั รีบมาห้อมล้อมข้า มาห้อมล้อมข้าเร็ว!”
“มาทางนี้ ปราณัเอ๋ย มาหาข้านี่ สำนักเซียนกำลังดูอยู่ เร็วเข้า!”
“ปราณัจะไปไหนน่ะ มาหาข้าก่อนน!”
………
……
…
เหล่าผู้แสวงเซียนพากันส่งเสียงะโอย่างเอะอะมะเทิ่ง
ใน่เวลานั้นศิษย์สำนักเซียนต่างๆ ตลอดเมืองหลงเซียนต่างก็เพ่งมองกันจนตาโตไปทุกราย
“ทุกคนจ้องเอาไว้ให้ดี ปราณัจะไปหาผู้ที่มีดวงแก่กล้าเท่านั้น ขอเพียงผู้แสวงเซียนพวกนี้มีปราณัเกาะติดตามตัวเมื่อไหร่ให้รีบไปชิงตัวพวกมันมาทันที อย่าปล่อยให้พวกมารแย่งไปได้เด็ดขาด!” เถี่ยหลิวหยุนะโสั่งการ
“ศิษย์พี่รองวางใจได้เลย พวกเราไม่ยอมให้คลาดสายตาไปแน่!” ศิษย์พรรคเทพหมาป่า์ะโรับคำ
แต่ย่อมไม่ได้มีแค่ศิษย์พรรคเทพหมาป่า์เพียงพรรคเดียว ศิษย์ฝ่ายธรรมะทั้งหมดเองก็กำลังเพ่งมองกันตาเขม็ง จำต้องนำหน้าผู้อื่นหนึ่งก้าวเพื่อ่ชิงผู้มีดวงแข็งมาให้ได้ ไม่เพียงแต่ศิษย์ฝ่ายธรรมะหากแม้แต่ศิษย์ฝ่ายอธรรมเองก็กำลังจับจ้องกันตาเขม็ง พร้อมที่จะลงมือได้ตลอดเวลา
ตลอดทั้งจัตุรัสชุมนุมประตูักลับกลายเป็ศูนย์กลางวังวนไปถนัดใจ
มองดูปราณัที่ยิ่งมายิ่งมากล้น หวังเค่อที่กำลังยืนแกร่วอยู่ก็เริ่มนิ่วหน้าใช้ความคิด
“เพราะอะไร? เพราะอะไรทุกๆ สิบปีสถานที่แห่งนี้ถึงได้ผลิตปราณัพวกนี้ออกมา? มันเป็เพราะเหตุผลกลใดกันแน่?” หวังเค่อหันมาถามจางเจิ้งเต้าอย่างสงสัย
“เ้ามาถามข้าแล้วจะให้ข้าไปถามใคร?” จางเจิ้งเต้ากะพริบตาปริบๆ
จางเจิ้งเต้าเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างแต่กลับไม่ยอมพูดออกมา
“สามราชวงศ์สะกดชีพจรัไว้? แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นรั่วไหลออกมาตั้งขนาดนี้เลยนี่! ไม่ใช่ว่ามีลงผนึกอะไรไว้หรือไง? ที่นี่ไม่มีผนึกเลยเนี่ยนะ? ทุกสิบปีรั่วไหลออกมาครั้งหนึ่ง? แถมยังเป็สีทอง หรือว่าผืนพิภพกำลังปลดปล่อยแก๊สเน่าออกมา?” หวังเค่อถามจางเจิ้งเต้าอีก
จางเจิ้งเต้าจ้องหวังเค่อนิ่งนาน
“แก๊สเน่า? หวังเค่อเ้าคิดจะพูดอะไรกันแน่!? เ้ากำลังจะบอกว่าปราณัเป็เหมือนสัจปราณของเ้า เป็ลมตด? ผืนพิภพกำลังปล่อยลมตดออกมา?” จางเจิ้งเต้าทำหน้าเหมือนเห็นผี
เ้ากล้าดียังไงถึงได้เอ่ยวาจาพรรค์นี้ออกมา!? เ้าใช่สมองลัดวงจรไปแล้วหรือไม่!?
“แล้วไม่เหมือนกันหรือ? งั้นเ้าบอกข้า ปราณัคืออะไร? ล้วนผนึกออกมาเป็ชีพจรัทองที่สามารถะเิได้ทั้งนั้น! นั่นไม่ใช่แก๊สเน่าที่ผืนพิภพปลดปล่อยออกมาหรอกหรือ?” หวังเค่อถาม
จางเจิ้งเต้า “…!”
จางเจิ้งเต้าหันกลับมามองปราณัสีทองที่มีอยู่เต็มท้องฟ้านั้นอีกครั้งขณะเดียวกันก็ยึดตามหลักทฤษฎีของหวังเค่อไปด้วย จริงด้วย ล้วนเป็สีทองอำพันไม่ต่างกัน ดูๆ ไปถึงกับมีความคล้ายคลึงกับสัจปราณขุ่นของหวังเค่ออยู่จริงๆ
“เพราะอะไร? เพราะอะไรมันถึงได้ดูละม้ายเหมือนขึ้นมาจริงๆ!? หากปราณัพวกนี้เป็ลมที่ผืนพิภพผายออกมาจริงๆ งั้นจัตุรัสที่เราอยู่ตอนนี้เป็ส่วนไหนของผืนพิภพกัน?” จางเจิ้งเต้าตาโตเป็ไข่ห่าน
เพียงแค่คิด จางเจิ้งเต้าก็ทำท่าพะอืดพะอมขึ้นมาแล้ว
“วู้ม!”
และแล้วก็มีปราณัขุมหนึ่งพุ่งเข้าไปรายล้อมรอบตัวผู้แสวงเซียนคนหนึ่งเข้า
“ปราณัมาหาข้า ข้าคือผู้มีดวงแก่กล้า ข้ามีดวงแก่กล้า!” คนผู้นั้นร้องะโอย่างตื่นเต้นยินดี
จากนั้นบรรดาศิษย์สำนักเซียนก็ปรี่เข้าไปในจัตุรัสในเสี้ยวพริบตา
“ไอ้หนู มากับข้า มาเป็ศิษย์พรรคเซียงชุ่นเถอะ!”
“ไอ้หนู มาเข้าร่วมพรรคเทพหมาป่า์ดีกว่า!”
“ลัทธิมารจันทราเหมาะสมกับเ้ามากกว่า!”
“พรรคอีกาทองคำยินดีต้อนรับ!”
………
……
…
ปราณัทองระลอกแล้วระลอกเล่าทิ้งตัวลงจากฟ้ามาหาผู้แสวงเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ศิษย์สำนักเซียนแห่แหนกันเข้ามาในจัตุรัสเพื่อทำการเชิญชวนผู้มีดวงแก่กล้าเข้าสำนักเซียนของตนเอง เริ่มประชันขันแข่งกันขึ้นมา
เดิมทีนี่ควรเป็อีเวนต์รับสมัครงานที่มีประสิทธิภาพสูงแห่งหนึ่ง
แต่จางเจิ้งเต้าในตอนนั้นกลับเอาแต่ต้องคลื่นไส้อาเจียนทุกครั้งที่เห็นผู้แสวงเซียนถูกปราณัสีทองอร่ามพวกนั้นเข้าปกคลุม
ผู้แสวงเซียนคนหนึ่งอ้าปากกว้างก่อนสูดปราณัเข้าไปเต็มปอด แม้ว่าจะไม่รู้ว่าได้ผลหรือไม่ แต่ความตื่นเต้นดีใจนั้นเป็ที่ชัดเจน “ฮ่าฮ่าฮ่า ปราณัทองมาหาข้านี่มา ซู๊ดดด ซู๊ดดดดดด! เข้ามาในปากข้าให้หมดเลย!”
“อุ้บ!” จางเจิ้งเต้าแทบขย้อนของเก่าออกมาอยู่รอมร่อ
“เ้าทำอะไร? ทำไมถึงทำท่าเหมือนจะอาเจียน?” หวังเค่อถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ยังไม่ใช่ต้องโทษเ้า เ้าทำให้ข้าต้องจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่สมควร...โอ้กก~~!” จางเจิ้งเต้าดันไปเห็นภาพผู้แสวงเซียนอีกคนกำลังร่อนปากร่อนจมูกสูดรับปราณัอย่างเอาเป็เอาตายเข้าพอดี
“เ้าเพี้ยนไปแล้วรึไง ข้าก็แค่เบื่อเลยลองศึกษาวิจัยดูเฉยๆ เ้าต้องอ้วกเชียวรึ? ไม่ใช่ว่าเ้ามีรสนิยมหนักหรอกหรือ?” หวังเค่อแปลกใจ
“เ้า เ้ายังมีหน้ามาโทษข้า? โอ้กกก~~~!” จางเจิ้งเต้าในตอนนั้นหยุดอาเจียนไม่ได้แล้วจริงๆ
