โครงกระดูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศอันทรงพลัง แรงกดดันประดุจูเาั์ไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก กลิ่นอายโบราณลึกลับดุจห้วงจักรวาลกดทับร่างของซุนเฟยที่อยู่ในโหมดคนเถื่อนเลเวล 40 จนทำให้เท้าของเขาจมลึกลงไปกับพื้นดินราวกับว่าเขากำลังแบกูเาั์ไว้ด้านหลัง การเดินไปข้างหน้ากลายเป็เื่ที่ยากมาก กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายของเขาะเิเหมือนข้าวโพดคั่วที่อยู่ในเครื่องข้าวโพดคั่ว
“ตอนที่เ้าของโครงกระดูกสีทองยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องเป็ยอดฝีมือที่อยู่ในระดับสูงสุดอย่างแน่นอน เดาไม่ออกจริงๆว่าพลังของเขาอยู่ในระดับไหน ถึงจะตายมาหลายพันปีแล้ว แต่โครงกระดูกของเขาก็ยังคงสมบูรณ์ กลิ่นอายในตอนนี้เป็เพียงหนึ่งในหมื่นของตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้คนอื่นๆ หวาดกลัวได้แล้ว เมื่อเทียบระหว่างนักฆ่าที่ไล่ล่าข้าในวันนั้น กับโครงกระดูกตรงหน้าแล้ว นักฆ่าคนนั้นกลายเป็เพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น”
ยิ่งดูยิ่งทึ่ง
“เขาเป็ยอดฝีมือระดับไหนกันนะ แม้จะตายไปแล้วก็ยังคงสภาพได้สมบูรณ์ขนาดนี้? ว่ากันว่านักรบระดับดาวต้องตายไปมากกว่าสิบปีโครงกระดูกถึงจะผุดกร่อน ระดับจันทราร้อยปี ระดับสุริยะห้าร้อยปี แต่กลิ่นอายจากตัวของโครงกระดูกสีทองนี้กลับบ่งบอกว่าเขาตายไปแล้วเป็พันๆ ปี หรือว่า ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ความแข็งแกร่งของเขาเหนือล้ำกว่าระดับสุุริยะ? โครงกระดูกนี้มีความสูงเพียงหนึ่งเมตรยี่สิบเิเ ลักษณะเหมือนคนและมีโครงกระดูกหนา สภาพโครงกระดูกเหมือนโตเต็มวัย เห็นได้ชัดว่าร่างนี้โตเป็ผู้ใหญ่แล้ว หรือเขาจะเป็คนแคระ?”
ลึกลับเกินไปแล้ว!
การมีอยู่ของโครงกระดูกสีทองนี้เป็เื่ที่น่ามหัศจรรย์
สายตาของซุนเฟยเลื่อนลงมามองที่ขวานสองคมในมือของโครงกระดูกสีทอง
ไม่รู้ว่าขวานสั้นสองคมเล่มนี้ใช้วัสดุอะไรสร้างขึ้นมา ตัวขวานเป็สีทองยาวประมาณครึ่งเมตร ้าและด้านล่างจะหนา ส่วนตรงกลางจะเพรียวกว่าเล็กน้อย ทำให้ตัวด้ามมีส่วนโค้งที่สมบูรณ์แบบ ตัวขวานแกะสลักด้วยลวดลายแปลกๆ เหมือนกับวงเวทแต่ก็ดูคล้ายกับภาพวาดของสิ่งมีชีวิต รูปแบบเหล่านี้มีการเชื่อมโยงอย่างแ่า เหมือนเส้นด้ายที่ขดเป็วงกลมแล้วขยายไปจนถึงใบขวาน
ใบขวานยาวประมาณสองในสามของตัวด้าม ใบขวานด้านหน้าบางราวกับกระดาษ แต่ด้านหลังกลับหนาดุจูเา บนใบขวานมีร่องเืด้านละหกเส้น ลักษณะของใบขวานดูเหมือนนกสยายปีกเป็ครึ่งวงกลม เมื่อครึ่งวงกลมทั้งสองด้านมารวมตัวกันก็จะกลายเป็รูปวงรีได้อย่างน่าอัศจรรย์
