หลังจากที่เนี่ยเทียนและพวกพันเทาออกห่างจากูเาลูกเตี้ยลูกนั้นมาได้ประมาณพันเมตร ในที่สุดก็ค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง
หันตัวกลับไปมองูเาลูกเตี้ยที่ยังคงดูดซับเอาปราณิญญาฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง เนี่ยเทียนพลันมีสีหน้ามืดคล้ำ
คนอื่นๆ ยังคงก่นด่าเขาอยู่ตลอดทาง โทษว่าเขาไม่ควรพุ่งออกไปยังกลางูเาโดยไม่สนใจสิ่งใดใน่เวลาที่คับขันเยี่ยงนั้น จนเกือบทำให้ทุกคนต้องเจอหายนะกันหมด
อันซืออี๋ไม่ได้พูดอะไร แต่ประเมินเนี่ยเทียนด้วยอาการเหม่อลอย ผ่านไปครู่ใหญ่ นางพลันถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เนี่ยเทียน เ้า... เลื่อนขั้นสู่ท้าย์แล้วรึ?”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น คนอื่นๆ จึงพากันเงียบเสียงลง หันมามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาสงสัย
พวกเขาััได้ว่าขณะที่เนี่ยเทียนจ้องนิ่งไปยังูเาลูกเล็กนั้น รอบกายเขายังคงมีคลื่นพลังิญญาจางๆ โอบล้อมอยู่
หลังจากที่คนเหล่านี้ผ่านการประลองในโลกมายามรกต ต่างก็ได้เลื่อนจากหลอมลมปราณเข้าสู่ขอบเขตท้าย์ พวกเขาจึงรู้จุดที่แตกต่างมากที่สุดระหว่างท้าย์และหลอมลมปราณ
ขอบเขตท้าย์ ต่อให้ไม่ต้องทำอะไร ขอแค่อยู่ใกล้จุดที่มีปราณิญญาฟ้าดิน น้ำวนพลังิญญาในมหาสมุทริญญาก็จะยังดูดรับเอาปราณิญญาฟ้าดินมาอย่างเชื่องช้า ก่อให้เกิดคลื่นปราณิญญาที่เล็กบาง
“เ้าอยู่ท้าย์จริงๆ ด้วย!” พันเทาตะลึง กล่าวด้วยความแปลกใจ “นี่เ้า... อยู่ในถ้ำสองชั่วยามก็ฝ่าทะลุขั้นแล้วรึ?”
ใบหน้าของคนอื่นๆ ต่างก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
พวกเขาล้วนผ่านประสบการณ์โหดร้ายในโลกมายามรกตมาก่อน หลังจากที่กลับสำนักก็ต้องใช้เวลาอีก่หนึ่งในการบรรลุ ถึงได้ค่อยๆ ฝ่าทะลุขั้น
ความรวดเร็วในการเลื่อนขั้นของพวกเขาไม่ถือว่าช้า แต่ก็ไม่ได้ราบรื่นมากมายนัก
ทว่าสองชั่วโมงก่อนหน้านั้น เห็นชัดๆ ว่าเนี่ยเทียนยังอยู่ในขอบเขตหลอมลมปราณ อ่อนด้อยกว่าพวกเขาหนึ่งขอบเขต ใครจะไปคาดคิดว่าเวลาเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยาม เนี่ยเทียนกลับฝ่าทะลุขั้นได้?
“เหอะๆ ข้าเพียงแค่มีโชคเท่านั้น” เนี่ยเทียนตอบรับลวกๆ ไปหนึ่งประโยค เป็การยืนยันการคาดเดาของอันซืออี๋ จากนั้นเขาก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พันเทา พี่หญิงอัน... พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าูเาลูกนั้นที่พวกเ้ายืนยันว่าเป็ูเาไฟที่มอดดับ แท้จริงแล้วใต้ดินยังมีโลกอยู่อีกหนึ่งแห่ง?”
“หมายความว่าอย่างไร?” พันเทาถามด้วยความสงสัย
“จุดลึกใต้ดินของูเาเล็กเตี้ยลูกนั้น แท้จริงแล้วมีหินหนืดร้อนแผดเผาอยู่!” เนี่ยเทียนตวาดเบาๆ หนึ่งประโยค จากนั้นก็พูดอีกว่า “บนหินหนืดพวกนั้นมีแถบผ้าหลากสีลักษณะเหมือนผลึกปกคลุมอยู่บางๆ หนึ่งชั้น หากข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ แถบผ้าพวกนั้นน่าจะเป็ส่วนหนึ่งของค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภา”
“ขอบเขตที่ค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาปกคลุม ไม่ได้มีเพียงแคู่เาไฟสามลูกรอบประตูสำนักหอหลิงเป่าของพวกเ้าเท่านั้น ในความเห็นข้า ตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนล้วนถูกปกคลุมไปด้วยค่ายกลนั่น!”
“นี่ นี่จะเป็ไปได้อย่างไร?” พันเทาตะลึงพรึงเพริด
อันซืออี๋และอันอิ่งก็อึ้งงันไปเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าไม่รู้เื่ราวภายในเหล่านี้
“เนี่ยเทียน เ้าไม่ได้เข้าใจผิดไปใช่หรือไม่?” เจียงหลิงจูเองก็แสดงความเหลือเชื่อ กล่าว “ค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภามีไว้ก็เพื่อปกป้องประตูสำนักหอหลิงเป่า จะแผ่คลุมไปยังขอบเขตยาวไกลขนาดนั้นได้อย่างไร? อีกอย่าง เขตอื่นๆ ของเทือกเขาชื่อเหยียนก็ไม่มีูเาไฟที่ยังปะทุเหลืออยู่ ค่ายกลนั้นจะแผ่ออกมาไกลขนาดนี้เพื่อประโยชน์อันใด?”
เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน กล่าว “เพื่อปิดผนึกสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเอาไว้อย่างไรเล่า”
“หา!” อันซืออี๋ยกมือปิดปากอุทานเบาๆ
“เนี่ยเทียน! เ้าไปเห็นอะไรมากันแน่!” พันเทาพูดอย่างเคร่งเครียด
“สัตว์เพลิงพิภพ!”
เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง ละความผิดปกติของเกราะัเพลิงเอาไว้ พูดถึงแค่สัตว์เพลิงพิภพในบ่อหินหนืดร้อนลวกและพลังกักขังในแถบผ้าผลึกใสเท่านั้น
และบอกพวกเขาว่า สัตว์เพลิงพิภพตัวนั้น...เนื่องจากการเพิกถอนค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภา เนื่องจากมีส่วนหนึ่งเสียหาย จึงกำลังจะหลุดพ้นจากพันธนาการ
“์! ไม่คิดเลยว่ากลางใต้ดินของเทือกเขาชื่อเหยียนจะมีสัตว์เพลิงพิภพอยู่ด้วย!” หลังจากที่ได้ยิน เจียงหลิงจูพลันหน้าเปลี่ยนสี “ว่ากันว่าสัตว์เพลิงพิภพมีสายเืของกิเลนไฟ มันสามารถใช้พลังสายเืของมันมารวบรวมปราณเปลวเพลิงอย่างต่อเนื่องได้! มิน่าเล่าหอหลิงเป่าถึงได้ตั้งประตูสำนักไว้ที่เทือกเขาชื่อเหยียน ที่แท้ก็เพราะสัตว์เพลิงพิภพนี่เอง!”
ดวงตางดงามของอันซืออี๋ฉายแววประหลาดใจ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็คล้ายค่อยๆ ตระหนักถึงอะไรบางอย่าง
นางเชื่อการวิเคราะห์ของเนี่ยเทียน รู้ว่าเนี่ยเทียนย่อมไม่พูดโกหกอย่างแน่นอน ในเมื่อจุดลึกใต้ดินมีสัตว์เพลิงพิภพตัวหนึ่งอยู่จริง อีกทั้งสัตว์เพลิงพิภพยังถูกกักขังอยู่ในบ่อหินหนืดร้อนลวกใต้ดินด้วย นั่นก็ย่อมต้องเป็การร่ายเวทของผู้าุโยอดฝีมือบางคนของหอหลิงเป่าแน่นอน
“เพลิงพิภพเผานภา!”
นางพลันนึกขึ้นมาได้ว่าผู้ที่สร้างค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาอย่างแท้จริงคืออาจารย์โฮ่วเจิงเฉินผู้เป็เ้าสำนักหลิงคนปัจจุบัน
และก็ดูเหมือนว่า... ในรุ่นของอาจารย์โฮ่วเจิงเฉิน หอหลิงเป่าได้ย้ายมาจากอาณาจักรอื่นและมาก่อตั้งประตูสำนักใหม่ที่เทือกเขาชื่อเหยียน
นางเข้าใจสาเหตุขึ้นมาโดยพลัน!
“สัตว์เพลิงพิภพตัวนั้นจะหลุดพ้นออกมาจากบ่อหินหนืดใต้ดินรึ?” พันเทาสีหน้าแตกตื่น
“เนี่ยเทียนพยักหน้า “น่าจะอีกไม่นานแล้ว”
ประโยคนี้ดังลอยมา ทุกคนพลันลนลานขึ้นมาทันที ต่างก็มีความรู้สึกเหมือนหายนะครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน
“หากสัตว์เพลิงพิภพฝ่าออกมาจากใต้ดินได้ หินหนืดที่เกิดจากการรวบรวมของมันก็จะพ่นปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง!” อันซืออี๋เองก็หน้าถอดสี กล่าว “หากเป็อย่างที่เ้าพูด จุดลึกใต้ดินตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนก็จะเอ่อล้นไปด้วยหินหนืด ถ้าเช่นนั้น รอจนสัตว์เพลิงพิภพเดินออกมา ูเาไฟที่มอดดับทั้งหมดของเทือกเขาชื่อเหยียนก็จะปะทุหินหนืดร้อนลวกออกมาทันที!”
“หินหนืดที่เกิดจากการรวบรวมของสัตว์เพลิงพิภพ ความน่ากลัวของอุณหภูมิร้อนนั้นสามารถทำให้ร่างกายของพวกเรากลายเป็เืได้ทันที!”
“ไป! รีบไปกันเถอะ! หนีออกไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนให้ได้โดยเร็วที่สุด!” พันเทาร้อนใจราวกับมีไฟลน
ท่าทางของเขาราวกับว่านาทีถัดไปูเาลูกเตี้ยรอบด้านก็จะพ่นหินหนืดร้อนแผดเผาออกมา แล้วกลบทับพวกเขาจนจมมิดอย่างไรอย่างนั้น
เนี่ยเทียนมองไปยังูเาลูกเตี้ยนั้นหนึ่งครั้ง แล้วจึงพบว่าูเาลูกเตี้ยนั้น... ได้กลายมาเป็สีแดงชาดราวกับหินเหล็กไฟโดยที่เขาไม่รู้ตัว
ไม่เพียงเท่านี้ เขายังสังเกตเห็นด้วยว่า ปากถ้ำมากมายของูเาลูกเตี้ยมีควันไฟสีแดงเข้มระเหยออกมา
เวลานี้ ทั้งๆ ที่เกราะัเพลิงยังคงอยู่ในจุดลึกใต้ดินของูเาลูกเตี้ย ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไกลกับเขาอย่างมาก ทว่าเขากลับยังััได้ถึงปราณพลุ่งพล่านที่เกราะัเพลิงส่งมาได้รำไร
เขาพลันตระหนักได้ว่า ่เวลาที่ผ่านมา เกราะัเพลิงน่าจะสะสมพลังเปลวเพลิงได้มากพอ และกำลังร่วมมือกับสัตว์เพลิงพิภพตัวนั้นเพื่อบุกฝ่าค่ายกลใหญ่เพลิงพิภพเผานภาที่ซ่อนลึกอยู่ใต้ดิน!
“เ้าพูดถูกแล้ว พวกเราจำเป็ต้องไปเดี๋ยวนี้!” เนี่ยเทียนเองก็ร้อนใจขึ้นมาเช่นกัน
คนกลุ่มหนึ่งพอหยุดชะงักเล็กน้อยก็ห้อตะบึงไปยังทิศทางของสำนักหลิงอวิ๋น อารามเสวียนอู้และหุบเขาเทาภายใต้การนำทางของพันเทา และเลือกเส้นทางหนึ่งที่สามารถหนีเอาชีวิตรอดออกไปจากเทือกเขาชื่อเหยียนได้เร็วที่สุด
การค้นพบที่ใต้ดินของเนี่ยเทียนทำให้ทุกคนหวาดผวา ทำให้พวกเขาตระหนักได้ว่าตลอดทั้งเทือกเขาชื่อเหยียนกำลังจะเกิดคลื่นเปลวเพลิงั์ที่น่าหวาดกลัวเพราะสัตว์เพลิงพิภพหลุดพ้นจากการถูกจองจำ
ผู้ที่มีขอบเขตสูงมากพอ บางทีอาจโชคดีรอดชีวิตมาได้จากคลื่นหินหนืดร้อนลวกั์ที่ทอดยาวนั้น
ส่วนพวกเขา หากไม่รีบออกไปโดยเร็ว รอจนหินหนืดร้อนลวกแผ่ขยายไปทั่วทุกมุมในเทือกเขาชื่อเหยียนแล้ว พวกเขาย่อมต้องฝังร่างอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน!
“ฟู่วๆ!”
คนทั้งกลุ่มกระตุ้นพลังิญญา ห้อตะบึงไปอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจปกปิดปราณอีกต่อไป แล้วก็ไม่มัวมาสนว่าผู้ไล่ล่าของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตจะตามเจอรอยเท้าหรือไม่
มาถึงเวลานี้ พวกเขาล้วนตระหนักได้ว่าหายนะหลังจากที่สัตว์เพลิงพิภพหลุดออกมาอาจจะเป็ภัยคุกคามมากยิ่งกว่าคนของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตด้วยซ้ำ
ทว่าพวกเขาเพิ่งจะห้อตะบึงกันมาได้เพียงครู่เดียว กลับถูกบีบให้ต้องหยุดชะงักลง
ด้านข้างลำธารใสสะอาดด้านหน้าพวกเขา มีชายหญิงสองคนสวมชุดสีแดงยืนรออยู่ ผู้หญิงคนนั้น... คือนางมารอวี๋ถงที่เคยปรากฏตัวในโลกมายามรกตมาก่อน
“ในที่สุดก็หาพวกเ้าเจอเสียที” เฟิงหลัวที่อยู่ข้างอวี๋ถงแสยะปากยิ้มแป้น กล่าว “ก่อนหน้านี้หาร่องรอยของพวกเ้าไม่เจอ ไม่รู้ว่าพวกเ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน หึ นึกไม่ถึงว่าอยู่ๆ พวกเ้าจะไม่ระวังตัวเอง เปิดเผยร่องรอยออกมาเช่นนี้”
หลังจากที่เขาและอวี๋ถงออกมาจากหุบเขาก็แยกแยะรอยเท้า พลางใช้กระแสจิตปริมาณมหาศาลรับััไปด้วย
พวกเขาเสียเวลาไปมากถึงจะแน่ใจว่าพวกเนี่ยเทียนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนี้ แต่รอจนพวกเขาเดินทางมาถึงที่นี่แล้วกลับหาร่องรอยไม่พบ
บริเวณใกล้เคียงปกคลุมไปทั่วอาณาเขตที่กว้างใหญ่มาก เฟิงหลัวทำได้เพียงใช้กระแสจิตของเขาสำรวจหาแบบปูพรม
แท้จริงแล้ววิธีนี้ไม่ได้ผลมากนัก การตามหาของเขาจึงยากลำบากอย่างมาก
และขณะที่เขากำลังรู้สึกปวดหัวอยู่นั้น พวกเนี่ยเทียนที่หนีหัวซุกหัวซุนอย่างไม่คิดชีวิต จึงไม่ปกปิดปราณบนร่างอีก และในที่สุดจึงเผยตัวอยู่ท่ามกลางการรับััของพวกเขา
“เนี่ยเทียน!”
อวี๋ถงที่สวมอาภรณ์ชุดแดงเหลือบตามองมาเห็นเขาไฟโทสะในใจก็คล้ายถูกจุดขึ้นมาชั่วพริบตา พลันตวาดเสียงดัง
วินาทีนั้นดวงตาของอวี๋ถงยิ่งมีปราณเืเป็กลุ่มก้อนลอยวนมากขึ้น ปราณเืเ่าั้ที่ล่องลอยอยู่ในดวงตาของนางคล้ายงูและัที่ตัดสลับกันไปมา ทำให้ตลอดทั้งร่างของนางเต็มไปด้วยปราณแปลกประหลาดชวนพิศวง
“สำนักโลหิต เฟิงหลัว!”
ตอนที่อันซืออี๋มองเห็นชายที่ยืนอยู่ข้างกายอวี๋ถง นางก็หน้าเปลี่ยนสีทันควัน รีบเอ่ยเตือนทุกคน “ทุกคนระวัง! เฟิงหลัวผู้นั้นคือศิษย์น้องของเสิ่นซิ่วที่เป็อาจารย์ของอวี๋ถง คือผู้แข็งแกร่งที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นต้น์ได้ไม่นาน!”
“ขอบเขตต้น์!” เนี่ยเทียนตื่นตะลึง
อันซืออี๋ที่เป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาก็แค่กลาง์่ท้ายเท่านั้น ยังอยู่ห่างจากขอบเขตต้น์มากมายนัก
แม้ว่าเฟิงหลัวจะเพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นต้น์ได้ไม่นาน ทว่าความต่างระหว่างขอบเขตทั้งสองมีมากเกินไป จุดนี้ทุกคนล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ
เฟิงหลัวที่เหยียบย่างสู่ขั้นต้น์ หากไม่มีอุบัติเหตุ เขาสามารถกำราบอันซืออี๋ได้อย่างมั่นคง อีกทั้งยังมีพลังเหลือเฟือด้วย
ส่วนอวี๋ถึงก็เหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตท้าย์ั้แ่ตอนอยู่ในโลกมายามรกตแล้ว ว่ากันว่าหลังจากที่นางออกไปจากโลกมายามรกต แม้ว่าจะาเ็สาหัส ทว่าหลังจากที่ฟื้นตัวนางก็ยิ่งมีความสามารถที่จะเอาชนะได้มากกว่าที่เคย!
คนหนึ่งเฟิงหลัว คนหนึ่งอวี๋ถง เมื่อดูจากความสามารถภายนอกของพวกเขาแล้ว ล้วนสามารถโค่นล้มพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
บางทีอาจเพราะเหตุนี้ หลัวเฟิงและอวี๋ถงถึงได้มีความมั่นใจอย่างถึงที่สุด ทั้งสองคนถึงได้กล้าตามพวกเขามานานถึงขนาดนี้ และมาขวางทางรอลงมือกับพวกเขาอยู่เบื้องหน้าอย่างเปิดเผย
---ไม่ได้ซ่อนตัวเพื่อรอโจมตี
“เขาน่ะหรือลูกศิษย์ของตาเฒ่าอู?” เฟิงหลัวกวาดตามองเนี่ยเทียนตามสายตาของของอวี๋ถง พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “อืม เหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้าย์แล้วเหมือนกัน เป็แบบนี้ก็ดี ตอนนี้เขาอยู่ระดับเดียวกับเ้าแล้ว ต่างก็เป็ท้าย์่ต้น เมื่อเป็เช่นนี้ก็ถือว่าความสามารถเท่าเทียมกัน เ้าฆ่าเขาก็จะได้ไม่รู้สึกว่าชนะอย่างไม่เป็ธรรม”
“เสี่ยวถง!” เฟิงหลัวสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อจิตใจเ้าวุ่นวายเพราะเขา ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ก็จงสังหารเขาซะ ลบเลือนมารในใจให้หมดสิ้น!”
เมื่อพูดจบเขาก็กางมือออก ตราประทับหนึ่งพลันก่อตัวขึ้นมา
เมื่อตราประทับก่อตัวได้สำเร็จ พวกเนี่ยเทียนก็พลันเห็นว่าบนพื้นดินที่พวกเขายืนอยู่มีหมอกสีเืเป็กลุ่มๆ โผล่ออกมา
ก้อนหินที่แข็งแกร่งทนทานราวกับถูกย้อมทับด้วยเืสดหนึ่งชั้น คล้ายมีเืที่กำลังซึมออกมาด้านนอกอย่างต่อเนื่อง
“พรวด!”
ร่างของพันเทาสั่นเยือก คล้ายถูกพลังระลอกหนึ่งโจมตีอย่างหนักจนอดไม่ไหวต้องกระอักเืออกมาหนึ่งคำ
เจียงหลิงจู เย่กูโม่ และอันอิ่งต่างก็ร่างโงนเงนเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำ ราวกับถูกพละกำลังที่มองไม่เห็นโจมตีอย่างแรง
เรือนกายที่ตั้งตรงของพวกเขาพลันส่ายไหวอย่างรุนแรง แม้แต่ยืนก็ยังยืนได้ไม่มั่นคง
ลำธารใสสะอาดที่เฟิงหลัวและอวี๋ถงยืนอยู่ข้างๆ ก็เต็มไปด้วยเืสีแดงฉาน
ในบรรดาคนเ่าั้มีเพียงเนี่ยเทียนและอันซืออี๋เท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ
เนี่ยเทียนสีหน้ามืดคล้ำ เขาก้มหน้าลงมอง พบว่าก้อนหินใต้ฝ่าเท้าไม่มีเืซึมออกมา อันซืออี๋เองก็เป็เช่นเดียวกัน
เขาตระหนักได้ทันทีว่าเวทลับที่เฟิงหลัวร่ายออกมาแค่พุ่งเป้าไปที่พวกพันเทาเท่านั้น แต่กลับจงใจปล่อยเขาและอันซืออี๋
“เสี่ยวถง ไปเถอะ” เฟิงหลัวโบกมือ กล่าว “นังหนูตระกูลอันนั่นมอบให้ข้าจัดการเอง ส่วนเนี่ยเทียน ข้าเก็บไว้ให้เ้า ข้าไม่ได้ทำอะไรเขาก็เพื่อให้เขาและเ้าได้ต่อสู้กันอย่างชอบธรรม!”
“ขอบคุณท่านอาเฟิงมาก” อวี๋ถงพูดเบาๆ
-----
