ภายในห้องหลอมโอสถที่เงียบสงัด ั์ตาทั้งสองของเต้าหลิงฉายประกายแสงเย็น อุณหภูมิที่อยู่ภายในห้องลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว แสงเย็นที่พรั่งพรูออกมาทำให้ผู้คนต้องตัวสั่นเทา
ในวันนี้ ปริศนาความสงสัยทุกๆ อย่างถูกไขกระจ่าง แต่เต้าหลิงก็ไม่อาจจะยอมรับมันได้ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าตนจะพบเจอกับเื่เลวร้ายเช่นนี้
หลังจากที่นิ่งเงียบอยู่นาน สุดท้ายเขาก็กล่าวพึมพำออกมา “ขโมยพลังต้นกำเนิดของข้าไป จนทำให้ตระกูลของข้าแยกจากกัน ข้าจะไปหาพวกเ้าในสักวันหนึ่ง”
ฝ่ามือของเขาค่อยๆ กระชับหมัดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาทั้งสองฉายแสงความแน่วแน่และความมุ่งมั่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
อู่ตี้น่ากลัวมาก ซึ่งเขาแตกต่างกับเต้าหลิง เดิมทีเต้าหลิงนั้นมีครอบครัวที่ดี ทว่าเพราะเหตุการณ์ที่พลิกผัน จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่เคยได้พบหน้าแม่ มีเพียงภาพในความทรงจำที่แสนเลือนลางเท่านั้น
ถึงแม้ว่าเต้าหลิงจะรู้จักโลกนี้ไม่มากเท่าไรนัก แต่เขาก็พอที่จะััได้ว่าพลังของวิหารยุทธ์นั้นน่ากลัวมาก พวกเขาสามารถหาทรัพยากรล้ำค่ามาเลี้ยงดูอู่ตี้ได้ แล้วยิ่งมีพลังต้นกำเนิดของเต้าหลิง คนคนนี้จะต้องเดินไปได้ไกลมาก และเป็ไปได้ที่จะเป็หนึ่งในใต้หล้าของดินแดนลึกลับ
ทว่าด้วยความเชื่อมั่นในเส้นทางแห่งยุทธ์ของเต้าหลิงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาเชื่อว่าเขาจะสามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของเส้นทางแห่งยุทธ์ได้
นี่คือความเชื่อมั่นของเขา เขาไม่หวั่นกลัวผู้ใด ที่เป็หนึ่งก็คือตัวของเขาเอง
หากความเชื่อมั่นไม่มี แล้วจะฝึกฝนยุทธ์ไปเพื่ออะไร
จอมยุทธ์ก็คือไม้แข็งที่ไม่แตกหักและโค้งงอ
หากฟ้า้ากดทับเขา เขาก็จะทำลายท้องฟ้าเสีย!
“อู่ตี้” เต้าหลิงลุกยืนขึ้น สายตากลับมาเป็ปกติ ทว่ายังแฝงไปด้วยเจตนารมณ์ของการต่อสู้ เขากำหมัดพลางกล่าวออกมา “ข้าสูญเสียพลังงานต้นกำเนิดไป แต่ยังสามารถยืนอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นหล่อกายาได้ คนของวิหารยุทธ์คงจะคิดไม่ถึงสินะ บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าข้าตายไปแล้ว”
“กายาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพราะพลังต้นกำเนิดน่ากลัว แต่เป็เพราะพลังศักยภาพของคุณสมบัติกายต่างหากล่ะ” ั์ตาของเขาประกายแสงสว่างราวกับดวงจันทร์สองดวงที่ส่องแสง “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่มีพลังต้นกำเนิด แต่หากข้าหมั่นฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ จะต้องมีสักวันหนึ่งที่ข้าจะทำให้พวกเ้าจะต้องชดใช้”
หลายวันมานี้ เขาััได้ว่าภายในร่างกายของเขามีพลัง์ลึกลับบางอย่างแอบซ่อนอยู่ ทว่าการปลุกมันขึ้นมาเป็เื่ยากยิ่ง ตอนนี้เต้าหลิงรู้ว่าพลังงานต้นกำเนิดยังอยู่ แต่มีเหลืออยู่เพียงแค่เศษเสี้ยว การฟื้นคืนมันกลับมาจะต้องใช้วิธีการพิเศษ
เขาเข้าใจถึงสาเหตุที่เขาเอาแต่นอนหลับ นั่นเป็เพราะพลังงานต้นกำเนิดของเขากำลังฟื้นตัวขึ้น แต่ถ้าอยากให้การฟื้นคืนพลังเป็เหมือนกับตอนที่เขาอายุหนึ่งขวบแล้วล่ะก็ แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
“เ้าใช้พลังต้นกำเนิดของข้า่ชิงอันดับหนึ่งของขั้นหล่อกายามา ข้าอยากจะรู้นักว่าในขั้นพลังนี้ ใครจะแข็งแกร่งกว่าใคร” ั์ตาของเต้าหลิงประกายแสงเย็น เขา้ากำราบชื่อของอู่ตี้ที่อยู่บนศิลาเทพยุทธ์ลงไปเสีย!
