อาจารย์จ้าว เริ่มสอนได้!
“ทนายจ้าวครับ สำนักงานพี่นี่... สไตล์ไม่ซ้ำใครจริงๆ เลยนะ” หม่าต๋าอดที่จะแซวไม่ได้
จ้าวเทียนอีอายจนแทบจะเอาเท้าจิกพื้นทะลุไปถึงชั้นล่างอยู่แล้ว
“เื่นั้นไม่สำคัญครับ ไม่สำคัญ... เรามาคุยเื่คดีกันดีกว่าไหม?”
หม่าต๋า “คดีอะไร? พวกเราไม่มีคดีต้องจัดการหรอกพี่! ใครควรติดคุกก็ติดไปหมดแล้ว ตอนนี้ออกมากันหมดแล้วด้วย!”
“ที่พวกเรามาเนี่ย แค่อยากจะปรึกษาปัญหาอะไรบางอย่างเฉยๆ”
จ้าวเทียนอี “.........”
ดีใจเก้อเลยฉัน
นึกว่าจะได้งานใหญ่ ที่ไหนได้มาแค่ปรึกษา แต่เอาเถอะ ถึงจะไม่ได้ทำคดี ได้ค่าปรึกษาติดมือบ้างก็ยังดีกว่ากลับบ้านมือเปล่า
“ปรึกษาได้ครับ แต่ผมต้องบอกไว้ก่อนนะ ค่าปรึกษาของผมไม่ถูก ชั่วโมงละห้าร้อยหยวน...”
“เดี๋ยวๆ” หม่าต๋าขัดจังหวะ “แค่คุยกันไม่กี่คำต้องจ่ายค่าอะไรนะ? เห็นผมเป็หมูให้เชือดหรือไง? ชั่วโมงละห้าร้อย พี่ไปปล้นเขาเอาไม่ไวกว่าเหรอ!”
จ้าวเทียนอีอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน “นี่มันเป็ธรรมเนียมของอาชีพน่ะครับ การปรึกษาทนายยังไงก็ต้องมีค่าใช้จ่าย...”
“งั้นถ้าผมไม่จ่ายเงิน ก็แปลว่าไม่ใช่การปรึกษาใช่ไหมล่ะ” หม่าต๋ายักไหล่ พลางเอนหลังพิงพนักท่าทางกวนประสาท
จ้าวเทียนอี “???”
อ้าว... จะมานิ่งกินเปล่ากันงี้เลยเหรอ?
เขากำลังจะลุกขึ้นเชิญพวกหม่าต๋าออกจากร้าน ทันใดนั้นเอง…
เสียงฝีเท้าหนักๆ จำนวนมากก็ดังมาจากนอกประตู
กลุ่มพี่น้องที่เพิ่งไปส่งปลาและกุ้งตามร้านอาหารเสร็จพากันแห่มาที่นี่ตามที่หม่าต๋านัดไว้
ชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่เกือบสี่สิบคนพากันกรูกันเข้ามาในออฟฟิศแคบๆ จนมืดฟ้ามัวดิน
บางคนในมือนั้นถือประแจ ค้อนเหล็ก และเครื่องมือช่างสารพัด ดูดุดันและน่าเกรงขามสุดๆ
“พี่หม่า!”
“พี่หม่าครับ!”
“พวกเรามาแล้ว!”
“.........”
“ทำไมมากันช้าจังวะ?” หม่าต๋าถามอย่างไม่สบอารมณ์
“พอดีซ่อมของอยู่ระหว่างทางครับเลยมาช้า”
“ไม่อยากจะพูดเลยพี่ ของนั่นมันแข็งจริงๆ ผมเอาค้อนปอนด์ทุบอยู่ตั้งหลายทีกว่าจะแตกออก!”
ความจริงคือพวกรถตู้มหาเทพเครื่องมีปัญหาแถมยางแตก แต่เพราะอยู่ไกลจากอู่และค่าลากรถมันแพง พวกเขาเลยซื้อเครื่องมือมาซ่อมกันเอง น็อตบางตัวมันเป็สนิมขันไม่ออก เลยต้องเอาค้อนเหล็กฟาดให้มันคลาย
แต่... คำพูดเ่าั้ พอเข้าหูจ้าวเทียนอี ความหมายมันกลับเปลี่ยนไปคนละเื่!
จ้าวเทียนอีตอนนี้ขาสั่นพั่บๆ ในใจหวาดกลัวถึงขีดสุด
เมื่อกี้พวกมันพูดว่าอะไรนะ?
เอาค้อนทุบหัวคนจนแตกงั้นเหรอ?
แล้วยังบอกว่า 'จัดการเื่หลังบ้าน' อีก... นี่หมายถึงไปทำลายหลักฐานหรือฝังศพหรือเปล่าวะ?
