เขาหลิงอวิ๋น
บนยอดเขาที่โอบล้อมไปด้วยหมอกสีขาว อาภรณ์สีเขียวของเจียงจือซูเ้าสำนักหลิงอวิ๋นปลิวสะบัดไปตามสายลม ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่เขาด้านหลัง
ข้างกายเขามีเจียงหลิงจูและลี่ฝานยืนอยู่ด้วย ทั้งสองคนก็เหมือนกับเจียงจือซูที่ใช้สายตาตกตะลึงระคนแปลกใจมองไปยังหลังเขาอย่างลึกล้ำ
“ทิศทางการไหลของปราณิญญาฟ้าดินเปลี่ยนไปแล้ว...”
ลี่ฝานจับสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง อยู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “คำนวณเวลาดู เนี่ยเทียนผู้นั้นก็น่าจะไปถึงยอดเขาของเขาด้านหลังแล้ว”
เจียงจือซูกล่าวเบาๆ “ได้เริ่มขึ้นแล้ว”
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านอาจารย์อาถึงเลือกเนี่ยเทียนเล่า?” เจียงหลิงจูสงสัยไม่คลาย
ลี่ฝานแอบขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า “ก็แปลกจริงๆ นั่นแหละ ข้ามองไม่ออกถึงพร์พิเศษใดๆ ในการฝึกบำเพ็ญตบะของเนี่ยเทียน พันป่ายของหอหลิงเป่านั่นก็มีชื่อเสียงในด้านการมองคน ในเมื่อเขาหมายตาเนี่ยเทียนก็ย่อมหมายความว่าเนี่ยเทียนมีจุดที่พิเศษ แต่ต่อให้เป็เช่นนี้ ท่านอาจารย์อาก็ไม่น่าจะเลือกเนี่ยเทียนได้นี่นา?”
เจียงจือซูที่เป็เ้าสำนักหลิงอวิ๋นส่ายหัว กล่าว “ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน ชีวิตนี้ของอาจารย์อารับศิษย์ทั้งหมดแค่สามคน เนี่ยเทียนคือคนที่สาม สองคนแรกนั้นตอนนี้อยู่ขอบเขตอะไร ฐานะไหน พวกเ้าก็น่าจะพอได้ยินกันมาบ้าง”
ลี่ฝานพลันเผยความความเลื่อมใส
“อาจารย์อาไม่ได้ฝ่าทะลุขอบเขตมาหลายปี อายุขัย... ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว หากไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายแล้วล่ะก็ เนี่ยเทียนก็น่าจะเป็ลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขา เดิมทีข้านึกว่าเขาจะไม่รับศิษย์อีกแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะหมายตาเนี่ยเทียน” เจียงจือซูเงียบงันไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้นกะทันหันว่า “เขาสามารถรับลูกศิษย์คนใหม่ได้ ถือเป็ความโชคดีอย่างใหญ่หลวงของสำนักหลิงอวิ๋น”
“วันหน้าไม่รู้ว่าเนี่ยเทียนจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน ไม่รู้ว่าเขาจะเดินไปได้ถึงก้าวใด?” ลี่ฝานจิตใจเคลิบเคลิ้มตามไป
“ลูกศิษย์สองคนนั้นของอาจารย์อาต่างก็เป็ศิษย์ที่เก่งกว่าครู หวังว่าเนี่ยเทียนก็จะเป็แบบนี้เหมือนกัน” เจียงจือซูหรี่ตา ใช้ใจรับััทิศทางของพลังิญญาฟ้าดินเข้มข้นในบริเวณใกล้เคียงกับเขาหลิงอวิ๋น “ความสามารถแฝงของเนี่ยเทียนมีมากเท่าไหร่ ผ่านวันนี้ไปก็น่าจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาบ้างแล้ว”
ลี่ฝานและเจียงหลิงจูได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ั์ตาจึงเผยความอิจฉาออกมา
เหมือนพวกเขาจะรู้ว่าเวลานี้เนี่ยเทียนกำลังเผชิญอยู่กับอะไร
......
ูเาด้านหลัง
เนี่ยเทียนที่เดินออกมาได้เจ็ดก้าวก็มิอาจก้าวเท้าออกมาได้อีก จึงจำเป็ต้องหยุดลง
“ตึกๆ!”