อู่ตี้แข็งแกร่งมาก ซึ่งเต้าหลิงก็ไม่เคยดูถูกฝ่ายตรงข้าม เขามีวิหารยุทธ์หนุนอยู่เื้ัและได้ตั้งชื่อว่าอู่ตี้ เห็นได้ชัดว่าวิหารยุทธ์นั้นคาดหวังในตัวของเขามากแค่ไหน ทรัพยากรที่เขาได้รับเป็สิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจจะจินตนาการได้ถึง
ในตอนที่เขาอายุได้สิบขวบ เขาก็สามารถกำราบศิลาเทพยุทธ์และขึ้นเป็ที่หนึ่งของศิลาได้ ซึ่งในตอนนั้นผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มฝึกยุทธ์เสียด้วยซ้ำ ทว่าเขากลับล้ำหน้าคนรุ่นเดียวกันไปไกลลิบ
เต้าหลิงรู้ดีว่าพลังของเขาในตอนนี้ยังห่างชั้นกับอู่ตี้อีกมาก เขาพึ่งจะเริ่มฝึกฝนได้แค่สองเดือนเท่านั้น
ทั้งอู่ตี้ก็ยังมีทรัพยากรมหาศาล ของล้ำค่าหลายชนิดที่ไม่อาจนับได้หมด ใจขั้นหล่อกายาไม่รู้ว่าเขาร่ำเรียนคัมภีร์โบราณและตำราเต๋าไปเท่าไร ทำให้พื้นฐานที่เขาสะสมมาแน่นและแข็งแกร่งมาก แค่ทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิติญญา พลังของเขาก็ทะยานออกไปอย่างก้าวะโ
นี่คือศัตรูตัวฉกาจที่เขาไม่เคยมีมาก่อน
ตอนนี้เต้าหลิงยังอยากจะรู้เื่อีกมาก แม่ของเขาและหลิงเยี่ยนไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้ตระกูลเต้าเป็อย่างไรบ้าง
เขายันกายลุกขึ้นยืนออกไปข้างนอก สายตาจดจ้องไปที่ท้องฟ้าสีคราม หัวใจค่อยๆ สงบลง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทำให้เขารู้ว่าโลกนี้ช่างเลวร้ายยิ่งนัก การเกิดมาพร้อมพร์ไม่ใช่เื่ดีเสมอไป
เขายืนอยู่ที่เดิมสักพักหนึ่ง พลางขยับฝีเท้าเดินออกไปช้าๆ ตอนนี้ในเมืองชิงโจวเต็มไปด้วยจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งมากมาย รอพ้น่นี้ไปสักระยะ เขาจะลองไปทดสอบขั้นพลังที่ศิลาเทพยุทธ์ดู เพื่อจะรู้ว่าตนอยู่ในระดับไหน
เขาไม่ใช่คนโง่ที่ทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรอง เขาไม่ยอมเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย ในอนาคตเขายังมีเื่ที่ต้องให้สะสางอยู่อีก
“ลองไปที่หอคัมภีร์ยุทธ์ก่อนก็แล้วกัน ในตอนนี้ข้า้าวิชามหาอำนาจ” เต้าหลิงกำหมัดแน่น จะให้วิชาฝ่ามือหยินหยางรั่วไหลออกไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะต้องเกิดหายนะครั้งใหญ่ อีกทั้งพื้นฐานพลังของเขายังอ่อนแอเกินไป เขาจะต้องหาวิชามหาอำนาจมาฝึกเพื่อขัดเกลาตัวเอง
นี่เป็ครั้งแรกที่เต้าหลิง้าพลังมากขนาดนี้ เขาอยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ในขณะที่เต้าหลิงกำลังเดินมุ่งหน้าไปที่หอคัมภีร์ลับ ตรงหน้าของเขาก็มีแขกที่ไม่รับเชิญปรากฏตัวขึ้นมา
สีหน้าของหวังย่าดูไม่ดีนัก ไม่คิดเลยว่าผู้ดูแลคลังสมบัติจะเคารพเต้าหลิงมากขนาดนี้ ซึ่งนั่นทำให้นางรู้สึกหวั่นกลัวมาก ตอนนี้เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนที่นางจะสามารถรังแกได้ตามอำเภอใจอีกแล้ว
หลังจากที่เื่นี้แพร่งพรายเข้าหูของหวังจวิ้นอี้ เขาเองก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย จึงเริ่มเตรียมตัวสืบเสาะเื่ราวว่าเต้าหลิงว่าถูกคนใหญ่คนโตคนไหนจับตาอยู่หรือไม่ ทว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องเอาผลึกหินฟ้ามาให้จงได้
หวังจวิ้นอี้เดินเอามือไขว้หลัง สายตาเ็ากวาดสำรวจร่างของเต้าหลิงพลางเอ่ยออกมา “พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ”
เต้าหลิงมองไปที่พวกเขาแวบหนึ่งอย่างไม่แยแส ก่อนที่สายตาจะมองไปที่หวังย่าแล้วกล่าวออกมาว่า “เ้านี่กัดไม่ปล่อยเสียจริงนะ ข้าไม่ไปหาเ้า เ้าก็มาหาข้า”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหวังย่าก็พลันอัปลักษณ์ ทว่านางไม่กล้าเอ่ยค้าน ตอนนี้ตำแหน่งของเต้าหลิงทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นใจมาก
หวังจวิ้นอี้ขมวดคิ้วขึ้น เขาไม่มองมาที่ตนแม้แต่หางตา นี่เขากล้าเมินเฉยข้าอย่างนั้นหรือ
“มีบางคนที่แค่ถูกคนจับตามอง ก็ทระนงตนคิดว่าแน่ คนเหล่านี้มักจะมีจุดจบที่น่าอนาถ” เขากล่าวเสียงเย็นออกมา “เ้าคิดจริงๆ หรือ ว่าคนบ้านนอกอย่างเ้าจะมีคุณสมบัติพอสู้กับข้า”
“มีบางคนที่หยิ่งยะโสในตัวเอง คิดว่าตำแหน่งของตัวเองนั้นสุดยอดเหนือใคร คนเช่นนี้ก็จะมีจุดจบที่น่าอนาถเช่นเดียวกัน” เต้าหลิงมองเขม่นไปที่เขาพลางแสยะยิ้มเย็นออกมา
“บัดซบ” หวังจวิ้นอี้กำหมัดแน่น ใบหน้ากลายเป็สีเขียวคล้ำพลางแค่นเสียงคำรามต่ำออกมา “ไอ้เดรัจฉาน ไม่ว่าคนที่อยู่เื้ัเ้าจะเป็ใคร อย่างไรวันนี้เ้าก็จะต้องตายเสีย”
“บัดซบ ยังไม่รีบคุกเข่าขอโทษอีก ไม่เช่นนั้นใครก็ช่วยเ้าไม่ได้” ชายสองคนกล่าวคำราม ซึ่งพวกเขาก็คือคนที่ถูกเต้าหลิงอัดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ครั้งก่อนยังไม่เข็ดอีกหรือ ครั้งนี้จึงได้มาส่งเงินให้ข้าเอง” เต้าหลิงมองไปที่พวกเขาพลางแสยะยิ้ม
“เ้า…” หวังเฟยป๋ายโกรธจนตัวสั่น เขาชี้นิ้วไปที่เต้าหลิงพลาดแผดเสียงออกมา “นายน้อย เ้านี่เป็คนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง จะต้องฆ่าเสีย”
“อย่างที่กล่าว เ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเ้าอย่างนั้นหรือ” หวังจวิ้นอี้กล่าวด้วยสีหน้าเ็า
