หลังจากที่คุณชายท่านนั้นนำของที่้ากลับมาให้ หลี่อันหรานก็ลุกจากเตียงไปตรวจสอบทันทีว่ามีอะไรหายหรือไม่ นี่เป็ของที่นางซื้อด้วยเงินที่หามาอย่างยากลำบาก ห้ามให้หายแม้แต่ชิ้นเดียว
นางค่อนข้างกังวล จึงตรวจสอบของในห่อผ้าโดยถี่ถ้วนก่อนจะถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่ แผลเป็บนใบหน้ายืดออกตามรอยยิ้ม
“มีสิ่งใดหายหรือไม่?” ชายผู้นั้นเอ่ยถาม น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล
หลี่อันหรานพลันกลับมาได้สติอีกครั้ง นางรีบตอบเขา “ไม่มี ทุกอย่างยังอยู่ครบ ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือเ้าค่ะ หากไม่มีท่าน เกรงว่าตอนนี้ข้าคงยังหมดสติอยู่กลางถนนเป็แน่”
นางพูดจบแล้วสะพายห่อผ้าขึ้นหลัง ทำชายผู้นั้นอดใไม่ได้ ก่อนที่อึดใจต่อมาเขาจะเอ่ยถามอย่างสงสัย “เ้าจะไปแล้วหรือ?”
นางพยักหน้า “ใช่ ข้าต้องรีบกลับบ้าน มิเช่นนั้นท่านแม่จะเป็ห่วงเอา”
“แต่ว่าตอนนี้เริ่มมืดแล้ว ประตูเมืองกำลังจะปิด เกรงว่าเ้าจะออกไปไม่ได้”
“อะไรนะ? นี่ยามใดแล้ว?” นางโพล่งถามทันทีแล้ววิ่งไปดูที่หน้าต่างโดยไม่รอให้ชายผู้นั้นตอบ จึงพบว่าดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว บัดนี้เป็เวลาพลบค่ำ หากเดินเท้ากลับบ้านในเวลานี้ กว่าจะถึงก็คงค่ำ
“แม่นางท่านนี้ ไม่ทราบว่าบ้านเ้าอยู่ไกลหรือไม่? หากไม่ไกล ข้าช่วยไปส่งได้”
หลี่อันหรานลดความระแวดระวังลงเมื่อเห็นเขามีน้ำใจขนาดนี้ นางตอบเขาอย่างราบเรียบ “บ้านข้าอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล แต่กว่าจะกลับถึงบ้านคงค่ำแล้ว เกรงว่าจะไม่สะดวก นอกจากนี้ ข้ากับท่านก็ไม่ได้รู้จักกัน ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไร”
ครั้นได้ยินดังนั้น เขาจึงรีบกล่าว “ข้าไม่ใช่คนท้องที่ เพียงแต่เดินทางผ่านมาและยื่นมือช่วยเท่านั้น แม่นางไม่ต้องใส่ใจ”
หลี่อันหรานร้อนใจมาก หากนางยังไม่รีบไปอีก คืนนี้คงไม่รู้จะนอนที่ใด นางมองดวงอาทิตย์ตกดินข้างนอกอีกครั้งแล้วกำห่อผ้าของตัวเองแน่น จากนั้นจึงหันไปพูดกับคุณชายท่านนั้น “ข้าต้องรีบกลับบ้านก่อน ไม่แน่ว่าจะกลับถึงบ้านก่อนฟ้ามืด หากไปตอนนี้ก็น่าจะทันก่อนปิดประตูเมือง ขอบคุณคุณชายมากจริงๆ หากมีวาสนาได้พบกันอีก ข้าจะตอบแทนแน่นอน”
นางเตรียมจะจากไปทันทีที่พูดจบ
ทว่าเมื่อเดินไปถึงประตู นางก็หันกลับมาถามคุณชายท่านนั้น “ข้ายังไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของคุณชายเลย? หวังว่าคุณชายจะกรุณาบอกข้าน้อย หากวันหน้ามีวาสนาได้พบกันอีกจะได้เรียกท่านถูก”
คุณชายท่านนั้นเผยยิ้มและตอบอย่างราบเรียบ “ข้ามีนามว่า ‘เจี่ยรั่วเฉิน’ ”
“เจี่ยรั่วเฉิน” นางพึมพำชื่อนี้เสียงเบา “รับทราบ ข้าจำไว้แล้ว มีวาสนาคงได้พบกันอีก”
สิ้นเสียง หลี่อันหรานก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้ นางซาบซึ้งในน้ำใจของเขามาก แต่ตอนนี้นางต้องรีบกลับบ้าน ขืนยังไม่กลับไป เสิ่นอิ๋นหวนคงได้เป็ห่วงนางแย่แน่ นางไม่เคยค้างคืนข้างนอกมาก่อน หากไม่ใช่เพราะวันนี้เป็เหตุไม่คาดคิด
