คำพูดของเด็กสาวเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโศกเศร้าอันลึกล้ำ
หยางเฉินขมวดคิ้วเน้น พร้อมถามขึ้นว่า "เย่เอ๋อร์ หรือว่าเธอ..."
แต่ยังไม่ทันได้พูดจบหยางเฉินก็โดนโม่เชี่ยนนีสะกิดที่บ่าเบาๆ ส่งผลให้เขานิ่งค้างไปในที่สุด
"นายพูดแบบนี้กับเด็กผู้หญิงได้ยังไงกัน!" โม่เชี่ยนนีกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจ
"เย่เอ๋อร์ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็ไรนะจ๊ะ”
เย่จื่อเห็นโม่เชี่ยนนีพูดออกมาดังนั้นก็ยิ้มแย้มขึ้นมาทันที
"พี่โม่ไม่ต้องว่าพี่หยางหรอกค่ะหนูไม่ได้ถูกคนพวกนั้นรังแกหรอก”
โม่เชี่ยนนีเผยสีหน้าเหมือนโล่งใจพร้อมกล่าวว่า "ไม่ต้องกลัวหรอกพูดมาได้เลยฉันจะช่วยเธอ...”
"แต่เป็แม่ของหนูเอง” เสียงที่เปล่งออกมาเบาคล้ายเสียงกระซิบที่ลอยมาตามสายลม
"อะไรนะ!?"
โม่เชี่ยนนีตกตะลึงไปในทันทีแม้แต่หยางเฉินเองก็ค่อนข้างแปลกใจ
เย่จื่อยิ้มอย่างขมุกขมัวกล่าวว่า
"เมื่อนานมาแล้วแม่ของหนูมักถูกรังแกโดยคนพวกนั้น และหลังจากนั้น... แม่ก็ให้กำเนิดหนู” เสียงของเย่จื่อต่ำลึกใบหน้าของเธอนิ่งสงบเป็อย่างมาก คล้ายการบอกเล่าเื่ราวโชคร้ายในอดีตของตนให้คนแปลกหน้าฟัง
โม่เชี่ยนนีไม่สามารถช่วยอะไรได้ ดวงตาของเธอเริ่มเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา แล้วกล่าวขึ้นอย่างหงุดหงิดว่า
"เธอกับคุณแม่คงลำบากกันมากสินะ”
"หนูไม่เป็ไรหรอกค่ะแต่คุณแม่มีฉันซะก่อนเลยไม่สามารถแต่งงานได้แถมยังโดนครอบครัวของคุณยายไล่ออกจากบ้านอีก หนูคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเลย" ในที่สุดเย่จื่อก็ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปน้ำตาของเธอไหลนองออกมาอย่างต่อเนื่อง "ก่อนที่แม่จะพาหนูไปขายของในเมืองหนูรู้ว่าแม่เ็ปอย่างมากมากเพราะทุกครั้งที่ขึ้นรถไฟขบวนนี้แม่จะต้องนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถนอนหลับได้ แม่มักแอบไปร้องไห้ไม่ให้หนูได้ยิน... ดังนั้นหนูจึงพยายามขายของ ถึงแม้จะได้น้อย แต่หนูก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยแม่..."
บรรยากาศภายในตู้โดยสารบนรถไฟค่อนข้างอึดอัดดังนั้นหยางเฉินจึงเปิดหน้าต่างเพื่อให้ลมพัดผ่านเข้ามาได้สะดวกสบายมากขึ้น
ประสบการณ์อันเลวร้ายของเย่เอ๋อร์ทำให้โม่เชี่ยนนีนึกถึงเื่ราวในอดีตทั้งสองคิดว่าจะไม่เอ่ยถึงมันอีกจนกว่าจะสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้
สถานีรถไฟในเมืองเล็กๆ นั้นมีสภาพย่ำแย่เป็อย่างยิ่งเคาน์เตอร์ขายบัตรทั้งทรุดโทรมและสกปรก เ้าหน้าที่แก่ๆ ประจำอยู่ซึ่งมีก็เหมือนไม่มี
โม่เชี่ยนนีจับมือเย่เอ๋อร์เดินทางไปหมู่บ้านคุนิด้วยกัน
อันที่จริงถ้าไม่มีหยางเฉินและโม่เชี่ยนนีมาด้วยเย่จื่อจะเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน กว่าจะถึงหมู่บ้านก็คงเป็เวลาค่ำมืดมากแล้ว แม้ค่ารถโดยสารจะมีราคาถูก แต่สาวน้อยนั้นหาเงินมาด้วยความยากลำบากเธอจึงไม่ชอบที่จะใช้จ่ายไปกับค่ารถที่ไร้ประโยชน์
เวลานี้ท้องฟ้าค่อนข้างมืดครึ้มขุ่นมัวคล้ายฝนจะตก โม่เชี่ยนนีไม่้าไปถึงบ้านค่ำนัก ดังนั้นพวกเธอจึงซื้อไข่ปิ้งและชาไข่มุกข้างทาง ก่อนจะเดินไปรอรถที่สถานี
เย่จื่ออดทนรอไม่ไหวและ้าจะเดินเท้ากลับบ้านเองจึงเอ่ยขึ้นว่า
"พี่โม่ หนูต้องรีบกลับไปกินข้าวที่บ้าน พี่ไม่ต้องจ่ายเงินค่ารถให้หนูหรอกค่ะ” แม้ค่ารถจะมีราคาเพียงห้าหยวนเด็กสาวยังคงไม่สามารถรับไว้ได้
โม่เชี่ยนนีกล่าวว่า "เธอไม่อยากกลับกับพวกเรางั้นหรือ?"
"ไม่... ไม่ใช่สักหน่อย" เย่จื่อกล่าวเสียงเบาจนคล้ายเสียงกระซิบ
โม่เชี่ยนนีไม่สามารถช่วยอะไรได้ เธอหยิกแก้มของเด็กสาวด้วยความเอ็นดูก่อนกล่าวว่า
"มองเธอแล้วทำให้นึกถึงตัวฉันเมื่อก่อนเธอไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก พี่สาวที่ดีต้องดูแลน้องสาวใช่มั้ยล่ะ”
เย่จื่อกัดริมฝีปากน้อยๆ เธอได้แต่พยักเงียบๆ
หลังจากนั่งรออยู่เป็เวลานาน ''รถบัสจากวันวาน'' ก็มาจอดเทียบท่า ทั้งสามคนเดินขึ้นไปและเลือกที่นั่งที่ตนเองรู้สึกว่าสบายใจ
ผู้โดยสารบนรถประจำทางมีอยู่ประมาณยี่สิบคนแต่มีเพียงเจ็ดถึงแปดคนเท่านั้นที่เข้าไปในหุบเขาคุนชาน และเนื่องจากรถบัสจะจอดรับคนทุกป้ายตลอด กว่าทั้งสามจะไปถึงหุบเขาคุนซานก็ปาไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว
ท้องฟ้าในเวลานี้ร่ำร้องกังวาน เหมือนสุรเสียงของสัตว์ร้ายที่รอการปลดปล่อย ไม่นานนักฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาย้อมทัศนียภาพเบื้องหน้าให้กลายเป็สีขาว พื้นดินบนถนนที่ขรุขระอยู่แล้วเมื่อเจอฝนก็ยิ่งเสียสภาพกลายเป็ดินโคลนทำให้รถเคลื่อนตัวไปได้ช้ากว่าเดิมมาก
เมื่อมองฝนตกลงที่หน้าต่างเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ โม่เชี่ยนนีก็หันไปกอดเย่จื่อที่มีสีหน้ากังวลเมื่อถึงหุบเขาคุนซานแล้ว เธอจะต้องเดินเท้าเข้าไปอีกไกลกว่าจะถึงหมู่บ้าน
"ถ้าไม่ว่าอะไรคืนนี้นอนที่บ้านพี่สาวก่อนดีมั้ยฝนตกแบบนี้อันตรายเกินไป"โม่เชี่ยนนีกล่าว
เย่จื่อส่ายหัวกล่าวว่า
"พี่สาวต้องอยู่กับคุณป้าไม่ใช่เหรอคะ หนูเป็คนนอกเลยไม่อยากรบกวนอีกอย่างคุณแม่จะเป็ห่วงด้วย”
"ถ้าเธอเดินกลับบ้านตอนฝนตกขนาดนี้แม่เธอจะยิ่งเป็ห่วงแน่ๆแล้วถ้าเกิดมีแผ่นดินถล่มขึ้นมาแม่เธอจะทำยังไงเชื่อพี่สาวเถอะ คืนนี้พักที่บ้านพี่ดีกว่า" โม่เชี่ยนนีกล่าวอย่างหนักแน่น
เย่จื่อ้าที่จะปฏิเสธแต่เมื่อเหลือบไปเห็นฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เธอก็ได้แต่กล่าวว่า
"ถ้าฝนหยุดแล้วหนูจะกลับบ้านทันที”
อุณหภูมิบนูเาในตอนกลางวันนั้นค่อนข้างสูงหลังจากที่ฝนตกูเาจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอก โชคดีที่การจราจรบนท้องถนนนั้นมีไม่มากรถประจำทางจึงถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
หยางเฉินลงจากรถเป็คนแรกเพื่อกางร่มให้โม่เชี่ยนนีและเย่จื่อ
หลังจากออกเดินทางโม่เชี่ยนนีพบว่าคนสามคนไม่สามารถอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันได้ ในขณะที่ฝนยังคงตกต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ดังนั้นเธอเลยหันไปมองหยางเฉิน
หยางเฉินยัดร่มใส่มือโม่เชี่ยนนีพร้อมกล่าวว่า
"คุณอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับเย่เอ๋อร์เถอะผมจะใช้กระเป๋ากันฝนเอง ผมร่างกายแข็งแรง ฝนแค่นี้ผมไม่เป็อะไรหรอก"
"แต่..."