ไม่ว่าจะมองมุมไหน ขวานเล่มนี้ก็ถือได้ว่าเป็ผลงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบ สวยงามจนน่าทึ่ง
สายตาของซุนเฟยเลื่อนไปมองที่รอยเว้าหกเหลี่ยมเล็กๆ บนตัวขวาน
สัญชาตญาณได้บอกซุนเฟยว่า รอยเว้านั่นมีไว้สำหรับฝังอะไรบางอย่าง แต่มันได้หายไปในภายหลัง…มองไปยังรูปลักษณ์ของขวานสองคมนี้เเล้ว บอกได้เลยว่าไม่มีส่วนไหนไม่สมบูรณ์แบบ
น่าเสียดายที่ซุนเฟยไม่สามารถหยิบขวานนั้นขึ้นมาได้
เพราะกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวโครงกระดูกสีทองนี้กำลังกดดันให้เขาถอยออกไป ซุนเฟยพยายามลองเข้าใกล้อีกครั้งแต่ก็พบว่า ยิ่งพยายามเข้าใกล้เท่าไร ตัวเองก็ยิ่งได้รับาเ็มากขึ้นเท่านั้น ซุนเฟยสามารถเข้าไปใกล้ได้มากที่สุดคือสิบเมตรจากตัวโครงกระดูกสีทอง ยิ่งเขาพยายามเดินหน้าต่อ ร่างของเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยรอยดาบฟัน แม้ว่าคนเถื่อนจะมีพลังเพิ่มขึ้น เสริมความแข็งแกร่งด้วยความร้อนและความเย็นที่ปะทุในเขาวงกตใต้ดินเมืองแซมบอร์ด ไหนจะดื่มน้ำยาฮัลค์จนมีการปรับเปลี่ยนโครงร่างจนกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและทนทานยิ่งกว่าเหล็กกล้า แต่เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันตรงหน้า ซุนเฟยรู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ หากเขายังฝืนเดินต่อไปมากกว่านี้อาจจะตายได้
สุดท้ายซุนเฟยก็ยอมถอดใจ เขาเริ่มหันมามองพื้นที่รอบๆ
ที่นี่ดูเหมือนจะเป็ห้องใต้ดินหรือไม่ก็สุสานใต้ดิน ขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่นัก มีพื้นที่แค่สองร้อยสามร้อยร้อยตารางเมตรเท่านั้น ซุนเฟยกวาดสายตามองที่กำแพงหินสีเหลืองอ่อนเนียนเรียบ บางครั้งก็มีแสงสีเงินกะพริบวิบวับผ่านกำแพงออกมาอย่างลึกลับ ที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกแปลกใจก็คือ แสงสีเงินนี้ไม่ได้แผ่กลิ่นอายอะไรที่น่ากลัวออกมา กลับกัน มันดูอ่อนโยนและสงบนิ่งมาก
ภายในพื้นที่นี้ นอกจากประตูมิติที่อยู่ด้านหลังของซุนเฟยแล้ว ก็ไม่มีทางออกอื่นเลย
ด้านหลังของโครงกระดูกสีทองมีแสงสว่างสีเงินเป็ประกายขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แสงสีเงินตรงนั้นกับแสงสีเงินที่กะพริบวิบวับมาจากกำแพงน่าจะเป็อย่างเดียวกัน เพราะมันมีกลิ่นอายที่สงบนิ่งเหมือนกัน ซุนเฟยเดินอ้อมโครงกระดูกสีทองนี้ไป เขาลัดเลาะไปตามกำแพงสีเหลือง ในขณะที่ดวงตาก็กำลังเพ่งมองไปยังแสงสีเงินนั่น
หนังสือหนึ่งเล่ม
และเป็หนังสือที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ
หนังสือเล่มนี้กว้างประมาณห้านิ้วและยาวสามสิบเิเ หน้าปกเป็สีน้ำตาลเข้มราวกับถูกแช่ด้วยเื หนังสือที่ลอยอยู่กลางอากาศพลิกหน้าเองเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแต่อย่างใด
ทุกครั้งที่หน้ากระดาษพลิก จะปรากฏตัวอักษรสีเงินที่ดูคลุมเคลือขึ้นมาอย่างหนาแน่น ช่างน่าประหลาดดีแท้
ซุนเฟยสังเกตอย่างละเอียด
ซุนเฟยคิดว่า ภาษาที่อยู่ในกระดาษน่าจะเป็ภาษาที่มาจากยุคาเทพปีศาจ เพราะว่าภาษาเหล่านี้ยากจะเข้าใจ อีกทั้งรูปแบบของตัวอักษรกับไวยากรณ์ก็แตกต่างจากตัวอักษรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในแผ่นดินอาเซรอทตอนนี้ ภาษาที่ใช้ในยุคนั้นไม่ได้หายไปไหน ซุนเฟยยังเคยศึกษาภาษาโบราณพวกนี้มาจากหนังสือโบราณในห้องสมุดลับของเชื้อพระวงศ์ที่เมืองแซมบอร์ด ด้วยเหตุนี้ ซุนเฟยจึงเข้าใจความหมายของภาษาโบราณพวกนี้เป็บางส่วน และสามารถเข้าใจเนื้อหาหนังสือเล่มนี้ประมาณสิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์
“หนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่จะพูดเกี่ยวกับด้านกลไก กับดัก สิ่งก่อสร้าง การหลอมและการรักษา…”
ซุนเฟยชะงักไปเล็กน้อย เขารู้สึกว่าขอบเขตของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างกว้าง เหมือนมันเป็สารานุกรมขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง
หนังสือเล่มนี้มีหลายร้อยหน้า บางหน้าที่พลิกจะมีภาพอธิบายประกอบ เนื้อหาของภาพจะพูดถึงการออกแบบอาวุธ สิ่งก่อสร้าง กลไฟ กับดัก กำแพงเมืองและพระราชวัง เป็ต้น กระดาษยังคงพลิกหน้าต่อไปเองอย่างเรื่อยๆ และทุกครั้งที่พลิกไปหน้าไหน หน้านั้นก็จะมีตัวอักษรเลือนรางที่เรืองแสงสีเงินปรากฏขึ้นมา
เมื่อพลิกมาถึงหน้าสุดท้าย บนหน้านั้นก็จะปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่ขึ้นมา ลายมือที่เขียนในหน้านี้กับลายมือที่เขียนในเนื้อหาแตกต่างกัน ไม่ช้าข้อความก็ปรากฏขึ้นมา ไวยากรณ์หน้านี้ค่อนข้างอ่านง่าย
“นี่เป็ของขวัญจากาาปีศาจ… 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ การลงทัณฑ์ของาาปีศาจ ดาบาาปีศาจ ความทรงจำของาาปีศาจ ความคิดของาาปีศาจ การวางแผนของาาปีศาจ …าาปีศาจ' ...เทพชั่วช้า…พ่ายแพ้...หนี...ข้ากำลังจะตาย…พวกเขามา…ตายในสนามรบ…ปกป้อง…เกียรติยศเทพปีศาจ…สืบทอด…”
ทั้งหมดมีสามสี่ร้อยตัวอักษร ข้อความพวกนี้เขียนแบบไม่ปะติดปะต่อกัน อีกทั้งไวยากรณ์ก็ไม่สมบูรณ์ บวกกับซุนเฟยมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาโบราณไม่มาก ทำให้ข้อมูลที่ได้มาอ่านไม่ค่อยรู้เื่
เมื่อพลิกมาถึงหน้าสุดท้าย หนังสือเล่มนี้ก็รีบพลิกตัวกลับไปเปิดหน้าแรกใหม่
ซุนเฟยเห็นหน้าแรกเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า...
'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ'
ที่ทแท้ชื่อหนังสือเล่มนี้ก็คือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ'
หลังจากได้เห็นคำเหล่านี้แล้ว ซุนเฟยก็เข้าใจทันทีว่า 'ของขวัญ' ในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้มีความหมายว่าอย่างไร แล้วทำไมถึงเรียกว่า 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ การลงทัณฑ์ของาาปีศาจ' ...ที่แท้ มันก็คือสมบัติของผู้ที่เรียกว่า ‘าาปีศาจ’ ทิ้งไว้ให้ จะเห็นได้ว่า ใน 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' เล่มนี้เต็มไปด้วยความรู้ที่กว้างขวางมากมาย ส่วน ‘าาปีศาจ’ น่าจะเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของคนคนนั้นอยู่ในระดับไหน แต่จากความรู้ที่ได้อ่านจากหนังสือเล่มนี้ ซุนเฟยก็เดาได้ว่าคนคนนั้นต้องเป็ปัญญาชนคนหนึ่งแน่ๆ
“ไม่รู้ว่านอกเหนือจากหนังสือเล่มนี้แล้ว 'การลงทัณฑ์ของาาปีศาจ ดาบาาปีศาจ ความทรงจำของาาปีศาจ ความคิดของาาปีศาจ การวางแผนของาาปีศาจ' และอื่นๆ อีกมากมายพวกนั้น มันจะเป็หนังสือหรือเปล่า? หรือจะเป็สิ่งของอย่างอื่น?” ซุนเฟยตระหนักได้ว่า เขากำลังค้นพบสมบัติอันยิ่งใหญ่โดยบังเอิญ
หนังสือที่ลอยอยู่ตรงหน้าของเขามีราคามากกว่าอาวุธ ชุดเกราะ หรือกองเหรียญเงินเหรียญทองในห้องโถงพวกนั้นหลายร้อยเท่า ด้วยความที่ซุนเฟยมีทักษะและความรู้เกี่ยวกับอาชีพทั้งเจ็ดของโลก Diablo และยังได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากแม่ชีอาคาร่าและผู้เฒ่าเคน ทั้งยังได้รับทักษะเทพเ้าทั้งสามประการมาอีก ดังนั้น ความคิดของซุนเฟยจึงแปลกไปจากคนอื่น หลังจากที่ได้อ่าน 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' เล่มนี้อย่างคร่าวๆ แล้ว ซุนเฟยก็รู้ได้ทันทีว่า ตัวเองกำลังได้รับขุมสมบัติอะไรอยู่ หากสามารถนำความรู้จากหนังสือเล่มนี้ไปปฏิบัติจริง อารยธรรมและความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดก็สามารถเทียบเท่าราชอาณาจักรระดับเก้าในแผ่นดินอาเซรอทอย่างแน่นอน
......
“นี่คือความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ด?”
บนยอดหอคอย หัวใจขององค์ชายอาร์ชาวินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก
ผ่านไปเพียงยี่สิบนาทีกว่าๆ ทหารรับจ้างดาบโลหิตต่างก็ถูกสังหารหมู่อยู่ฝ่ายเดียว เส้นทางเหนือใต้ออกตกที่เป็ความภาคภูมิใจในการออกแบบทางสถาปัตยกรรมของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต เพราะมันเลียนแบบมาจากการออกแบบทางสถาปัตยกรรมของพระราชวัง ดังนั้นหลายครั้งที่เกิดการต่อสู้ระหว่างกองกำลังทหารรับจ้างภายในเมืองหลวง กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตจึงมักจะรอดพ้นอันตรายเสมอ แต่ครั้งนี้มันกลับกลายเป็กับดักสู่ความตาย
เส้นทางทั้งสี่ต่างถูกปิดกั้นด้วยยอดฝีมือที่น่าเกรงขามของเมืองแซมบอร์ด
------------------------------
