อันเจิงเดินมานั่งยอง ๆตรงหน้าชวีเจิ้งเซิง “ที่ข้าไว้หน้าเ้า นั่นเพราะเ้าเป็คนของทางการเ้าและข้าต่างก็ไม่ควรหาเื่กันและกัน ข้าไปตามทางของข้า เ้าก็หาเงินของเ้าแต่ตอนนี้คนของข้าตาย แล้วคนที่ฆ่าก็อยู่กับเ้า ข้าเลยอยากฟังเหตุผลจากเ้าสักหน่อย”
นี่เป็ครั้งแรกที่ชวีเจิ้งเซิงเจอเหตุการณ์แบบนี้ถึงแม้จะใมาก แต่เขาก็ยังควบคุมความรู้สึกนั้นไว้ได้ “อันเจิง ข้าเป็ถึงขุนนางระดับห้าเ้ามาข่มขู่ข้าแบบนี้ได้รึ ข้ากำลังไต่สวนเื่นี้อยู่ เ้ากลับบุกเข้ามาฆ่าเขาและตอนนี้กลับให้ข้าเป็คนอธิบาย ข้าเกรงว่าหากอิงตามหลักฐาน คนที่ต้องอธิบายควรจะเป็เ้ามากกว่าแต่ต่อให้เ้าจะอธิบายอะไรไป ราชสำนักเยี่ยนก็คงจะไม่ยอมให้เ้าบังอาจขนาดนี้แน่ ถึงแม้เ้าจะมีหน่วยทหารคอยให้ท้ายแต่ข้าก็มีกฎหมายบ้านเมืองเป็ตัวช่วยเช่นกัน!”
อันเจิงหัวเราะด้วยเสียงที่เย็นะเื“อย่าพูดให้ดูยิ่งใหญ่นักเลย ข้าไม่มีเวลามาฟังเ้าพล่ามที่นี่ข้าถามเ้าแค่คำเดียว ก่อนที่พวกเขาจะจ้างคนมาฆ่าคนของข้า เ้ารู้เื่นี้มาก่อนหรือไม่?”
สีหน้าของชวีเจิ้งเซิงเปลี่ยนเป็ซีดขาว จากนั้นก็กระถดตัวไปด้านหลังโดยสัญชาตญาณ“ข้า...นี่เ้ากำลังขู่ข้าอยู่งั้นรึ?!”
อันเจิงลุกขึ้น ในมือถือมีดที่มีรอยขีดข่วนนับไม่ถ้วน“ใต้เท้าชวี ข้าจะถามอีกรอบ เ้าอย่ามาพูดคำของทางการแบบนั้น ข้าจะบอกเ้าให้นะก่อนที่กฎหมายบ้านเมืองจะจัดการข้า ข้าจะฆ่าเ้าก่อนคนที่ตายเป็ครอบครัวเดียวกับข้า เื่นี้ข้าไม่ยอมจบง่าย ๆ แน่ หากใครมาขวางข้าก็เท่ากับตายถ้าเ้าไม่อยากตายก็พูดความจริงมาเสีย ข้าฆ่าไปแล้วสิบกว่าคนจะฆ่าเพิ่มอีกสักคนคงไม่เป็ไรหรอก”
ชวีเจิ้งเซิงมุมปากกระตุก “อัน...ท่านอันข้าไม่รู้เื่จริง ๆ ข้ารู้ว่าคนในครอบครัวเ้าถูกทำร้ายแล้วเ้าก็รู้สึกแย่ แต่อย่างไรก็ไม่ควรทำเื่วู่วามโดยไม่สนใจกฎบ้านเมืองสิ”
อันเจิงหันหลังกลับ“งั้นข้าก็จะรอกฎของใต้เท้าแล้วกัน ข้ายังยืนยันคำเดิม เ้าอยากลองดูก็ได้นะ”
เขาก้าวยาว ๆ ออกจากหน่วยฟางกู้ เ้าหน้าที่ในศาลวิ่งมาถึงห้องโถงและถอยกลับไปด้วยความใพวกเขาถือมีดพกไว้ในมือ แต่กลับไม่มีใครกล้าชักมีดออกมาสักคน ส่วนหลิวสุยไม่มีความกล้าหลงเหลืออีกแล้วตอนนี้เขาเพิ่งรู้จักคำว่าชีวิตแขวนบนเส้นด้าย ั้แ่ก่อตั้งแคว้นเยี่ยนมาจนถึงตอนนี้คาดว่าคงไม่มีใครกล้าบุกเข้ามาในหน่วยฟางกู้เช่นนี้แน่ แล้วยังกล้าเด็ดหัวคนต่อหน้าผู้ดูแลหน่วยฟางกู้อีกด้วย
อันเจิงเดินออกมาและมองไปที่หลิวสุยแวบหนึ่งหลิวสุยจึงใถอยหลังไป
อันเจิงพูดด้วยเสียงที่เย็นะเื“กลับไปเตือนใต้เท้าของเ้าด้วยว่าเื่นี้ควรจัดการอย่างไร ถึงแม้สำนักวรยุทธ์เบิก์ของข้าจะไม่ใหญ่คนในสำนักมีไม่มาก แต่ถ้ายังมีใครคนใดคนหนึ่งมีชีวิตอยู่ ศัตรูก็อย่าได้คิดมีชีวิตที่สงบสุขเลย”
แน่นอนว่าหลิวสุยเข้าใจความหมายที่อันเจิงพูดดีเขารีบพยักหน้า “ท่านอันวางใจเถอะ ข้ารู้ว่าควรจัดการอย่างไร”
อันเจิงคว้ามีดพกของคนที่ตามหลิวสุยมา“ยืมใช้หน่อยแล้วกัน”
คนคนนั้นอยากปฏิเสธ แต่กลับไม่มีโอกาสอ้าปากด้วยซ้ำเขาได้แต่จ้องอันเจิงที่ถือมีดพกตัวเองจากไป พลางจ้องเพื่อนข้าง ๆ ราวกับอยากขอให้ช่วยแต่ทว่าไม่มีใครกล้าเดินออกไปข้างหน้าเลยสักคน
อันเจิงเดินออกจากหน่วยฟางกู้จากนั้นก็หันไปบอกกู่เชียนเยว่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า “เ้ากลับสำนักไปก่อน คืนนี้ข้าฆ่าคนมากเกินไปอาจมีใครอยากลงมือจัดการกับสำนักวรยุทธ์เบิก์ หากสำนักเกิดเื่อะไรขึ้น ให้เ้าพาคนอื่นหนีไปหลบในที่ที่ปลอดภัย”
กู่เชียนเยว่ส่ายหน้า “ข้าจะไปกับเ้า”
อันเจิงอยากห้ามกู่เชียนเยว่ แต่สายตาของนางช่างแน่วแน่เหลือเกิน
เขาครุ่นคิดก่อนพูด “หากข้าตาย เกล็ดมัจฉานั่นคงออกมาเองเ้าก็เอามันไปเถอะ”
กู่เชียนเยว่โมโหขึ้นทันทีจากนั้นก็ะโขึ้น “เ้ามันโง่เง่า!”
อันเจิงไม่เข้าใจว่าทำไมกู่เชียนเยว่ต้องด่าเขาด้วยแต่ทว่าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเดินก้าวยาว ๆ ไปทางถนนตงซื่อสีหน้ากู่เชียนเยว่เปลี่ยนเป็ซีดขาว นางมองแผ่นหลังอันเจิงที่เดินจากไป จากนั้นก็กระทืบเท้าแล้ววิ่งตามไปไม่นานก็เห็นชวีหลิวซีตามมาทางด้านหลัง
“เ้ามาได้อย่างไร?” กู่เชียนเยว่ถามขึ้น
ชวีหลิวซีมองอันเจิงที่เดินอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ข้ารักษาอาจารย์แล้ว าแของพ้างซื่อข้าก็รักษาแล้ว ตอนนี้ข้าจะตามเขาไปหากเขาตายข้าก็จะไม่ขอมีชีวิตต่อ”
กู่เชียนเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง “งั้นเ้าคอยอยู่หลังข้าไว้”
ทั้งสามเดินผ่านถนนหลายเส้น ตอนที่พวกเขาเดินไปถึงถนนตงซื่อก็เป็เวลาเที่ยงคืนแล้วขณะนี้แสงจันทร์กำลังส่องสว่าง รอบด้านก็ไม่ถือว่ามืดเกินไป
ชมรมสี่ทิศตั้งอยู่กลางถนนตงซื่อประตูชมรมนี้อลังการมาก เมืองฟางกู้มีชมรมมากมายล้วนตั้งขึ้นจากผู้ที่ทำการค้าจากต่างแดน พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อรวมตัวครอบครัวแล้วทำการค้าร่วมกัน
ถึงแม้พวกเขาจะมีความขัดแย้งระหว่างคนในชมรมกันเองแต่ต่อหน้าคนนอก พวกเขาจะแสดงออกว่าสามัคคีกันมาก
และเพราะแบบนี้ ชมรมในเมืองฟางกู้จึงมีอำนาจมากจนน่ากลัว
ผู้ที่ทำการค้า หากมาจากต่างแดนแล้วย่อมต้องอยากยิ่งใหญ่ดังนั้นจึงต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนของทางการเอาไว้ คนของทางการ้าเงินในมือพวกเขาส่วนคนที่ทำการค้าก็อยากได้สิทธิพิเศษจากทางการ ฉะนั้นส่วนมากจึงมักจะช่วยเหลือกันและกันต่างชมรมก็ต้องมีปัญหามากมาย ในเมื่อเมืองฟางกู้กว้างใหญ่ขนาดนี้ ตลาดการค้าก็ใหญ่ตามไปด้วยฉะนั้นจึงมีการแย่งชิงเกิดขึ้นเป็ธรรมดา
ประตูของชมรมสี่ทิศปิดอยู่หน้าประตูมีแสงไฟสว่างไสว แต่ภายในเงียบสนิทราวกับกำลังหลับใหล
ส่วนใหญ่แล้วชื่อของชมรมก็มาจากบ้านเกิดของเ้าของเช่นชมรมที่สร้างขึ้นโดยผู้ทำการค้าจากย่านตงหยาง ก็ตั้งชื่อว่าชมรมตงหยางแต่นี่ชื่อชมรมสี่ทิศ ฉะนั้นจึงไม่สามารถเดาได้ว่าใครเป็คนสร้างชมรมนี้ขึ้นมา
แต่อันเจิงไม่มีเวลามาคิดเื่อะไรพวกนี้ ตอนนี้ในสมองเขามีเพียงแค่...ฆ่าคนก็ต้องชดใช้
เมื่อเขาเดินไปถึงหน้าประตูชมรมสี่ทิศก็ฟาดมีดเล่มยาวตัดเข้าที่กลอนประตูจากนั้นก็เปิดประตูออกแล้วก้าวเข้าไป
ชมรมสี่ทิศใหญ่โตมากเมื่อเดินเข้าไปก็เจอถนนเส้นยาว มีต้นไผ่ปลูกไว้สองข้างทางต้นไผ่ของดินแดนทางใต้จะไม่โตเมื่ออยู่ทางเหนือ แต่ถึงอย่างนั้น ต้นไผ่ในชมรมนี้ก็เติบโตอย่างงดงามไม่น้อยราวกับมีอายุสิบปีโดยประมาณ ใบไผ่พลิ้วไหว เมื่อเดินเข้าไปท่ามกลางต้นไผ่ ถึงแม้จะไม่หนาแน่นมากแต่ก็ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในป่า
ขณะที่อันเจิงเดินเข้ามาก็มีเงาพุ่งออกมาจากประตูทั้งสองด้าน“ใครกล้าบุกชมรมสี่ทิศเวลานี้!”
หนึ่งในนั้นฟาดฝ่ามือไปที่คอหอยของอันเจิงขณะเดียวกัน อีกคนก็เตะเท้าไปที่ขาของอันเจิง ทั้งสองลงมือพร้อมเพรียงกันเห็นได้ชัดว่าต้องมีการฝึกซ้อมร่วมกันมานานแน่นอน
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยความโมโหในใจเพิ่มพูนขึ้นทันที
อันเจิงยื่นมือซ้ายออกไปคว้ามือที่ฟาดเข้ามาจากนั้นก็หมุนข้อมือ เสียงกระดูกหักดังขึ้นไม่รู้ว่าคนคนนั้นถูกอันเจิงหักแขนออกเป็กี่ท่อน มือขวาของอันเจิงแกว่งมีดขึ้นลำแสงสีขาวก็เปล่งออกมา มีดฟันเข้าที่คางของอีกคน แล้วลากขึ้น้า จากนั้นหัวของคนนั้นก็แยกออกเป็สองเสี่ยง
อันเจิงลากคนที่แขนหักเข้าหาตัวจากนั้นก็ตีเข่าเข้าไปที่ท้องน้อยของเขาจนทรุดลงไป
อันเจิงจ่อมีดไว้ที่ข้างคอของคนคนนั้น พลางถามด้วยน้ำเสียงเ็า“คืนนี้พวกเ้าออกไปฆ่าคนหรือไม่?”
คนคนนั้นเจ็บจนหน้าตาบูดเบี้ยว“เ้าอยากตายหรืออย่างไร ถึงกล้าบุกเข้ามาในชมรมสี่ทิศ เ้ารู้หรือไม่ว่าชมรมสี่ทิศนี้คือที่อะไร?เ้ารู้หรือไม่ว่าคนในนี้ตัวเองไม่ควรเข้ามายุ่ง?”
“ข้าไม่อยากฟังเื่ไร้สาระพวกนี้”
อันเจิงยกมือขึ้น จากนั้นก็ฟันมีดลงไปแล้วคนก็ตายทันที
อันเจิงถีบร่างคนคนนั้นออกไปพลางก้าวไปด้านหน้า
เดินไปได้สองก้าวก็มีดาบพุ่งออกมาจากกลางกอไผ่รวดเร็วราวกับงูพิษก็ไม่ปาน ดาบนั้นอาศัยความมืดในกอไผ่หลบซ่อนตัวจังหวะที่เขาออกมาช่างเหมาะเจาะจริง ๆ แสงจันทร์เย็นะเืส่องกระทบเข้ามาแต่ทว่ารังสีสังหารแผ่ความเย็นะเืออกมามากยิ่งกว่า
อันเจิงใช้มีดฟันยอดไผ่กระเด็นออกไป แล้วผ่าต้นไผ่ออกเป็สองส่วน
มีดยาวตัดกอไผ่ตลอดแนว ทันใดนั้นก็มีเืสาดกระเด็นออกมาด้านนอกชายชุดดำคนหนึ่งล้มลงบนพื้น บนหัวเขามีรอยแดงหนึ่งรอย และรอยนั้นก็ปริแตกออกอย่างรวดเร็วเืสีแดงและสมองทะลักออกมาอย่างน่ากลัว
อันเจิงเดินไปด้านหน้าอีกครั้ง คราวนี้ตะขอเหล็กพุ่งออกมาจากทางด้านหลังแล้วเกี่ยวไปที่คอของอันเจิงสำหรับการฝึกอาวุธคู่กาย ตะขอเหล็กเป็อาวุธที่ฝึกยากมาก แต่เมื่อชำนาญแล้วการต่อสู้ด้วยตะขอเหล็กก็คาดเดาได้ยากมากเช่นกัน การเคลื่อนไหวของมันเร็วมากและเพราะมันโจมตีมาตามทิศทางของลมจึงทำให้การโจมตีครั้งนี้ไม่มีเสียงเลยแม้แต่น้อย
อันเจิงเอนตัวหลบแล้วยกมีดขึ้นมาตั้งตรงหน้าตัวเองตะขอเหล็กเกี่ยวไปที่มีดนั่น มือขวาของเขาออกแรงจนเห็นกล้ามเนื้อชัดเจนเขาใช้แรงดึงมีดแล้วกระชากตัวคนในกอไผ่ออกมา คนคนนั้นกระเด็นออกมาทางด้านหลังแต่อันเจิงก็ไม่ได้หันกลับไปมอง เขายันเท้าไปด้านหลังและถีบเข้าที่ท้องน้อยของคนคนนั้นคนคนนั้นก็กระเด็นออกไปทันที
อันเจิงกระตุกข้อมือครั้งหนึ่งตะขอที่เกี่ยวกับมีดก็ปลิวคว้างเป็วงกลม แล้วเกี่ยวเข้าที่กลางหน้าอกของคนที่อยู่ด้านหลังั้แ่ต้นจนจบ อันเจิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเลยด้วยซ้ำ
“ผยองจริง ๆ”
มีเสียงดังขึ้นมาจากกอไผ่จากนั้นก็ตามมาด้วยลูกธนูสามดอก พุ่งเข้าสามจุดสำคัญในร่างอันเจิง นั่นก็คือคอหอยหัวใจและท้องน้อย
กอไผ่ขึ้นติดกันมาก แต่คนคนนี้กลับสามารถยิงให้ลูกธนูหลบไผ่พวกนี้และพุ่งออกมาได้ไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีอะไรถึงทำได้เช่นนี้ ลูกธนูพุ่งมาด้วยความเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงตัวอันเจิงแล้ว
อันเจิงฟาดมีดออกไปสามครั้งด้วยความรวดเร็วประดุจสายฟ้ามีดกระแทกลูกธนูทั้งสามดอกตกลงพื้น
อันเจิงใช้มีดยาวกวาดออกไปกอไผ่ข้างตัวก็ถูกตัดอย่างเป็ระเบียบ ใบไผ่พลิ้วไหวแล้วล้มลงขณะที่ต้นไผ่ยังล้มไม่ถึงพื้น อันเจิงก็ฟาดมีดออกไปครั้งที่สอง ลำไผ่ขนาดหนึ่งเมตรกว่าสิบลำขาดออกจากต้นมีดที่ฟาดออกไปเป็แนวเฉียง ทำให้ปลายลำไผ่แหลมคม
อันเจิงถีบและกวาดเท้าออกไป ทำให้ลำไผ่เ่าั้พุ่งไปด้านหน้ากระแทกกอไผ่ข้างทางจนขาดออกเป็สองท่อนทั้งหมด
อึก...จากนั้นก็มีเสียงเปล่งออกมาจากกอไผ่ชายชุดดำที่มีลำไผ่ขนาดใหญ่ทะลุผ่านร่างสี่ห้าลำกระเด็นออกมา ร่างของชายคนนั้นชนต้นไผ่หักไปหลายต้นก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงที่อยู่หลังกอไผ่ ลำไผ่ที่เสียบทะลุตัวเขาปักเข้ากับกำแพงทำให้ร่างของเขาถูกตรึงเอาไว้บนนั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
มีเสียงคนวิ่งพลางะโออกมาจากด้านใน
ด้านหลังชายคนนี้ ยังมีชายอีกกว่าสิบคนที่ตามมาพร้อมอาวุธครบครัน
ขณะเดียวกัน ชายร่างกำยำก็พุ่งออกมาจากกอไผ่ประมาณหกเจ็ดคนในมือยังถือธนูเอาไว้ พวกเขาเข้ามาล้อมรอบอันเจิง
คนที่วิ่งมาเป็คนแรกมีฝีเท้าที่หนักอึ้งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้ที่ฝึกพลังวัตร เขาสวมชุดสีเทา ก้าวเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อน ทันทีที่วิ่งออกมาก็เห็นอันเจิงถือมีดที่เต็มไปด้วยเืและร่างที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที
“เ้าบุกมาที่นี่ได้อย่างไรกัน!”เขาะโออกมาอย่างโมโห
อันเจิงยกมีดยาวชี้ไปที่เขา“ที่แท้เป็เ้านี่เอง ที่แท้เ้าก็รู้เื่ทั้งหมดรึ”
คนคนนั้นชะงักไป “ข้ารู้เื่?ข้ารู้อะไร? ข้าเห็นแต่เ้าฆ่าคนของชมรมสี่ทิศแล้วก็ตายไปหลายคนแล้วด้วย!”
อันเจิงหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่เย็นะเื“แล้วเ้ารู้หรือไม่ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนคนของเ้ารับจ้างมาฆ่าคนในสำนักวรยุทธ์เบิก์ของข้า?”
คนคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที“เป็ไปไม่ได้!”