นางเร่งรีบออกจากโรงเตี๊ยม แต่เมื่อไปถึงประตูเมืองกลับพบว่าประตูเมืองปิดไปแล้ว ความจริงตอนนี้ยังไม่ถือว่าดึกมาก แต่คนเฝ้าประตูเมืองต้องปิดประตูเมืองตามเวลา ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออก หากจะออกไปก็มีแต่ต้องรอจนถึงพรุ่งนี้
นางสูดลมหายใจลึกๆ และกวาดสายตามองรอบด้าน ผู้คนที่สัญจรไปมาเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ บัดนี้ท้องถนนซึ่งเคยมีผู้คนพลุกพล่านหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า บรรดาพ่อค้าเร่จากหมู่บ้านใกล้เคียงที่นำของมาขายในเมืองต่างพากันกลับไปก่อนที่ประตูเมืองจะปิดแล้ว
นางได้แต่ขมวดคิ้วยืนเหม่ออยู่หน้าประตูเมือง นางไม่รู้จักผู้ใดที่นี่ นางอยากไปหาคนเฝ้าประตูเมืองเพื่อขอให้ช่วยแต่ก็เป็กังวล เพราะนางไม่ได้รู้จักคนพวกนั้นเป็การส่วนตัว นอกจากนี้ นางก็ไม่เคยพูดคุยกับทหารยามของที่นี่เช่นกัน
นางกลัวว่าพวกเขาจะทำให้นางลำบากใจ กลัวว่าตัวเองจะไม่เข้าใจกฎระเบียบของที่นี่และกลัวว่าจะยิ่งมีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายแล้วนางก็กัดฟันเดินกลับเข้าไปในตัวเมือง ไม่ว่าอย่างไรคืนนี้ก็คงออกไปไม่ได้แน่แล้ว นางต้องหาวิธีนอนค้างที่นี่หนึ่งคืน
นางนับเงินที่ยังเหลืออยู่ พบว่าเหลือเพียงไม่กี่อีแปะเท่านั้น เพียงพอแค่สำหรับกินอาหารสักมื้อ แต่หากจะเปิดห้องพักหนึ่งคืนคงไม่เพียงพอ ตอนนี้นางเริ่มนึกเสียใจขึ้นมาแล้วว่าเหตุใดไม่ตอบตกลงเจี่ยรั่วเฉินและพักที่โรงเตี๊ยมนั่นไปให้สิ้นเื่สิ้นราว
ดูท่าทางแล้วเขาน่าจะเป็คนมีเงิน การช่วยเหลือนางให้ได้นอนค้างที่นั่นหนึ่งคืนคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หลี่อันหรานถอนหายใจยาวๆ เมื่อคิดถึงตรงนี้ ก่อนที่นางจะเดินคอตกไปในเมืองอย่างไร้จุดหมาย
นางคิดกับตัวเองว่าถึงแม้จะนอนโรงเตี๊ยมไม่ได้ แต่อย่างน้อยมีที่หลบลมหลบฝนก็ยังดี
หวังว่าตอนกลางคืนจะไม่มีคนเลวหรือสัตว์ร้าย หลี่อันหรานกังวลและหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้
ทันใดนั้นเอง นางคำนึงถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน นั่นก็คือเถ้าแก่หวาง ภัตตาคารของเขาเป็ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ นอกจากนี้ระหว่างพวกนางยังเป็คู่ค้ากัน ลองไปคุยกับเถ้าแก่หวางดูได้ว่าจะผ่อนผันให้นางนอนค้างสักคืนได้หรือไม่ ต่อให้ต้องนอนในห้องเก็บฟืนก็ยังดีกว่านอนข้างถนน
หลี่อันหรานมีรอยยิ้มทันทีที่คิดได้ดังนี้ จากนั้นจึงรีบสับฝีเท้าไปยังภัตตาคารของเถ้าแก่หวาง ครั้นมาถึง ก็พบว่าบริเวณชั้นล่างมีลูกค้ากำลังทานอาหารอยู่สองโต๊ะ
พนักงานที่กำลังก้มหน้าคิดเงินเห็นนางเดินเข้ามาก็ใ “เหตุใดเ้ายังอยู่ที่นี่อีก ประตูเมืองปิดไปแล้ว คืนนี้จะนอนที่นี่หรือ?”