แม่จ๋า... ไอ้พวกนี้มันเถื่อนของจริง!
จ้าวเทียนอีอยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆ สักที
แกมันหาเื่ใส่ตัวจริงๆ! ดันพาปีศาจร้ายมาถึงรังตัวเองจนได้ แล้วจะทำยังไงดีล่ะทีนี้
ในตอนนั้น หม่าต๋าที่ฟังลูกน้องรายงานเสร็จก็พยักหน้า “อืม ถ้าพี่อวิ๋นเป็คนจัดการ ฉันก็วางใจ”
จากนั้นเขาก็หันกลับมาหาจ้าวเทียนอี “เมื่อกี้เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?”
“อ้าว ทนายจ้าว พี่ร้องไห้ทำไมล่ะนั่น? ในห้องนี้ก็ไม่มีลมนะ!”
จ้าวเทียนอีรีบปาดน้ำตา แก้ตัวพัลวัน “อ๋อ... ผมเป็โรคต้อลมน่ะครับ โรคเก่ากำเริบ ไม่เป็ไรครับ ไม่เป็ไร”
หม่าต๋าเปลี่ยนสีหน้าเป็จริงจังทันที หันไปตวาดลูกน้อง “ดับบุหรี่ให้หมด! ไม่เห็นเหรอว่าท่านทนายเขาเจ็บตาอยู่น่ะ!”
ลูกน้องรีบดับบุหรี่กันพรึบพรับ
หม่าต๋าหันมายิ้มกว้างอีกครั้ง “มาๆ ทนายจ้าว เรามาคุยธุระกันต่อ คนมาฟังพี่บรรยายเยอะขนาดนี้ ผมควรจะจ่ายค่าปรึกษาให้พี่จริงๆ แหละ พี่เรียกตัวเลขมาเลย”
จ้าวเทียนอีรีบโบกมือปฏิเสธรัวๆ ตอนนี้เขาแค่อยากส่งเทพแห่งความตายพวกนี้ออกไปให้พ้นๆ “แหม พี่น้องมาเยือนสำนักงานผมถึงที่ ถือเป็เกียรติอย่างยิ่งครับ สำนักงานผมสว่างไสวขึ้นเป็กอง ผมจะกล้าเก็บเงินพวกพี่ได้ยังไง! ถ้าทำแบบนั้นผมก็เสียหมาสิครับ!”
หม่าต๋าได้ฟังประโยคที่ดูยึดมั่นในคุณธรรมนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจ เขาตบไหล่ทนายหนุ่มแรงๆ “ใจนักเลง! ใจพี่มันได้จริงๆ! พี่ชายคนนี้ผมขอรับไว้เป็เพื่อนตายเลย! ต่อไปนี้ตามผมมาเลยนะ ผมรับรองว่าพี่จะได้กินหรูอยู่สบาย!”
จ้าวเทียนอี “.........”
“เอ่อ คือผม...”
หม่าต๋าหน้าตึงขึ้นมาทันที “ทำไม? พี่ไม่เต็มใจเหรอ? หรือว่ารังเกียจพวกผม? คิดว่าพวกผมไม่คู่ควรจะเป็พี่น้องกับทนายชื่อดังอย่างพี่งั้นดิ?”
เหล่าชายฉกรรจ์ผมทองในห้องเริ่มส่งสายตาเขียวปัดมาที่จ้าวเทียนอีทันที
ถึงพวกเขาจะไม่ใช่คนมีความรู้สูง แต่พวกนักเลงเขาไม่สนเื่ยศถาบรรดาศักดิ์ ถ้าถูกชะตาคือจบ ลูกพี่ใหญ่อย่างพี่หม่าออกปากรับเป็น้องด้วยตัวเองขนาดนี้ถือว่าให้เกียรติสุดๆ แล้ว
หรือเพียงเพราะเรียนมาเยอะกว่า เลยคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าพวกเขางั้นเหรอ?
จ้าวเทียนอีเห็นท่าไม่ดี เหงื่อกาฬไหลพราก รีบตอบเสียงสั่น “ตะ... เต็มใจครับ เต็มใจที่สุดเลย!”
หม่าต๋า “ไหน ลองเรียก 'พี่หม่า' ให้ชื่นใจหน่อยซิ”
จ้าวเทียนอีเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “พะ... พี่หม่าครับ”
หม่าต๋าพยักหน้าอย่างพอใจ “ดี! วันนี้ได้น้องชายอย่างจ้าวเทียนอีมาร่วมก๊วน ถือเป็นิมิตหมายอันดี ทุกคน! ยกแก้วขึ้นมา ฉลองให้สมาชิกใหม่ของเรา!”