“พล่ามมากจริง” เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก เขารู้สึกอยากจะระบายอารมณ์อยู่พอดี จากนั้นฝีเท้าของเขาก็ก้าวเดินออกไปข้างหน้า
“หาญกล้านัก” ดวงตาทั้งสองของหวังจวิ้นอี้ะเิแสงเย็นออกมา ท่าทีของอีกฝ่ายทำให้เขาโกรธมาก คลื่นพลังที่บ้าคลั่งถูกปลดปล่อยออกมา แรงพลังทำเอาต้นไม้ที่อยู่โดยรอบสั่นไหว
เขากำหมัดพลางเหนี่ยวนำพลังบริสุทธิ์ที่อยู่โดยรอบ หมัดที่พุ่งออกไปปรากฏตราหมัดอันหนึ่งขึ้น ตราหมัดนั้นตลบอบอวลไปด้วยคลื่นพลังที่แข็งแกร่ง มันสามารถทำลายก้อนหินก้อนใหญ่ให้แหลกเป็ผุยผงได้
อีกแค่สามขั้นพยังย่อย หวังจวิ้นอี้ก็จะเข้าสู่ขั้นสถิติญญาสูงสุด ในตอนนี้เขาอายุยี่สิบเท่านั้น ในภายหลังจะต้องเติบใหญ่และเก่งกาจ
ในขั้นสถิติญญา โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาปีครึ่งในการทะลวงขั้นพลังย่อย ถึงแม้จะเป็อัจฉริยะก็ไม่เว้น เพราะในขั้นพลังเ่าั้จะต้องใช้พลังงานจำนวนมาก นอกเสียจากว่าจะมีของล้ำค่าฟ้าดินถึงจะสามารถทำให้ขั้นฝึกฝนพัฒนาได้เร็วอย่างก้าวะโ
ทั่วร่างของเต้าหลิงปกคลุมไปด้วยปราณพายุ ผมสีดำปลิวไสวอย่างบ้าคลั่ง ั์ตาของเขามองหมัดที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ตื่นตระหนกพลางกำหมัดแล้วซัดสวนออกไป จนทำให้ตราหมัดนั้นแหลกสลาย แล้วพุ่งทะลวงฝ่าตราหมัดตรงเข้าไปที่อกของหวังจวิ้นอี้
พลังหมัดของหวังจวิ้นอี้น่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตราหมัดของเขาเหมือนกับูเาลูกเล็ก ทำเอาผืนดินแตกร้าวเป็ทางยาว พลางใช้มันปะทะเข้ากับหมัดของเต้าหลิง
“แหลกไปซะ” เต้าหลิงแผดเสียงคำรามลั่น แสงหมอกภายในร่างะเิพุ่งออกมา เืลมเดือดพล่านขึ้น ก้อนหินที่อยู่บริเวณโดยรอบล้วนะเิออก มีภาพนิมิตของขุนเขาปรากฏขึ้นพุ่งเข้าใส่อกของเขา
“อะไรกัน” หวังจวิ้นอี้ใมาก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา ก่อนรีบเอาหอกาออกมา
ทว่าความเร็วของเต้าหลิงนั้นเร็วกว่ามาก เหมือนกับอินทรีย์ที่ทะยานลงมาจากท้องฟ้า ฝ่าเท้าของเขากระทืบลงพื้น ก่อนมาปรากฏขึ้นด้านหลังของหวังจวิ้นอี้ แขนม้วนควงขึ้นจนเกิดพลัง์ที่บ้าคลั่ง จากนั้นหมัดก็ต่อยเข้าที่หลังของหวังจวิ้นอี้
แคร่ก มีเสียงกระดูกหักดังขึ้นมา หวังจวิ้นอี้สำรอกเืเหลวออกมาจากปาก เขาถูกต่อยจนตัวกระเด็นออกไป หอกาที่อยู่ในมือกระเด็นหลุดออก
“แย่ล่ะสิ” สีหน้าของพวกหวังเฟยป๋ายพลันขาวซีด พวกเขารีบก้าวฝีเท้าถอยหลัง คนคนนี้น่ากลัวมากเกินไปแล้ว ถึงจะเป็หวังจวิ้นอี้ที่อยู่ต่อหน้าเขาก็เหมือนกับลูกไก่ในกำมือ แค่ไม่กี่นาทีก็ถูกกำราบจนอยู่หมัด
“ไสหัวไปซะ” แขนเสื้อของเต้าหลิงสะบัดขึ้น อักขระสีทองปรากฏขึ้นทั่วท้องฟ้าเหมือนกับแม่น้ำสีทองที่ไหลเชี่ยว พวกหวังเฟยป๋ายถูกโจมตีจนตัวลอย ก่อนที่ฝีเท้าของเขาจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหวังย่า
“อย่าฆ่าข้าเลย” หวังย่าใมากจนมือเท้าเย็นเฉียบ นางรีบหันหัวแล้วหนีพลางร้องะโออกมา “ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
ฝ่ามือเรียวยาวของเต้าหลิงยื่นออกไปจับที่คอเสื้อของหวังย่า ก่อนมีเสียง “เพียะ” ดังขึ้นมา ฝ่ามือสีทองของเขาได้ประทับที่แก้มของหวังย่า
“แค่ก...” ร่างของหวังย่ากระเด็นลอยออกไป ที่แก้มมีเืไหลซึมออกมา ฟันทั่วทั้งปากหลุดร่วงลงมาอยู่ที่พื้น ใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางแนบอยู่ที่พื้น ร่างทั้งร่างสั่นเทา
หวังจวิ้นอี้ที่ได้สติ หลังจากที่เขาเห็นภาพที่เกิดขึ้น เขารีบหันหลังแล้ววิ่งหนีไป ไม่อยากจะคิดเลยว่าคนคนนี้จะเปลี่ยนไปจนแข็งแกร่งมากขึ้นขนาดนี้
เต้าหลิงจะปล่อยเขาไปได้อย่างไร เขาจับร่างของหวังจวิ้นอี้เอาไว้ เมื่อเห็นใบหน้าที่หวาดกลัวนั้น เขาก็แสยะยิ้มออกมาพลางมองสำรวจร่างกายของอีกฝ่าย หลังจากที่เขา่ชิงกระเป๋าหนังสัตว์อสูรไป เขาก็โยนร่างของหวังจวิ้นอี้กระเด็นออกไปอีกทางหนึ่ง
“บัดซบ” หวังจวิ้นอี้แผดเสียงร้องกล่าวในใจด้วยความแค้น ถึงแม้ว่าภายในกระเป๋าหนังจะไม่มีของล้ำค่าอะไรมากนัก แต่การที่ถูกแย่งไปอย่างนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์มาก ก่อนคำรามกล่าวออกมาในใจ “ข้าจะไม่ปล่อยเ้าเอาไว้แน่ เ้าบัดซบ รอข้าก่อนเถอะ”
เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก เมื่อครู่ที่ได้ระบายอารมณ์ออกไปทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมา ทว่าในหัวใจก็ยังคงมีความรู้สึกบางอย่างหลงเหลืออยู่ อาจเพราะแรงกดดันก็เป็ได้
“หนึ่งล้านเหรียญทอง” ของที่อยู่ภายในกระเป๋าอสูรทำให้เขาตกตะลึงไป เขาเก็บมันลงไปพลางเดินมุ่งหน้าไปที่หอคัมภีร์ลับ ในตอนนี้สิ่งที่เขาขาดก็คือ เงิน วิชามหาอำนาจ และของล้ำค่า
จนถึงตอนนี้ เต้าหลิงก็ไม่เหลือบมองหวังย่าแม้แต่หางตา นางใมากจนหายใจหอบถี่ ความเสียดายเอ่อล้นออกมาภายในจิตใจ หากตอนนั้นนางรักษาความสัมพันธ์กับเต้าหลิงเอาไว้ จุดจบก็คงจะไม่เป็เช่นนี้ ทว่าน่าเสียดายที่ทุกสิ่งทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว
