เด็กน้อยก้มมองดินที่แข็งปั๋ง "ดินหิวข้าวเหรอจ๊ะ? งั้นเราเอาข้าวต้มมาแบ่งให้ดินไหมจ๊ะแม่?"
ซูเหยาหลุดขำออกมาเบาๆ เป็ครั้งแรก ความใสซื่อของเด็กนี่มันก็น่าเอ็นดูอยู่บ้าง "ดินไม่กินข้าวต้มหรอกจ้ะ แต่มันกินปุ๋ยและอากาศตอนนี้ดินมันอัดแน่นจนหายใจไม่ออก เราต้องทำให้มันโปร่งขึ้น"
เธอพินิจพิจารณาและคิดถึงแผนการกู้ชีพ ซูเหยาเริ่มอธิบายแผนการที่ดูประหลาดในสายตาคนยุค 70 ให้ลูกสาวฟัง เธอสั่งให้เสี่ยวเถาไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้ง ใบไม้ร่วง และเศษหญ้าป่าที่เก็บมาเมื่อวาน มากองรวมกันไว้
"เสี่ยวเถา ฟังนะ ต่อไปนี้สวนนี้คือห้องทดลองของเรา" ซูเหยาพูดยิ้มๆ
"เราจะเริ่มจากสิ่งที่เรียกว่า การคลุมดิน และการปรุงดินด้วยวิธี...เอ้อ...เป็ภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่า Compost"
ขณะที่เธอกำลังใช้จอบพยายามแซะดินที่แข็งดั่งเหล็ก เสียงหัวเราะเยาะหยันก็ดังมาจากรั้วไม้ไผ่ข้างบ้าน
"ว้าย! ดูนั่นสิ นังม่ายหลินมันบ้าไปแล้วจริงๆ นั่งคุยกับดินกับหญ้า"
สะใภ้รองบ้านตระกูลหลิน ซึ่งเป็น้องสะใภ้ของสามีเก่ายืนกอดอกมองด้วยสายตาหยามเหยียด
"นี่ซูเหยา แกจะขุดดินไปทำไมให้เสียเวลา? ดินอาถรรพ์แบบนั้นปลูกอะไรก็ตาย ขนาดหัวหน้าคอมมูนยังบอกเลยว่าที่ตรงนี้มันที่ทิ้งขยะเก่า ปลูกไปก็เสียแรงเปล่า เอาเวลาไปรับจ้างซักผ้าหาเงินมาซื้อข้าวให้ลูกกินเถอะ"
ซูเหยาหยุดจอบ พลิกตัวกลับมามองด้วยสายตาเ็า "พี่สะใภ้รอง... คำว่า 'ปลูกอะไรก็ตาย' มันมีไว้สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เท่านั้นแหละค่ะ"
"แหม! นังนี่ ปากดีนักนะ" สะใภ้รองแหวขึ้น "มีความรู้? แกน่ะเหรอมีความรู้? จบแค่ชั้นประถมสี่ แต่อวดดีจะมาสอนเื่ปลูกผัก ฉันปลูกมาทั้งชีวิตยังทำไม่ได้ แล้วแกเป็ใคร?"
ซูเหยาขยับแว่นทั้งที่ไม่มีอยู่บบนใบหน้าแต่เป็ความเคยชินก่อนเอ่ยว่า
"ฉันคือคนที่รู้ว่าทำไมผักบ้านพี่ถึงใบเป็จุดขาวๆ และทำไมมะเขือเทศถึงลูกลีบแบบนั้น... อยากรู้ไหมคะว่าเพราะอะไร?"
สะใภ้รองชะงัก "คะ...เพราะอะไร?"
"เพราะพี่ใส่ขี้หมูสดลงไปในดินโดยไม่ผ่านการหมักยังไงล่ะ ความร้อนจากแอมโมเนียมันเผารากพืชจนกุดหมดแล้ว" ซูเหยาพูดพลางยิ้มมุมปาก "ถ้าอยากให้สวนตัวเองรอด ก็เลิกยุ่งเื่สวนคนอื่นเถอะค่ะ"
สะใภ้รองหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด "แก! คอยดูเถอะ ถ้าผักแกไม่งามภายในเดือนหน้า ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านว่าแกเอาเวลาทำงานคอมมูนมาทำเื่ไร้สาระ!"
เมื่อสะใภ้รองสะบัดบ๊อบเดินจากไป เสี่ยวเถามองแม่ด้วยตาเป็ประกาย "แม่จ๋า แม่เก่งจังเลย ป้าสะใภ้รองหน้าแดงเหมือนลูกตำลึงเลย!"
"จำไว้นะเสี่ยวเถา ความรู้คืออาวุธที่เงียบเชียบที่สุด" ซูเหยาลูบหัวลูกสาว "มา... ช่วยแม่เอาใบไม้ป่าพวกนี้มาผสมกับขี้เถ้าจากเตาไฟเร็ว"
เธออธิบายให้เด็กน้อยฟังถึงบทเรียนพฤกษศาสตร์ในสนามจริง ตลอดทั้ง่เช้า ซูเหยาสอนเสี่ยวเถาให้รู้จักการ "ทำปุ๋ยหมัก" แบบเร่งด่วน เธอใช้ขี้เถ้าที่มีคุณสมบัติเป็ด่างมาช่วยลดความเป็กรดของดิน และนำเศษพืชตระกูลถั่วป่าที่เก็บมาสับเป็ชิ้นเล็กๆ เพื่อเพิ่มไนโตรเจน
"ทำไมต้องสับล่ะจ๊ะแม่?" เสี่ยวเถาถามพลางช่วยใช้หินก้อนเล็กๆ ทุบกิ่งไม้
"เพราะมันจะช่วยให้จุลินทรีย์... เอ่อ เ้าตัวเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น มาช่วยย่อยสลายให้กลายเป็อาหารพืชได้เร็วขึ้นไงจ๊ะ" ซูเหยาอธิบายโดยปรับคำศัพท์ให้ง่ายขึ้น "ถ้าเราใส่เป็ชิ้นใหญ่ ดินจะใช้เวลานานเกินไปในการย่อย"
ซูเหยาขุดหลุมเป็ระยะๆ แล้วหย่อนปุ๋ยหมักทำเองลงไป ก่อนจะนำฟางเก่าๆ มาคลุมทับหน้าดินเพื่อรักษาความชื้น
"แม่จ๋า ดูนั่นสิ!" เสี่ยวเถาชี้ไปที่มุมหนึ่งของรั้ว
ซูเหยาเดินไปดู และเธอก็ต้องเบิกตาโตด้วยความยินดี "นี่มัน...ต้นดาวเรืองป่า!"
"มันคือดอกไม้เหรอจ๊ะแม่?"
"มากกว่าดอกไม้จ้ะเสี่ยวเถา รากของมันมีสารที่ช่วยขับไล่ศัตรูพืชในดินได้ดีเยี่ยม" ซูเหยารีบขุดมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
"เราจะปลูกมันไว้รอบๆ แปลงผักกาด มันจะเป็ทหารยามคอยปกป้องผักของเรา"
เสี่ยวเถาฟังอย่างเพลิดเพลิน เธอรู้สึกว่าการปลูกผักกับแม่วันนี้ไม่ได้เหมือนการถูกบังคับให้ใช้แรงงาน แต่มันเหมือนกับการสร้างกองทัพและโลกใบใหม่
เย็นวันนั้น สวนที่เคยดูรกร้างเริ่มมีระเบียบ แปลงผักถูกยกขึ้นเป็รูปเป็ร่างแม้จะยังไม่มีสีเขียวขจี แต่ดินที่เคยแห้งแข็งกลับดูชุ่มชื้นขึ้นด้วยการคลุมดินตามหลักวิชาการ
ซูเหยานั่งลงบนขอนไม้เช็ดเหงื่อที่หน้าผาก เธอมองไปที่มือที่พองขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความภูมิใจกลับมาแทนที่ความเหนื่อยล้า ในยุคสมัยที่ทุกอย่างขาดแคลน สิ่งเดียวที่เธอมีล้นเหลือคือความรู้ และเธอจะใช้มันพลิกฟื้นผืนดินอาถรรพ์นี้ให้ดู!
"แม่จ๋า...วันนี้เสี่ยวเถาไม่เหนื่อยเลย" เด็กน้อยคลานมานั่งข้างๆ ซบหัวลงที่ตักของซูเหยา "วันพรุ่งนี้เราจะปลูกอะไรกันดีจ๊ะ?"
ซูเหยามองท้องฟ้าสีส้มยามเย็น พลางนึกถึง "เมล็ดพันธุ์" ที่เธอแอบคัดแยกไว้จากป่า "พรุ่งนี้... เราจะปลูกความหวังกันจ้ะเสี่ยวเถา"
ทว่าในขณะที่สองแม่ลูกกำลังมีความสุขอยู่นั้น ที่รั้วอีกด้านหนึ่ง มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาด้วยความสนใจ ไม่ใช่สายตาเหยียดหยามเหมือนพวกสะใภ้บ้านหลิน แต่เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนและชื่นชม
ผู้กองลู่เฉิง ในชุดทหารสีเขียวเข้ม ยืนนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ เขาเพิ่งเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านเพื่อพักผ่อน และภาพหญิงสาวที่นั่งอธิบายเื่จุลินทรีย์ให้ลูกสาวฟังด้วยท่าทางมั่นใจนั้น ช่างขัดกับคำเล่าลือเื่แม่ม่ายเสียสติที่เขาเคยได้ยินมาอย่างสิ้นเชิง
ท้องไส้ที่กิ่วจนบิดเป็เกลียวคือสัญญาณเตือนภัยที่ดังกว่าเสียงนกร้องในยามเช้า หลินซูเหยา ตื่นมาพบกับความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าการขุดดินแข็งๆ นั่นคือความว่างเปล่าในถังเก็บข้าว สภาพสังคมจีนในปี 1974 ที่มีระบบปันส่วนอาหารอย่างเข้มงวดประกอบกับความแร้นแค้นของครอบครัวม่าย ทำให้เสบียงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดหมดลงเร็วกว่าที่คิด
"แม่จ๋า... น้ำในหม้อต้มมันใสจังเลยจ้ะ" เสี่ยวเถา นั่งจ้องมองชามกระเบื้องที่มีเพียงน้ำต้มสีขุ่นและเศษผักเหี่ยวๆ ลอยคออยู่เพียงไม่กี่ชิ้น เด็กน้อยพยายามซดน้ำประทังหิวด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัว
