ตอนที่ 24
อุโมงค์สยองขวัญ (4)
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งบนรถบัส
"เ้าหนูผมทอง" หวังเกอ ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากการสลบไสลแบบทุลักทุเล พอลืมตาขึ้นแล้วเห็นผีเต็มรถ เขาก็เปลี่ยนจากความกลัวกลายเป็อาการ "ปลง" จนสมองเบลอไปแล้ว
"นรก... ที่นี่คือนรกแน่ๆ ฉันตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรต้องกลัว"
เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนคนเสียสติ พร้อมรอยยิ้มโง่เง่าบนใบหน้า…
"ไอ้มนุษย์นี่เป็อะไรไปน่ะ?"
"ดูเหมือนมันจะบ้าไปแล้วนะ?"
"แม่บอกว่า อย่าเข้าใกล้คนบ้า เดี๋ยวจะติดเชื้อ"
พริบตาเดียว รถบัสที่เคยเบียดเสียดจนแน่นขนัดกลับเว้นที่ว่างรอบตัวหวังเกอจนโล่งเตียน พวกผีต่างมองเขาด้วยสายตารังเกียจ ถึงพวกมันจะกินเนื้อคนดื่มเืคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะไม่ "เลือกกิน" นะโว้ย!
หวังเกอที่จิตหลุดไปแล้ว พอเห็นพวกผีหลบหน้าก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเอง "ไปนรก" เรียบร้อยแล้ว
"ตายก็ดีเหมือนกัน ตายแล้วจะได้ไม่ต้องกลัวผี ในเมื่อสู้ไม่ได้ ก็เข้าร่วมมันซะเลย"
เขาชูมือขึ้น ส่งยิ้มพิมพ์ใจทักทายพวกผีว่า
"ไฮ้! สวัสดีครับทุกคน ผมสมาชิกใหม่ชื่อหวังเกอ ต่อไปนี้ผมคือส่วนหนึ่งของโลกสยองขวัญ เป็สมาชิกในครอบครัวใหญ่ของพวกเรา หวังว่าทุกคนจะช่วยชี้แนะนะครับ มาร่วมมือกันกำจัดพวกมนุษย์ให้สิ้นซากกันเถอะ"
"ไอ้โง่"
"ปัญญาอ่อน"
"ประสาท"
พวกผีไม่มีใครสนใจเขาสักตัว หวังเกอรู้สึกเสียใจทันที น้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจ ตอนเป็คนก็ไม่มีใครรัก พอเป็ผีก็ยังโดนรังเกียจอีกเหรอเนี่ย
"ที่นี่ที่ไหนน่ะ? ทำไมรถบัสมาจอดตรงนี้?"
หวังเกอเช็ดน้ำตาแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นแสงไฟวับแวมอยู่ไกลๆ ช่วยขับไล่ความมืดไปได้บ้าง นั่นทำให้เขาพบว่าตัวเองอยู่ในอุโมงค์ ด้วยความที่คิดว่าตัวเองตายไปแล้ว ความกล้าเลยพุ่งปรี๊ด เขาปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเดินลงรถมุ่งหน้าไปทางแสงไฟนั้นลำพัง
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็ได้กลิ่นเนื้อย่างลอยมาเตะจมูกจนต้องลอบกลืนน้ำลาย
"หรือว่าข้างหน้าเขากำลังจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวกันอยู่?"
หวังเกอเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็เข้าใกล้จุดเกิดเหตุ แต่พอได้เห็นภาพตรงหน้า
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ ศพนับไม่ถ้วนดิ้นพล่านกรีดร้องโหยหวนด้วยความทรมานในกองไฟ โดยมี "ฆาตกรโรคจิตสุดโหด" ถือขวานั์กวัดแกว่ง พอขวานจามลงทีไร หัวคนก็พุ่งกระเด็นขึ้นฟ้า เืสาดกระจายไปทั่ว…
"แม่จ๋า... นรกมันก็น่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย"
หวังเกอตาเหลือก แล้วก็สลบเหมือดไปเป็รอบที่สาม
เพราะชิงหลี่ลงมือโหดเกินไป บนพื้นจึงเต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนกลาด พวกศพที่โดนสิงเริ่มขวัญเสีย พากันถอยหนีกลับเข้าไปในรอยแตกของกำแพงอุโมงค์
"หมอฉู่คะ ศพแค่นี้พอหรือยัง?"
ชิงหลี่แบกขวานั์ไว้บนบ่า ใบหน้าขาวนวลมีหยดเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย
"พอแล้วครับ ลำบากเธอจริงๆ" ฉู่ฉื่อยิ้มบางๆ เขาเก็บมีดผ่าตัด มือเรียวสวยราวกับงานศิลปะชั้นยอดของเขาไม่มีคราบเืติดเลยแม้แต่หยดเดียว ทั้งที่เพิ่งจะผ่าหัวศพไปนับไม่ถ้วน
เมื่อเทียบกับชิงหลี่ที่เืโชกไปทั้งตัว ก็ไม่แปลกหรอกที่คนเป็ๆ เห็นแล้วจะช็อกจนสลบไป
ในห้องไลฟ์สด [ จบสักทีนะ ถ้าไม่จบฉันกังวลว่าห้องไลฟ์ยัยหนฟุจะโดนแบนเพราะรุนแรงเกินไปจริงๆ ]
[ ฉันสงสัยอาชีพเก่าของยัยหนูบ้านนอกมาก ทำไมถึงจามหัวศพได้หน้าตาเฉยขนาดนั้น ]
[ แม่ถามว่าทำไมฉันถึงนั่งอ้วกคาชักโครก ความจริงคือภาพมันสยองจนไส้จะหลุด ]
[ เป็ครั้งแรกที่รู้สึกว่ายัยหนูบ้านนอกน่ากลัวยิ่งกว่าผี ]
สิ่งที่ชิงหลี่แสดงออกมาทำเอาผู้ชมต้องประเมินเธอใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เดี๋ยวฉันไปขับรถบัสมาให้นะคะ จะได้ขนศพพวกนี้ขึ้นรถไปส่งให้ถึงโรงพยาบาลเลย" ชิงหลี่เอ่ยอย่างอารมณ์ดี
ฉู่ฉื่อยิ้มละมุน ตอบเรียบๆ ว่า: "ขอบคุณครับ"
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะจัดการกับซากศพ ทันใดนั้น กลิ่นอายอันตรายอย่างรุนแรงก็พุ่งเข้าปะทะ
ที่รอยแตกของอุโมงค์ มีมืุ์นับไม่ถ้วนยื่นออกมาช่วยกันถ่างรอยแตกนั้นให้กว้างขึ้น ก่อนที่หัวขนาดมหึมาจะพยายามมุดออกมา เพราะหัวใหญ่เกินไป ใบหน้าจึงบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าเกลียด ตามรูทวารทั้งตา หู จมูก ปาก มีหนวดรยางค์หนาๆ ยั้วเยี้ยยื่นออกมาจำนวนมาก
ตัวเล็กไป ตัวใหญ่มาแทนสินะ
หัวั์มุดออกมาได้สำเร็จ ตามมาด้วยลำตัวที่พองโตเป็ปล้องๆ ซึ่งเกิดจากร่างกายส่วนบนของมนุษย์ที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกัน มีแขนนับร้อยช่วยพยุงร่างนั้นให้คลานออกมา
ภาพตรงหน้ามันรุนแรงและน่าสะอิดสะเอียนเกินคำบรรยาย "ตะขาบมนุษย์" ที่สร้างจากร่างคนจริงๆ มันทำลายขีดจำกัดความรู้สึกของมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง
ชิงหลี่หน้าเสีย เธอเกลียดไอ้พวกของที่หน้าตาน่าขยะแขยงแบบนี้ที่สุด
"โฮก! ——"
หัวั์แผดเสียงคำราม ลิ้นสีแดงฉานยาวกว่าเมตรตวัดไปมา ร่างตะขาบชูส่วนหน้าขึ้นสูง แขนจำนวนมหาศาลโบกสะบัดกลางอากาศ ภาพสยองขวัญสั่นประสาทถึงขีดสุด
"แกทำให้ฉันเสียสายตา เพราะความ 'อุบาทว์' ของแกนะ"
ครั้งนี้ชิงหลี่ไม่ลังเล เธอชูยันต์สายฟ้าขึ้นระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง เริ่มร่ายคาถา ทันใดนั้นรอบตัวก็เกิดลมพัดแรงจนเส้นผมปลิวไสว แสงเจิดจ้าควบแน่นอยู่ที่ปลายนิ้ว ก่อนที่ยันต์จะมอดไหม้กลายเป็เถ้าถ่าน
"พินาศ! ——"
สิ้นเสียงคำสั่ง อุโมงค์ที่มืดมิดกลับเกิดสายฟ้าฟาดอย่างประหลาด สายฟ้าหลายสายกระหน่ำฟาดลงมากลางตัวหนอนปรสิตั์อย่างแม่นยำ
เมื่อััถึงอันตราย ปรสิตั์ก็ชูหัวคำรามแหลมสูงอีกครั้ง มันเหวี่ยงแขนจำนวนมหาศาลฟาดเข้าใส่ตำแหน่งที่ชิงหลี่ยืนอยู่
"ตูม! ——"
แสงสายฟ้าปะทะฝุ่นตลบอบอวล ทุกอย่างหยุดนิ่ง
แต่รูม่านตาของชิงหลี่กลับหดวับ เธอรีบะโถอยหลังทันที เพราะร่างหนอนั์นั่นกลับฝ่าสายฟ้าออกมาได้ และจามแขนลงบนพื้นตรงที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่อย่างจัง
"หนังหนาซะจริงนะ"
ชิงหลี่หลบได้พ้น เธอปัดฝุ่นที่ติดเสื้อกันหนาว แววตาที่เฉียบคมเริ่มจริงจังขึ้น
"หมอฉู่คะ ให้ผู้หญิงออกแรงอยู่คนเดียวมันเหนื่อยนะ" ชิงหลี่เปรยขึ้นเนิบๆ
ฉู่ฉื่อยิ้มบางๆ เขาเดินออกมาจากมุมมืด มายืนบังหน้าชิงหลี่เอาไว้ แล้วเอ่ยเสียงเบา: "งั้นเธอพักเถอะ ต่อไปตาฉันออกแรงบ้าง"
[ ทำไมฉันรู้สึกว่าบทสนทนาสองคนนี้มันแหม่งๆ ]
[ ฉันสงสัยว่าคู่นี้กำลัง 'ขับรถ' (ติดเรท) กันอยู่ มีหลักฐานการอัดหน้าจอเป็พยานครับ ]
[ ขับรถแล้วไง? ยัยหนุบ้านนอกเรามีใบขับขี่นะ ]
[ รอบนี้ขับรถ รอบหน้าจะเปิดห้องเลยไหมล่ะ? ]
[ ใครก็ได้ ลากไอ้พวกหื่นข้างบนออกไปที ]
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดในไลฟ์กลับสลายไปเพราะคอมเมนต์กวนๆ
ฉู่ฉือยืนอยู่ข้างหน้าชิงหลี่ ครั้งนี้เขาไม่ได้หยิบมีดผ่าตัดออกมาทันที แต่กลับค่อยๆ สวมถุงมืออย่างพิถีพิถัน ที่ข้อมือของเขามีรอยเย็บจากการผ่าตัดอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นทำให้ชิงหลี่ต้องหรี่ตามอง
เธอสงสัยเหลือเกินว่าผู้ชายคนนี้อาจจะเกิดจากการ "เย็บรวม" ชิ้นส่วนศพมนุษย์หลายๆ คนเข้าด้วยกัน
แม้จะสวมถุงมืออยู่ แต่ก็ยังเห็นได้ว่านิ้วของเขาเรียวยาว ทว่าพอเห็น "อุปกรณ์" ที่เขาหยิบออกมาในวินาทีถัดมา ชิงหลี่ถึงกับพูดไม่ออก…
ฉู่ฉือถือ "เลื่อยไฟฟ้า" ออกมา เสียงคำรามของเครื่องยนต์เลื่อยไฟฟ้าดังก้องสะท้อนไปทั่วอุโมงค์อย่างบ้าคลั่ง!
เขาหันมายิ้มอธิบายว่า: "นี่คือเครื่องมือที่จำเป็... เวลาต้องทำศัลยกรรมตัดแขนขาครับ"