"ไม่มีแต่ผมไม่สามารถปล่อยให้เชี่ยนเชี่ยนน้อยของผมเปียกฝนเด็ดขาด" หยางเฉินพูดติดตลก
โม่เชี่ยนนีหน้าแดงและรู้สึกวาบหวามในจิตใจ
เย่จื่อมองไปที่ทั้งสองด้วยสายตาอิจฉาเล็กน้อย
ทั้งสามคนเดินไปตามถนนหนทางคับแคบ ที่เต็มไปด้วยต้นวัชพืชและหินขรุขระหยางเฉินเดินถือสัมภาระขนาดใหญ่ตามมาด้านหลังในแบบที่คนทั่วไปไม่อาจกระทำตามได้
ไม่นานนักบ้านหลังหนึ่งก็ปรากฏอยู่ในสายตาของพวกเขา และตามมาด้วยบ้านรูปทรงประหลาดอีกหลายหลัง
โม่เชี่ยนนีไม่ได้กลับมาบ้านกว่าสิบปีแต่เธอกลับคุ้นเคยกับที่นี่และไม่ได้หยุดพักเพื่อคลำหาเส้นทางใดๆ เลย
เมื่อเดินผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวโม่เชี่ยนนีก็ชะงักฝีเท้าหยุดลง
เธอเหม่อมองไปที่เงาร่างของหญิงสาวที่ถือร่มคนหนึ่งด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
ไม่นานนักเสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้น"หนูเหรอ?"
ทันใดนั้นโม่เชี่ยนนีก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไปเธอเกือบจะขว้างร่มทิ้งและวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่สนดินโคลนใดๆ และแม้กระทั่งลืมเลือนเย่จื่อที่อยู่ข้างๆไปโดยสิ้นเชิง
"แม่!"
ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองจะพบกันในลักษณะนี้
หม่ากุ้ยฟางนั้นเป็เช่นเดียวกับโม่เชี่ยนนี เธอโยนร่มทิ้งไปในทันทีและตรงเข้าไปโอบกอดลูกสาวไว้พร้อมเช็ดน้ำฝนหรือน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยของหญิงชราออก เพื่อให้สามารถมองดูลูกสาวที่น่ารักได้ถนัดตา
หยางเฉินเก็บร่มของโม่เชี่ยนนีขึ้นมากางให้เย่จื่อด้วยเนื้อตัวที่เปียกปอน
หลังจากผ่านไปไม่นานหม่ากุ้ยฟางเช็ดน้ำตาและหันมายิ้มให้กับหยางเฉินและเย่จื่อ
"เธอคงเป็ลูกเขยหยางที่นีซี่เล่าให้ฟังเป็หนุ่มรูปงามจริงๆ เสียด้วย"
หนุ่มรูปงาม? ดูเหมือนนี่จะเป็ครั้งแรกที่มีคนบอกหยางเฉินว่าเขาเป็หนุ่มรูปงาม
หยางเฉินไม่ได้ปฏิเสธเื่ลูกเขย มิหนำซ้ำยังส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างหน้าด้านอีกด้วย นั่นทำให้โม่เชี่ยนนีส่งสายตาดีใจปนโกรธมาให้เขา
แต่ทันใดนั้นหม่ากุ้ยฟางก็มองไปที่เด็กน้อยเย่จื่อและโม่เชี่ยนนีก็อธิบายขึ้นว่า
“นี่คือเย่จื่อจากหมู่บ้านหนานเธอเดินทางมากับพวกเรา หนูเห็นว่าฝนตกหนักเลยอยากให้เธอมาพักที่บ้านเราก่อนคืนหนึ่ง”
หม่ากุ้ยฟางจับมือเย่จื่ออย่างอบอุ่นพร้อมกล่าวว่า
"หนูไม่ต้องเกรงใจนะจ๊ะ ป้าเตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้ว เข้าบ้านไปกินด้วยกันนะ”
"ขอบคุณค่ะคุณป้า" เย่จื่อเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
หลังจากนั้นทั้งสี่ก็เดินทางเข้าไปในบ้านโม่เชี่ยนนีมีท่าทางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินจูงมือกับคุณแม่อยู่ตลอดการกลับมาพบเจออีกครั้งระหว่างแม่ลูกในคราวนี้ทำให้หยางเฉินรู้สึกอิจฉาอยู่เล็กๆ
อย่างไรก็ตามหม่ากุ้ยฟางผู้นั้นหันมายิ้มให้หยางเฉินเป็ระยะๆนั่นทำให้หยางเฉินรู้สึกขนลุกชันไปทั่วทั้งกาย ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ซื้อของขวัญให้แม่ยายเลยสักชิ้น!?