สิ้นเสียงสั่ง ทุกคนก็คว้าแก้วกระดาษ รินน้ำเปล่าจนเต็ม
แน่นอนว่าไม่ลืมรินให้จ้าวเทียนอีด้วยแก้วหนึ่ง
“ชน!” หม่าต๋ายกซดจนหมดแก้ว
“ชน!” ลูกน้องทำตามอย่างพร้อมเพรียง
ดูฮึกเหิมและดิบเถื่อนสุดๆ!
จากนั้น สายตากว่าสี่สิบคู่ก็จ้องเขม็งไปที่จ้าวเทียนอี
จ้าวเทียนอีรีบกระดกน้ำเข้าปากทันที ในใจนั้นขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก
“ดี! สะใจ!” หม่าต๋าขยำแก้วกระดาษแล้วโยนลงพื้นอย่างแรง
คนอื่นๆ ก็ทำตาม ภาพที่แก้วถูกขว้างลงพื้นพร้อมกันมันดูมีพลังอย่างบอกไม่ถูก
จ้าวเทียนอีเองก็จำใจต้องโยนแก้วลงพื้นตามเขาไปด้วย
หม่าต๋า “ตอนนี้ในห้องนี้มีแต่พี่น้อง ผมไม่พูดพล่ามทำเพลงละ ในเมื่อทุกคนเลือกที่จะติดตามคุณหนู งั้นผมขอพูดคำเดียว ใครก็ตามที่ทรยศคุณหนู หรือทรยศพี่น้อง... 'สามดาบหกรู' (แทงให้ทะลุ)!”
“สามดาบหกรู!”
“สามดาบหกรู!” ทุกคนขานรับเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตอนนี้หน้าของจ้าวเทียนอีดูแย่ยิ่งกว่าคนร้องไห้เสียอีก
นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย? ข้าแค่จะมาหาลูกค้าหาเงินเข้าออฟฟิศ ไหงกลายเป็สมาชิกแก๊งมาเฟียไปได้?
ทนายความมาเข้าแก๊งนักเลงเนี่ยนะ มันเหมาะสมตรงไหน?
ถ้าเขาย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่มีวันไปทักหม่าต๋าที่หน้าศาลเด็ดขาด แต่ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว
นี่แหละที่เขาเรียกว่า "บัณฑิตเจอทหาร" (พูดกันไม่รู้เื่)
ถึงเขาจะมีกฎหมายอยู่ในมือ สามารถส่งพวกนี้เข้าคุกข้อหาก่อความไม่สงบได้ แต่เขาไม่มั่นใจเลยว่าถ้าเดินออกไปข้างนอก เขาจะไม่โดนอุ้มใส่กระสอบเสียก่อน
หลังจากทำพิธีรับน้องเสร็จ…
หม่าต๋าให้คนไปซื้อเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กๆ มาเพิ่มจนครบคน ทุกคนก็นั่งเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบ
จากนั้นเขาก็หันมาพูดกับจ้าวเทียนอี “น้องจ้าว... ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียก 'อาจารย์จ้าว' แล้ว อาจารย์ครับ เริ่มสอนพวกเราหน่อยสิ?”
จ้าวเทียนอีรีบปฏิเสธ “เอ่อ พี่หม่าครับ เรียกชื่อผมเถอะ ผมไม่ใช่คงไม่ใช่ครูที่ไหนหรอกครับ!”
แต่หม่าต๋ากลับพูดอย่างจริงจัง “เวลาส่วนตัวเราจะเป็พี่น้องเรียกกันยังไงก็ได้ แต่ตอนนี้คือการเรียนการสอน ในเวลาเรียนเราต้องเรียกตามตำแหน่ง!”
“ขอเชิญอาจารย์จ้าว เริ่มคาบเรียนได้ครับ!”
“ขอเชิญอาจารย์จ้าว เริ่มคาบเรียนครับ!” เหล่านักเลงผมทองข้างล่างะโพร้อมกัน
จ้าวเทียนอีรีบพยักหน้าหงึกๆ
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาเห็นนักเลงหัวไม้กลุ่มใหญ่ นั่งหลังตรงแด่วรอฟังเขาบรรยาย... แต่มันช่างดูพิลึกพิลั่นเหลือเกิน
ที่สำคัญที่สุดคือ... เขาไม่รู้ว่าพวกนี้อยากฟังเื่อะไร
“เอ่อ... พี่หม่าครับ พี่อยากให้ผมสอนเื่อะไรล่ะครับ?”
หม่าต๋าตอบอย่างมั่นใจ “แน่นอนว่าต้องเป็เื่ 'กฎหมาย' สิครับ!”
จ้าวเทียนอี “กฎหมาย?”