หลี่อันหรานยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ตัวนางสูงกว่าโต๊ะคิดเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “คือว่า… ข้ามีเื่อยากคุยกับเถ้าแก่หวาง เขายังอยู่ที่นี่หรือไม่?”
พนักงานแน่นิ่งไปเล็กน้อยแล้วตอบ “เถ้าแก่หวางอยู่ด้านใน เ้ารู้ทางอยู่แล้ว ไปหาเขาด้านในได้เลย”
หลี่อันหรานพยักหน้าหงึกๆ พวกเขายอมปล่อยให้นางเข้าไปเพราะนางมาที่นี่บ่อยและรู้จักกัน “รบกวนแล้ว”
นางเข้าไปด้านใน แบกห่อผ้าใบใหญ่เดินไปยังลานด้านหลังอย่างช้าๆ นางเคยเข้าไปในครัวด้านหลังของที่นี่เพราะเป็คู่ค้ากับเถ้าแก่หวาง
ใน่แรกสุด เนื่องจากเถ้าแก่หวางไม่เชื่อว่านางจะทำของที่มีรสชาติแบบนั้นออกมาได้ เขาจึงให้นางมาทำให้ดูในครัวด้านหลัง นี่จึงเป็สาเหตุที่นางพอจะรู้เส้นทางที่นี่
ไม่นาน หลี่อันหรานก็หาเถ้าแก่หวางเจอที่ลานด้านหลัง เขากำลังกำชับอะไรบางอย่างกับพ่อครัว “จำไว้ ลูกค้าในห้องส่วนตัว้าเป็แขกผู้มีเกียรติ พวกเขามีเงิน จงทำอาหารที่ดีที่สุดของที่นี่ให้พวกเขา ต้องทำให้ดี ใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด”
พ่อครัวคนนั้นพยักหน้า เถ้าแก่หวางกำชับเื่อื่นเพิ่มอีกเล็กน้อย หลี่อันหรานมองเขาแล้วค่อยๆ เดินไปหาโดยไม่ได้รบกวนแต่อย่างใด นางทำเพียงยืนประคองห่อผ้าที่ตัวเองแบกมาอยู่ด้านข้าง รอให้พวกเขาคุยกันเสร็จจึงค่อยเดินเข้าไป
เถ้าแก่หวางหันมาเห็นนางพอดี เขาต้องใเมื่อเห็นนาง “เ้าทำข้าตกอกใหมด เหตุใดยังอยู่ที่นี่อีก? ประตูเมืองปิดไปแล้ว เ้าไม่กลับบ้านหรอกหรือ?”
หลี่อันหรานเผยยิ้ม แผลเป็บนใบหน้าเบียดย่นเข้าด้วยกัน เถ้าแก่หวางอดขมวดคิ้วมองนางด้วยความสงสัยไม่ได้ นางจึงตอบเขาไปว่า “ข้าออกจากเมืองไม่ทันเพราะมีธุระบางอย่าง ข้าไม่มีญาติหรือสหายใดๆ ที่นี่ เถ้าแก่หวาง ข้าขอพักที่นี่สักคืนได้หรือไม่ ไม่จำเป็ต้องดีมาก ต่อให้เป็ห้องเก็บฟืนก็ไม่เป็ไร ขอแค่กันลมกันฝนได้ก็พอ ข้าจะจ่ายค่าอาหารให้ต่างหาก”
เถ้าแก่หวางขมวดคิ้วด้วยความลังเล เขามองไปที่ห่อผ้าด้านหลังนาง “เช่นนั้นแล้วพวกนั้นคืออะไร?”