เสียงหัวใจถี่กระชั้นดังออกมาจากหน้าอกของเขา
เนี่ยเทียนที่เกือบจะหมดสติไปยังยืนอยู่ที่เดิม ใช้ใจัักับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกายนี้
เวลานี้ ในร่างของเขามีเส้นใยจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขาไม่รู้จักกำลังเคลื่อนไหวอยู่
เส้นใยเ่าั้ต่างก็แฝงไว้ด้วยพลังงานบริสุทธิ์ ไหลวนเวียนไปมาอยู่ในเืเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในของเขา
“คาถาหลอมลมปราณ!”
เขาไม่รีบร้อนที่จะเดินออกไปอีก แต่ทดลองใช้คาถาหลอมลมปราณมาชักนำเส้นใยพลังงานที่พลุ่งพล่านเ่าั้
เมื่อฉุกคิดขึ้นได้ เขาก็ััได้อย่างเฉียบคมว่าเส้นใยมีพลังงานมากมายไหลทะลักเข้ามาในมหาสมุทริญญาของเขา
เพียงแค่ชั่วขณะเดียว มหาสมุทริญญาก็เปี่ยมล้นไปด้วยพลังิญญา มากมายมหาศาลของพลังิญญานั้นแข็งแกร่งมากยิ่งกว่าพลังงานที่เขาได้รับจากเนื้อสัตว์วิเศษในโลกมายามรกตเสียอีก!
ตอนที่เขาใช้คาถาหลอมลมปราณมาขยายมหาสมุทริญญา พบว่าใน่ระยะเวลาสั้นๆ มหาสมุทริญญาของเขาก็คล้ายถูกกระชากออกให้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ไม่เพียงเท่านี้ เมื่ออัตราการเต้นของหัวใจรัวเร็วขึ้น เขาจึงััได้ว่าเส้นใยพลังงานไร้ระเบียบเ่าั้สามารถควบคุมได้
เส้นใยมากมายหลายเส้น เดิมทีไหลวนขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเมื่อเขาหยุดใช้คาถาหลอมลมปราณไปขยายมหาสมุทริญญา เขาก็สังเกตเห็นว่าเส้นใยพลังงานที่วนเวียนอยู่ภายในเืเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในของเขากำลังหายไปด้วยความเร็วที่น่าใ!
เส้นใยพลังงานเ่าั้ดุจดั่งสายน้ำที่ถูกร่างของเขาดูดซับเข้าไป
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง อาการมึนงงของเขาก็จางหายกลายมาเป็ฟื้นคืนสติ
เรือนกายของเขายังคงรู้สึกเสียวปลาบไม่คลาย ทว่าเขากลับสามารถควบคุมเรือนกายนี้ได้ใหม่อีกครั้ง
“ทำต่อไป!” เสียงเร่งเร้าในห้องดังขึ้นมาอีกรอบ
เนี่ยเทียนแอบกัดฟันกรอดๆ แล้วจึงก้าวเท้าออกมาข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
เมื่อขยับเขาก็รู้สึกได้ว่ามีเหงื่อขุ่นคลั่กมากมายร่วงพราวลงมาจากร่างตามการเคลื่อนไหวของเขา
“ตึง!”
เท้าของเขาััพื้น พลังงานไหลเชี่ยวกรากอีกระลอกหนึ่งก็แทรกซึมเข้ามาใต้ฝ่าเท้าของเขาอีกครั้ง
พลังงานนั้นพอเข้ามาในร่างของเขาได้ก็กลายมาเป็เส้นใยพลังงานนับพันนับหมื่นเส้น แล้วแผ่ซ่านไปทั่วกระดูกแขนขาของเขาในชั่วพริบตา
“ตึงๆ!”
เขาเดินติดต่อกันอีกสองก้าว พลังงานระลอกใหม่เข้ามาในร่างกาย และเปลี่ยนมาเป็พลุ่งพล่านยุ่งเหยิงดังเดิม
หัวสมองของเขาที่เพิ่งจะโปร่งโล่งขึ้นมาพลันตกอยู่ในสภาวะเลื่อนลอยอีกครั้ง ความรู้สึกเ็ปราวถูกฉีกกระชากเืเนื้อส่งออกมาจากทุกจุดทั่วร่างของเขา ร่างของเขาส่ายโอนเอนจนเกือบจะล้มลง
เขาตระหนักได้ทันทีว่าพลังงานที่เรือนกายนี้สามารถแบกรับได้ ไต่ไปถึงขีดจำกัดอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เขาหยุดลงใหม่อีกครั้ง ไม่รีบร้อนที่จะเคลื่อนไหว ใช้คาถาหลอมลมปราณมาชักนำพลังงานเ่าั้ ให้เรือนกายนี้ของเขาดูดซับเส้นใยพลังงานพวกนั้นเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
“กร๊อบๆ!”
กระดูกของเขาส่งเสียงประหลาดดังออกมา ราวกับว่าข้อต่อกระดูกกำลังกู่ร้องด้วยความยินดี เืสดกำลังลิงโลด อวัยวะตันห้าอวัยวะกลวงหกกำลังคำรามอย่างบ้าระห่ำ!
ไม่นานหลังจากนั้น เขาพบว่าพลังงานที่เต็มล้นในมหาสมุทริญญาของเขาซึ่งกำลังพองขยายพลันสั่นครั่นครืน ราวกับว่าได้แปรสภาพมหาสมุทริญญาของเขาไปอย่างสมบูรณ์แบบ
เขารวบรวมสมาธิไปรับัั แล้วก็ต้องเผยความดีใจอย่างบ้าคลั่งออกมาทางสีหน้าทันที “ขอบเขตหลอมลมปราณ! ขั้นที่เก้า!”
ตอนอยู่ในโลกมายามรกต เขาต้องใช้เวลานานมากถึงจะขยายมหาสมุทริญญาแปดชั้นออกไปได้ทีละนิด ทว่าระยะห่างกว่าที่เขาจะขยายมหาสมุทริญญาไปได้ถึงหลอมลมปราณขั้นเก้านั้นยังคงไกลโขอยู่ดี
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงเลยว่า เพียงแค่เดินอยู่บนมหาสมุทรก้อนเมฆไม่กี่ก้าว มหาสมุทริญญาขั้นเก้าที่เขายังจำเป็ต้องใช้ระยะเวลานานอีกหลายเดือนถึงจะขยายขนาดไปได้อย่างสมบูรณ์ มาบัดนี้ได้แปรสภาพสำเร็จเรียบร้อยแล้ว!
แล้วเขาก็เหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตหลอมลมปราณขั้นที่เก้าทั้งอย่างนี้!
“กร๊อบๆ!”
กระดูกตลอดร่างของเขายังคงส่งเสียงดังต่อเนื่อง หยาดเหงื่อที่ผสมปนเปไปด้วยสิ่งสกปรกไหลออกมาจากรูขุมขนของเขา
หลังจากที่เหงื่อพวกนั้นไหลออกไป เขาพลันรู้สึกว่าเส้นเอ็นของเรือนกายนี้เปลี่ยนมาเป็เหนียวทนทานมีพลัง กระดูกก็เปลี่ยนมาแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า อวัยวะตันห้าและอวัยวะกลวงหกก็คล้ายจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานไร้ที่สิ้นสุด
ด้วยความตะลึงระคนดีใจเขาจึงทดลองปลดปล่อยกระแสจิตออกมา หมายจะรับัักับรอบด้าน
กระแสจิตประหนึ่งงวงััของจิติญญาใช้ความเร็วสูงอย่างยากจะจินตนาการได้ แผ่ขยายไปรอบด้านในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรภายในพริบตาเดียว!
ในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร การเคลื่อนไหวของสายลม พลังงานมหาศาลที่อยู่ในชั้นเมฆ ฟางบนกระท่อมที่ส่ายไหว ความเย็นชื้นของกระดานหิน เขาล้วนััได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ในกระท่อมที่อยู่ด้านหน้า คลื่นพลังชีวิตน่าหวาดกลัวที่แข็งแกร่งจนถึงขั้นทำให้เขาหายใจลำบากก็พลันสะท้อนเข้ามาในสมองของเขา!
หลับตาลง เขาใช้จิตไปัั...
ภายใต้การััจากจิติญญาของเขา ในกระท่อมนั้นคล้ายมีดวงอาทิตย์ร้อนแรงแผดเผาอยู่ดวงหนึ่ง กำลังปลดปล่อยเปลวเพลิงพลังชีวิตสะท้านฟ้าะเืดินออกมา!
ปราณของพลังงานและพลังชีวิตที่ส่งออกมาจากกระท่อมช่างมากมหาศาล ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก!
เพียงแค่ใช้กระแสจิตรับัั เขาก็เกิดความรู้สึกต่ำต้อย รู้สึกว่าแค่ชีวิตที่อยู่ในกระท่อมนั้นมองเขาปราดเดียว หรือขยับความคิดขึ้นมาเล็กน้อย เขาก็จะสลายกลายเป็เถ้าถ่านได้ในพริบตาเดียว
ตอนที่อยู่ในโลกมายามรกต เขาก็เคยใช้กระแสจิตที่โดดเด่นเป็พิเศษััหากิ้งก่าดินและงูเหลือมน้ำแข็งั์มาก่อน
สัตว์วิเศษสองตัวนี้มีปราณเืเนื้อที่แข็งแกร่งกว่าอวี๋ถงเล็กน้อย คลื่นพลังชีวิตที่เกิดจากตัวมันทำให้ตอนนั้นเขารู้สึกว่าแข็งแกร่งจนมิอาจหาอะไรมาเปรียบเทียบได้
ทว่าเมื่อเทียบกับคลื่นพลังชีวิตที่อยู่ในกระท่อมหลังนั้นแล้ว กิ้งก่าดินและงูเหลือมน้ำแข็งั์ก็ราวกับเป็เพียงแค่เหลือบไรบนร่างัเท่านั้น
ช่างเล็กกระจิริดน่าตลก ดุจดั่งหิ่งห้อยที่คิดจะประชันแสงกับดวงอาทิตย์
“แข็ง... แข็งแกร่งเกินไปแล้ว เ้าหมอนั่น...เป็คนจริงๆ หรือ?” เขาร้องอุทานแตกตื่นอยู่ในใจ
“เอ๊ะ!” ในกระท่อมมีเสียงอุทานเบาๆ ดังขึ้นมา “ไม่นึกว่าขอบเขตหลอมลมปราณจะมีพลังจิตน่ที่าชื่นชมขนาดนี้ ไม่เลว...”
หยุดชะงักไปครู่ คนในห้องผู้นั้นก็ตวาดขึ้น “อย่ามัวคิดอะไรเหลวไหล เดินต่อไป!”
พูดจบ กระแสจิตที่เนี่ยเทียนปลดปล่อยออกมาก็คล้ายกับถูกมือั์ที่มองไม่เห็นขับไล่บีบคั้น จึงต้องกลับพรวดเข้ามาในสมองของเขา
ร่างเขาสั่นะเืหนึ่งครั้งแล้วคืนสติกลับมาทันที รู้ว่าเวลานี้ไม่ใช่่เวลาที่เขาจะมัวมาพิจารณาอีกฝ่าย
ทว่าเมื่อผ่านอาการเลื่อนลอยมาได้พักหนึ่งก็ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาคล้ายจะปรับตัวได้แล้ว เส้นใยพลังงานที่ไหลกรากเข้ามาก่อนหน้านั้นถูกย่อยไปแล้วเกินครึ่ง
ดังนั้นเขาจึงก้าวขาต่อไป
แล้วก็เป็เช่นนี้ เขาเดินๆ หยุดๆ เคลื่อนหน้าเข้าใกล้กระท่อมไปทีละก้าว
เขาไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่ และก็ไม่รู้ว่าเรือนกายนี้ของเขารับเอาเส้นใยพลังงานมามากน้อยแค่ไหนกันแน่ เขาถึงกระทั่งลืมไปแล้วด้วยว่าเขาเดินมาแล้วกี่ก้าว
สุดท้าย เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูกระท่อมอย่างแท้จริง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าดวงจันทร์แขวนอยู่กลางฟ้าราตรีอีกครั้งหนึ่งแล้ว
“เข้ามาสิ” ในกระท่อมก็พลันมีเสียงดังลอยมาอีกครั้ง คราวนี้เป็เสียงเรียกให้เขาเข้าไปด้านใน
-----
