"เหมี่ยวเหมี่ยว หากขายผักเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านนะลูก"
"เ้าค่ะท่านแม่"
หญิงสาวเอ่ยรับคำผู้เป็มารดา ก่อนจะรีบสะพายกระบุงที่มีผักสดขึ้นบนบ่า แล้วจึงมุ่งหน้าเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว นางย่ำฝีเท้าไปตามทางเดินอย่างเร่งรีบจนกระทั่งมาถึงแผงตลาด จากนั้นก็เริ่มจัดเรียงเปิดแผงขายของทันที
นางมีนามว่า ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว ปีนี้อายุสิบแปดปีแล้ว แต่กลับยังไม่ได้แต่งงานเสียที อีกทั้งยังต้องตรากตรำขายผักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงมารดา เดิมทีตระกูลฟ่านเป็ตระกูลคหบดีที่ร่ำรวย แต่เพราะบิดาของนางติดการพนันจนนำจวนไปเข้าจำนองกับพวกอันธพาล ทำให้พวกนางถูกเ้าหนี้ตามทวงจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนและถูกยึดบ้านจนต้องบากหน้ามาขออาศัยอยู่ในบ้านมุงฟางเก่าๆ ของเพื่อนบ้านผู้มีเมตตา ส่วนบิดาเมื่อหมดตัวก็ปลิดชีพตนเองเพื่อหนีปัญหา ทิ้งให้นางและมารดาต้องตกระกำลำบากอยู่เพียงลำพัง
ก่อนหน้านี้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวมีสัญญาหมั้นหมายกับ ไป๋เฟิ่งอวี้ เขาเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลคหบดีเช่นเดียวกันกับนาง แต่พอบ้านของนางตกต่ำ คนตระกูลไป๋ก็เริ่มตีตัวออกห่าง เื่ราวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออวี้เจียหลินกงจู่ซึ่งเป็บุตรสาวคนโตของอวี้อ๋องเกิดมาถูกตาต้องใจไป๋เฟิ่งอวี้เข้า นางจึงใช้ทั้งเล่ห์กลมารยาหลอกล่อครอบครัวตระกูลไป๋ว่าหากไป๋เฟิ่งอวี้แต่งงานกับนางแล้วจะมีแต่ความมั่งคั่งไปชั่วชีวิต
ไป๋เฟิ่งอวี้มีความสามารถและเรียนหนังสือเก่ง จึงเป็ที่ถูกใจอวี้อ๋องอย่างมาก ไม่นานก็ถูกเรียกตัวเข้าวังอ๋องไปรับใช้ใกล้ชิดอยู่ข้างกายอวี้อ๋อง เมื่อเริ่มมีอำนาจในมือ เขาก็ตัดเยื่อใยจากฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอย่างไม่ไยดี ซึ่งฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเองก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยชอบตามตื้อ นางไม่คิดจะยื้อบุรุษที่หมดใจให้อยู่ข้างกายตนอย่างแน่นอน นางจึงไม่ไปตามตอแยเขาอีก หลังจากนั้นไม่นานไป๋เฟิ่งอวี้ก็แต่งงานกับอวี้เจียหลิน งานมงคลนั้นจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะธิดาคนโตที่อวี้อ๋องรักใคร่ อวี้อ๋องรักบุตรสาวคนนี้มากกว่าหลินหมินบุตรชายคนเล็กเสียอีก ต่อให้อวี้เจียหลินจะเอาแต่ใจมากเพียงใดหรือทำร้ายผู้ใดอย่างทารุณแค่ไหน อวี้อ๋องก็ไม่เคยเอ่ยปากตำหนินางเลยแม้แต่คำเดียว
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย นี่สินะคืออำนาจ ผู้ที่มีอำนาจล้วนกระทำการใดก็ได้ตามใจตน ส่วนพวกนางที่เป็เพียงคนสามัญชนธรรมดากลับถูกมองราวกับเป็เศษดินเศษหญ้าข้างถนน
"ผักจ้าผัก วันนี้มีผักกาดหัวงามๆ ต้นหอมอวบๆ มาขายจ้า"
หญิงสาวไม่สนใจเื่ไร้สาระอีก ตอนนี้สิ่งที่นางต้องกังวลมากที่สุดก็คือเื่ของปากท้อง มารดาของนางสุขภาพไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าใดนัก แต่ละเดือนต้องใช้เงินไปกับค่ารักษาไม่น้อย ทำให้นางต้องทำงานหนักกว่าแต่ก่อน นอกจากขายผักแล้วยังต้องรับจ้างเก็บสมุนไพรไปขายที่ร้านยาอีกด้วย
ตอนที่ท่านปู่ยังอยู่ นางมีชีวิตสุขสบายอย่างยิ่ง แต่ไม่คิดเลยว่าความสุขนั้นจะแสนสั้นราวกับสายลมพัดผ่านไป
ตลาดเช้าวันนี้ค่อนข้างคึกคักไม่น้อยเลย มีผู้คนเดินขวักไขว่เพื่อจับจ่ายซื้อของกันเป็ระยะ ลูกค้าหลายคนแวะเวียนมาซื้อผักจากแผงลอยของนางไม่ขาดสาย เสียงพูดคุยที่ดังจอแจช่วยทำให้จิตใจที่หม่นหมองของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวดีขึ้นไม่น้อย
แต่ทว่าฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเพิ่งจะนั่งขายของได้ไม่นาน กลับมีสตรีผู้หนึ่งยกเท้าขึ้นมาเตะแผงผักของนางจนกระจัดกระจายลงไปบนพื้น เมื่อฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็อวี้เจียหลินนั่นเอง
หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย อวี้เจียหลินแม้จะแต่งงานกับไป๋เฟิ่งอวี้ไปแล้วแต่กลับไม่ยอมเลิกตามราวีนาง เพียงเพราะนางเคยเป็คู่หมั้นของไป๋เฟิ่งอวี้เท่านั้นอวี้เจียหลินจึงหึงหวงจนหน้ามืดตามัวกลัวว่าไป๋เฟิ่งอวี้จะกลับมาหานางอีกครั้ง
"มองหน้าข้าทำไม อยากลองดีหรือ"
อวี้เจียหลินเอ่ยเย้ยหยันอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกำมือแน่น เพราะนางเป็เพียงแม่ค้าขายผักจึงไม่อาจลงมือทุบตีคนสูงศักดิ์อย่างอวี้เจียหลินได้ ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางพยายามไม่สนใจสตรีน่ารำคาญผู้นี้อีก จากนั้นก็รีบก้มหน้าก้มตาเก็บผักที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นใส่กระบุงเตรียมสะพายกลับบ้าน อย่างไรวันนี้ก็ขายได้พอประมาณแล้ว และนางก็ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับอวี้เจียหลินด้วยจึงคิดจะหลีกเลี่ยงไปเสีย
ด้านอวี้เจียหลินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล้าต่อกรกับตน อีกทั้งยังทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนก็รู้สึกพอใจเป็อย่างมาก เมื่อไม่มีเื่สนุกให้ทำแล้วอวี้เจียหลินจึงกลับไปหาสามีสุดที่รักของตนเองทันที ผู้คนรอบข้างต่างมองมาที่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยแววตาสงสารเห็นใจอย่างสุดซึ้ง แต่หญิงสาวกลับไม่ใส่ใจ นางรีบเดินออกจากตลาดไปทันที
หลังจากออกมาจากตลาด ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็มุ่งหน้าไปยังโรงหมอทันที นางมักจะมาซื้อยาที่โรงหมอแห่งนี้อยู่เสมอ ท่านหมอจ้าวเอ่ยทักทายนางสองสามประโยคก่อนจะไปจัดยาให้ อีกทั้งยังคิดเงินเพียงครึ่งราคาเพราะสงสารหญิงสาวที่ต้องแบกภาระดูแลมารดาเพียงลำพัง ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวซาบซึ้งใจมาก และยังเคารพท่านหมอจ้าวเหมือนบิดาอีกคน เพราะท่านหมอจ้าวใจดีและมีเมตตากับครอบครัวของนางมาก
"ท่านลุงจ้าว พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาให้ท่านนะเ้าคะ คาดว่าครั้งนี้อาจจะต้องเดินทางออกนอกเขตแคว้นอวี้เสียหน่อย"
ท่านหมอจ้าวเมื่อได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด
"เหมี่ยวเอ๋อร์เอ๋ย เ้าระวังตัวให้มากหน่อยนะ ได้ยินว่ายามนี้ แคว้นเซียวเพิ่งเปลี่ยนท่านอ๋ององค์ใหม่ขึ้นครองเมือง ชื่อเสียงของเขาโเี้มาก ทั้งสังหารมารดาเลี้ยง ฆ่าน้องชายต่างมารดาที่อายุเพียงสิบสามปีอย่างอำมหิต อีกทั้งยังคิดจะบุกตีแคว้นอื่นเพื่อรวบรวมอำนาจอีกด้วย สถานการณ์ในยามนี้อันตรายมาก เ้าจงระวังตัวให้มาก"
"เ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ขอบคุณท่านลุงจ้าวมาก"
หญิงสาวเอ่ยรับคำ ก่อนจะจัดการเก็บห่อยาใส่กระบุงแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านทันที เมื่อถึงบ้านนางก็จัดการต้มยาให้มารดาและปรุงอาหารง่ายๆ สองอย่างเอาไว้กินกันสองคนแม่ลูก เมื่อเห็นว่ามารดากินข้าวอิ่มแล้วนางจึงป้อนยาให้มารดากินอย่างใส่ใจ ก่อนจะรีบเข้านอนแต่หัววันเพื่อเตรียมตัวขึ้นเขาในเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น
เช้ามืดวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปเก็บสมุนไพรในทันที ก่อนไปนางยังต้มโจ๊กและอุ่นยาเตรียมไว้ให้มารดาเรียบร้อยอีกด้วย แม่ของนางยังพอเดินเหินได้จึงสามารถลุกขึ้นมากินอาหารและยาเองได้ยามนางต้องออกไปทำงาน
ก่อนหน้านี้แคว้นอวี้ไม่ได้เข้มงวดเื่การเดินทางเข้าออกเมืองเท่าใดนัก แต่ระยะนี้อาจเพราะสถานการณ์รอบนอกตึงเครียดทำให้ต้องกวดขันเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม กว่านางจะออกจากเมืองได้ก็ใช้เวลาไปพอสมควร นายทหารกำชับให้นางกลับมาก่อนท้องฟ้าจะมืดค่ำ หญิงสาวรับปากอย่างนอบน้อมจากนั้นก็แบกกระบุงมุ่งหน้าขึ้นเขาไปทันที
ูเาที่นางขึ้นไปนั้นเดิมทีอยู่ในเขตแดนของแคว้นอวี้ แต่เพราะมีผู้คนมาเก็บสมุนไพรไปเกือบหมด ทำให้นางต้องเดินลึกเข้าไปในป่าที่เป็เขตเชื่อมต่อระหว่างแคว้นเซียวกับแคว้นอวี้ซึ่งนางไม่เคยเดินล่วงล้ำมาจนถึงที่นี่เลย นี่นับว่าเป็ครั้งแรก เมื่อมาถึงก็พบว่ามีสมุนไพรมากมายขึ้นอยู่เต็มไปหมด ทั้งสมุนไพรห้ามเื สมุนไพรบำรุงร่างกายและสมุนไพรแก้พิษ หญิงสาวดีใจมากจึงรีบเก็บสมุนไพรเ่าั้อย่างรวดเร็ว คาดว่าหนนี้คงจะได้เงินหลายตำลึง พอเป็ค่ายาให้มารดาได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว
แต่ทว่าในขณะที่นางกำลังก้มเก็บสมุนไพรอยู่นั้น กลับมีมือของใครบางคนยื่นมาปิดปากของนางเอาไว้ ก่อนที่คนผู้นั้นจะลากนางเข้าไปในป่าลึกอย่างไม่ปรานีปราศรัย แรงลากนั้นมหาศาลจนรองเท้าของนางหลุดลุ่ย เท้าที่ครูดไปกับดินถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนเป็าแมีเืไหลออกมาเล็กน้อย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามขัดขืนแต่กลับไม่เป็ผล นางถูกลากมาจนถึงหลังกอไผ่ใหญ่ ก่อนจะถูกจับเหวี่ยงลงพื้นหญ้าอย่างแรง จากนั้นก็มีบุรุษผู้หนึ่งโถมกายเข้ามาหานาง
"ช่วยข้าที ข้าไม่ไหวแล้ว!"
สิ้นคำเขาก็บังคับจูบนางทันที ััของชายหนุ่มไม่ได้อ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังป่าเถื่อนดุดันอย่างเห็นได้ชัด ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวพยายามเบือนหน้าหนีแต่เขากลับยิ่งบังคับจูบนางอย่างบ้าคลั่ง ความหวาดกลัวเริ่มปกคุลมจิตใจของฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยว นางตัวสั่นเทาเป็อย่างมาก หญิงสาวพยายามตั้งสติพยายามผลักเขาออกแต่กลับไม่เป็ผล ใบหน้าของบุรุษปริศนาหล่อเหลาเอาการแต่กลับแดงระเรื่ออย่างผิดสังเกต ลมหายใจของเขาก็ถี่กระชั้นไม่น้อย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวชะงักไปทันที อยู่ๆ หญิงสาวก็พลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของชายหนุ่มตรงหน้า เพราะคลุกคลีอยู่ที่ร้านยาบ่อยครั้งและท่านหมอจ้าวก็เคยสอนนางอยู่บ้าง ทำให้ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเริ่มคาดเดาว่าคนตรงหน้าอาจจะถูกวางยาปลุกกำหนัดมา!
นางรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีผลักเขาออกแล้วใช้เท้าของตนยื่นไปยันกางลำตัวเขาเอาไว้ ดวงตาคู่สวยสอดส่ายมองไปโดยรอบ จนพบเข้ากับลำธารสายหนึ่ง ตอนนี้ชายหนุ่มปริศนาเริ่มอ่อนแรงลงไปมาก นางจึงรีบประคองเขาไปที่แม่น้ำแล้วลากตัวเขาลงไปแช่ในน้ำทันที ความเย็นของสายน้ำช่วยทำให้อาการของเขาดีขึ้นเล็กน้อย ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวอาศัยจังหวะนี้คว้าหยิบสมุนไพรบางอย่างมายัดใส่ปากเขา นางบังคับให้เขาเคี้ยวและกลืนลงไป สมุนไพรนี้มีฤทธิ์ยับยั้งและบรรเทาอาการจากยาปลุกกำหนัดได้ ชายหนุ่มตรงหน้ามีท่าทีดึงดั้นไม่ยอมกินสมุนไพรนั้นแต่นางก็พยายามทุกวิถีทางจนเขายอมกลืนยาสมุนไพรลงไป ไม่นานใบหน้าของเขาก็เริ่มหายแดง ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอมากขึ้น จากนั้นชายหนุ่มก็หมดสติไปทันที
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวเริ่มคิดหนัก หญิงสาวทั้งหวาดกลัวและระแวง นางจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละก่อนจะพบว่าบุรุษผู้นี้หน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก เขาสวมชุดหรูหรามีราคาเหมือนพวกคุณชายสูงศักดิ์ที่นางเคยเห็น นางไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงมาปรากฏตัวในป่าลึกนี่และไม่รู้ว่าระหว่างทางเกิดเื่ใดขึ้นจึงทำให้เขาถูกวางยาเช่นนี้
เพราะนางออกมาจากเมืองนานแล้วเดิมทีควรจะรีบกลับ แต่ก็อดรู้สึกเวทนาชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ เขาหมดสติไปแล้วอีกทั้งที่นี่ยังเป็ป่าไร้ผู้คนเดินสัญจรไปมา หากเขาถูกสัตว์ร้ายมาทำร้ายเข้าจะทำเช่นไร แม้จะโมโหที่เขาลวนลามตนเมื่อครู่นี้ แต่ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวกลับไม่อยากถือสาเมื่อรู้ว่าเขาถูกฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด แล้วยังรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาอีกด้วย
ช่างเถอะ รอให้เขาฟื้นก่อนแล้วนางค่อยจากไปก็แล้วกัน อย่างน้อยก็คิดว่ามีเมตตาต่อคนใกล้จะตาย เผื่อว่าบุญกุศลนี้จะช่วยให้มารดาของนางหายป่วยในเร็ววัน
เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงพยุงเขาขึ้นจากน้ำมานั่งพิงใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะก่อไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับเขา ทั้งที่ตนเองก็เจ็บเท้าไม่น้อยเลยแต่ต้องพยายามอดทนเอาไว้ เพราะก่อนหน้านี้เขากินสมุนไพรแก้พิษยาเข้าไป ไม่นานนักชายหนุ่มก็ได้สติกลับคืนมา เขายกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วที่ปวดหนึบอย่างทรมาน รู้สึกว่าร่างกายค่อนข้างร้อนระอุอยู่เล็กน้อย
"ท่านฟื้นแล้วหรือ เป็เช่นไรบ้าง ดื่มน้ำก่อนเถิด"
ฟ่านเหมี่ยวเหมี่ยวที่เห็นว่าชายหนุ่มฟื้นขึ้นมาแล้วก็พอจะเบาใจลงไปได้บ้าง นางเอ่ยถามเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ในเมื่อเขาได้สติแล้วนางจะได้รีบกลับบ้านไปหาท่านแม่เสียที
แต่ทว่าอยู่ๆ ชายหนุ่มคนนั้นกลับหันมาจ้องมองนางด้วยแววตาที่วาวโรจน์ ก่อนจะพุ่งเข้ามากดตัวนางลงไปกับพื้นหญ้าแล้วจึงใช้มีดสั้นวางพาดลงมาบนลำคอระหงของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
"สตรีต่ำช้า เ้ากล้าล่วงเกินข้าหรือ!"
