ชั้นประถมสามก็แบบนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคูณเลขหารเลข นั่งไปก็ไม่มีอะไรทำ ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงนั่งทำโจทย์ที่เขียนบนกระดานดำเล่นๆ
ชายหนุ่มเดินลงจากแท่นเวที “วันนี้พวกเราจะมาเรียนการคูณเลขในแนวตั้ง พวกเธอลองคำนวณแบบแนวตั้งด้วยตัวเองก่อน อีกเดี๋ยวครูจะสอนให้ฟัง”
จากนั้นเขาก็เดินไปดูนักเรียนที่นั่งอยู่สองข้างฝั่ง มองไปเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินนั่งนิ่งก็รู้สึกไม่ดี เขาเดินไปหยิบสมุดกับดินสอที่แท่นเวทีมาให้ พร้อมกันนั้นยังนำหนังสือเรียนมาให้เธอด้วย “เธอลองอ่านดูก่อน เดี๋ยวฉันอธิบายให้ฟัง”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเห็นนักเรียนหลายคนแอบมองมาที่ตัวเองจึงลุกขึ้นยืน “คุณครู ฉันอ่านโจทย์พวกนี้แค่ครั้งเดียวก็ทำเป็แล้วค่ะ ไม่จำเป็ต้องเรียน”
เกิดความโกลาหลในห้องเรียนขึ้นทันที “เธอบอกว่าอ่านแค่ครั้งเดียวก็ทำเป็ ขี้โม้ชะมัด”
มีคนถากถางว่า “ถ้าเธอทำได้จริง ฉันยินดีวิ่งชนกำแพงตายเดี๋ยวนี้เลย”
ชายหนุ่มรู้ว่าเธอพูดแบบนี้เพราะรู้สึกน้อยใจจึงไม่ได้พูดอะไร เขายื่นชอล์กให้เธอ และพูดให้กำลังใจว่า “ความกล้าที่ลองลงมือทำเป็สิ่งล้ำค่านัก คู่ควรให้นักเรียนทุกคนเอาเป็แบบอย่าง”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินไปขีดๆ เขียนๆ แค่ครู่เดียวก็ทำโจทย์เสร็จ หากไม่นับเื่ที่ลายมือขยุกขยิกเล็กน้อยที่เหลือนับว่าสมบูรณ์แบบมาก
ชายหนุ่มยืนเบิกตาโพลงอยู่ที่เดิม เขาได้ยินที่นักเรียนคนอื่นคุยกันเมื่อครู่ ตัวฮั่วเสี่ยวเหวินมีข่าวลือไปทั่วหมู่บ้าน เขาย่อมเคยได้ยินมาบ้าง
เธอไม่เคยเรียนหนังสือมาั้แ่เด็กแต่กลับทำโจทย์ของชั้นประถมสามได้ เื่นี้ทำเอาเขาตอบสนองไม่ถูก กระทั่งเมื่อฮั่วเสี่ยวเหวินยื่นชอล์กคืนให้จึงเป็คนนำทุกคนปรบมือ
ฮั่วเสี่ยวเหวินทำโจทย์พวกนี้ได้อย่างง่ายดายได้อย่างไร ชายหนุ่มไม่รู้ นักเรียนคนอื่นยิ่งไม่รู้
หลังเลิกชั้นเรียน เด็กนักเรียนเปลี่ยนจากการคุยเื่กินล่าเถียวมาเป็การคุยว่าฮั่วเสี่ยวเหวินเก่งขนาดนี้ได้อย่างไร จากนั้นไม่รู้ว่ากลายเป็ฮั่วเสี่ยวเหวินมีฉายาว่า ‘อัจฉริยะ’ ั้แ่เมื่อไร
หลังเลิกชั้นเรียนชายหนุ่มเดินมาหาฮั่วเสี่ยวเหวิน “เธอลองเรียนไปก่อน เลิกเรียนแล้วฉันมีเื่จะคุยด้วย”
“ให้อยู่เรียนทั้งวันเลยหรือคะ?” ฮั่วเสี่ยวเหวินจำใจต้องส่ายหน้า “ฉันยังมีธุระค่ะ”
“ธุระอะไร?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินอยากตอบว่าต้องโทรศัพท์หาคุณลุง แต่เธอคิดได้ว่าไม่ควรบอกทุกอย่างกับคนนอก จึงหาข้ออ้างมาตอบไม่ถูก
ชายหนุ่มรู้สึกโกรธแล้ว “อายุแค่นี้แต่รู้จักโกหกแล้วหรือ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินจนปัญญา ในที่สุดก็หาข้ออ้างได้ “ฉันหิวแล้ว”
ชายหนุ่มพาเธอไปหาของกินเป็หมั่นโถวสองลูกทั้งยังเย็นชืดแล้ว ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ แต่เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองหิวจริงๆ เธอต้องกินหมั่นโถวให้หมด
หลังเลิกเรียนกลุ่มเด็กนักเรียนวิ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายลม โต๊ะเก้าอี้ถูกทิ้งระเกะระกะ กลุ่มเด็กนักเรียนไม่ได้ฟังที่ชายหนุ่มเพิ่งพูดว่า “เลิกเรียนเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับ” แม้แต่น้อย
ชายหน้าส่ายหน้ายิ้มอย่างขมขื่น “อย่างไรก็ยังเป็เด็ก” แววตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเอ็นดูต่อเด็กๆ
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกแปลกมาก ‘คุณครูยังหนุ่มมากขนาดนี้ หรือว่าโรงเรียนครูในยุคนี้จะรับสมัครั้แ่ชั้นมัธยมต้น?’
ชายหนุ่มจัดโต๊ะเก้าอี้ให้เรียบร้อยด้วยตัวเอง จากนั้นจึงพาฮั่วเสี่ยวเหวินไปทำอาหารกิน
ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกตื้นตันใจ หากไม่มาที่นี่เธอคงต้องทนหิวแน่แล้ว
“ฮั่วเสี่ยวเหวิน” เขาเรียกชื่อเธอ ตามด้วยบอกชื่อของตัวเอง “ฉันชื่อจางอิ่นเซิง เป็ครูที่นี่”
ฮั่วเสี่ยวเหวินตอบเพียงแค่ “อ้อ” จากนั้นไม่พูดอะไรต่อ
“เมื่อครู่เธอทำโจทย์พวกนั้นได้อย่างไร?” เขาโน้มตัวถาม ตัวของทั้งสองอยู่ห่างกันแค่หนึ่ง่ตัว ทำให้เธอได้กลิ่นสบู่จากตัวเขา
ฮั่วเสี่ยวเหวินยิ้มหวาน “ไม่บอกค่ะ” เห็นจางอิ่นเซิงเบิกตากว้างก็ยิ่งได้ใจ “ฉันทำโจทย์ที่ต่ำกว่าชั้นมัธยมห้าได้ทั้งหมด”
มุมปากของจางอิ่นเซิงยกโค้งเป็รอยยิ้มสมบูรณ์แบบ เขายืดตัวตรงเดินไปที่โต๊ะหนังสือ
ฮั่วเสี่ยวเหวินกวาดสายตาผ่าน เห็นว่าบนโต๊ะมีหนังสือเรียนวางซ้อนกันหลายเล่มเป็ของชั้นประถมทั้งหมด มีทั้งวิชาภาษา คณิตศาสตร์ ดนตรีและศิลปะ
ด้านข้างคือสมุดหนึ่งเล่มห่อปกเรียบร้อย น่าจะล้ำค่าเป็พิเศษ
ห่างออกไปสิบห้าก้าวคือเตียงหนึ่งหลัง ผ้าปูเตียงสีขาวไร้รอยยับ ผ้าห่มถูกพับเรียบร้อย ทุกอย่างบ่งบอกให้เธอรู้ว่าที่นี่คือห้องพักครูของเขา
จางอิ่นเซิงถือสมุดเล่มนั้นเข้ามาตั้งใจจะทดสอบฮั่วเสี่ยวเหวิน เขาเริ่มอ่านออกเสียงเบาๆ
“ฤดูสาทร กรุ่นกลิ่นรากบัวแดงเหี่ยวเฉา เสื่อไผ่เรียบรื่นเย็น คลี่ชุดแพรบาง ล่องนาวาเพียงลำพัง มีไหมผู้ใดส่งสารจากฟ้า ผ่านเมฆาลงมาถึง ห่านป่าบินเรียงแถวกลับรวงรัง ยามแสงจันทราอาบทั่วหอตะวันตก บุปผาปลิดปลิว ธารารี่ไหล หนึ่งความคะนึงหาระหว่างสองคนที่ห่างไกล ความหมองหม่นนี้ไร้ทางเยียวยา เลือนหายจากมุ่นคิ้วไปปรากฏ ณ กลางใจ”
อ่านจบแล้วเขามองมาที่ฮั่วเสี่ยวเหวิน “รู้จักตัวแทนของสำนักกวีนี้หรือไม่?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินยิ้มบางๆ “หากเป็เื่อื่นอาจไม่รู้ แต่บังเอิญว่าฉันรู้จัก ‘เหมยหนึ่งกิ่ง’ บทนี้ของท่านยอดกวีหญิงหลี่ชิงเ้า”
รอบนี้จางอิ่นเซิงใหนักกว่าเดิม มือเขาสั่นจนเกือบทำสมุดร่วงหลุดมือ เขามองฮั่วเสี่ยวเหวินเหมือนมองตัวประหลาด
กระทั่งพูดยังติดอ่าง “เธอ…เธอเป็ใครกันแน่?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่อยากพูดเื่ตัวเอง แต่เธออดหัวเราะกับท่าทีของเขาไม่ได้
“ฉันก็คือฉัน เด็กหญิงที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่” น้ำเสียงหนักอึ้งเล็กน้อยเมื่อพูดประโยคสุดท้าย ไม่ได้ดูล้อเล่นแบบก่อนหน้านี้
จางอิ่นเซิงต้องยอมรับต่อความจริงอันยากจะเชื่อได้นี้ เขาเริ่มคุยเื่บทประพันธ์กับฮั่วเสี่ยวเหวิน
ฮั่วเสี่ยวเหวินได้รู้จากบทสนทนาระหว่างพวกเขาว่าจางอิ่นเซิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่าน
เขาต้องกลับมาทำงานเกษตรกรรมที่บ้านเกิด พ่อของเขาเที่ยวมอบของขวัญให้คนไปทั่ว จนในที่สุดก็ได้งานเป็คุณครูที่โรงเรียนแห่งนี้
“คุณเป็คนเขียนกลอนคู่ที่อยู่หน้าประตูสินะคะ” จู่ๆ ฮั่วเสี่ยวเหวินก็นึกถึงกลอนคู่หน้าประตูห้องเรียนขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะเธอเดินมาดูด้วยความสงสัยก็คงไม่มีเื่วันนี้
จางอิ่นเซิงดีใจหน้าบานเป็กระด้ง “ใช่ ฉันเขียนเอง เธอรู้ได้อย่างไร?”
“เดาเอาน่ะ”
จางอิ่นเซิงผิดหวัง เขาถอนหายใจ “เธอฉลาดขนาดนี้ หากเรียนหนังสือแบบจริงๆ จังๆ วันหน้าต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน”
เธอคงกลายเป็อัจฉริยะในสายตาจางอิ่นเซิงไปแล้ว ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่อยากโต้แย้ง แต่หากรอจนถึงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอคงลืมสิ่งที่เคยลืมมาไปเกินครึ่งแล้ว
จางอิ่นเซิงยกเก้าอี้มาวางด้านข้างฮั่วเสี่ยวเหวิน “นั่งก่อน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า “ฉันยังมีธุระ อีกเดี๋ยวต้องกลับแล้ว”
จางอิ่นเซิงยกเก้าอี้มานั่งเองหนึ่งตัว “รีบกลับบ้านขนาดนี้ กลัวจางเจียิหาไม่เจอแล้วจะร้อนใจหรือ?”
จางอิ่นเซิงไม่เห็นด้วยกับข่าวลือที่คนในหมู่บ้านลือกัน เขามองว่าเด็กสองคนนี้แค่พึ่งพาช่วยเหลือกันเท่านั้น เด็กอายุสิบขวบจะเข้าใจว่าความรักคืออะไรได้อย่างไรกัน?
ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า นึกถึงจางเจียิแล้วก็เริ่มรู้สึกเศร้าใจ น้ำตาเริ่มคลอ “ฉันไม่มีบ้านให้กลับอีกต่อไปแล้ว”
จางอิ่นเซิงเอื้อมมือมาช่วยเช็ดน้ำตา ผิวอ่อนนุ่มของเขาัักับดวงตาแต่ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ค่อยชอบนัก
“ต่อไปนี้เธอมาอยู่กับฉันก็แล้วกัน” เขาพูดอย่างจริงจัง ไม่เหมือนกำลังโกหก
