“เราจะไปเยี่ยมคุณปู่เมื่อไหร่ดีจ๊ะ?” เย่ฟางเอ่ยถาม
เย่เซินมองฟ้า ดูแล้วยังเช้าอยู่ ยังไม่ถึงเที่ยงวัน “ไปกันเลยดีไหมครับ?”
ทั้งสามคนจึงขึ้นรถโดยสารประจำทาง มุ่งหน้าไปยังบ้านท่านผู้เฒ่าเย่โดยตรง
ทว่าท่านผู้เฒ่าเย่ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ท่านเป็คนมีธุระปะปังมากมาย ยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อได้รับโทรศัพท์จากเย่ฟาง ท่านก็รีบกลับมายังบ้านในทันที
เมื่อเห็นฮวาเจา ดวงตาของท่านก็เป็ประกาย ท่านรู้ดีว่าหลานชายผู้มีจิตใจมั่นคงของท่าน จะต้องถูกสะกดใจได้ด้วยสาวน้อยที่งดงามเช่นนี้เท่านั้น แต่ฮวาเจางดงามเกินความคาดหมายของท่านไปมาก ท่านมีชีวิตอยู่มาทั้งชีวิตก็ไม่เคยเห็นใครสวยเท่านี้มาก่อน แถมสาวน้อยคนนี้ยังสวยอย่างมีชีวิตชีวา น่ารักน่าเอ็นดูอย่างจับใจ
“มาๆ มานั่งข้างๆ ปู่มาเถอะ หลานรัก แล้วคุณปู่ของเธอสบายดีหรือเปล่า?” เย่เจิ้นกั๋วพูดกับฮวาเจาด้วยท่าทีอ่อนโยนและใจดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่านลดเสียงลงอย่างไม่รู้ตัว ราวกับกลัวว่าเด็กสาวจะใ
เย่เหมาและเหมียวหลานจือที่ได้ยินข่าวก็รีบมาถึงบ้าน ทั้งคู่ถึงกับตกตะลึง โดยเฉพาะเหมียวหลานจือ เธอไม่เคยเห็นท่านผู้เฒ่าเย่แสดงท่าทีเช่นนี้มาก่อนเลย แม้แต่จะคิดก็ไม่เคยคิด
เหวินจิ้ง สะใภ้ใหญ่ที่เดินตามหลังมาก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ยามที่เธอพบท่านผู้เฒ่าเป็ครั้งแรก ท่านก็ไม่ได้ดีกับเธอถึงเพียงนี้ 'เห็นทีต้องเทียบกันให้เห็นชัด' เธอรีบเหลือบมองไปยังหน้าท้องของฮวาเจา 'ที่แท้ก็เพราะมีลูกนี่เองถึงได้แตกต่างกันถึงเพียงนี้...'
“คุณปู่ของหนูสบายดีค่ะ ่นี้หนูตั้งใจว่าจะพาคุณปู่ไปรักษาที่ปักกิ่ง ไปให้คุณหมอตรวจดูอาการอย่างละเอียดค่ะ” ฮวาเจาตอบด้วยรอยยิ้ม
“จริงหรือ?” เย่เจิ้นกั๋วดีใจเป็อย่างมาก หากฮวาเฉียงมาด้วยก็คงจะยิ่งดีใจเป็ทวีคูณ
ทว่าเหมียวหลานจือกลับขมวดคิ้วทันที 'เพิ่งจะก้าวเข้ามาในบ้าน ก็คิดจะพาครอบครัวตามมาอยู่ด้วยแล้วหรือไร!' เธอรีบหันไปถามเย่เซิน “แล้วลูกวางแผนไว้อย่างไร จะให้เธอตามไปอยู่ด้วยงั้นรึ?”
คำถามแรกที่แม่สามีเอ่ยถามลูกสะใภ้กลับเป็คำถามนี้ ทำให้บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด
เย่เซินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกไม่พอใจที่แม่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม เขาไม่ได้ตอบคำถามของเธอตรงๆ แต่หันไปบอกกับมารดา “แม่ครับ นี่ฮวาเจาครับ”
จากนั้นเขาก็แนะนำคนในครอบครัวให้ฮวาเจารู้จักทีละคน: คุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้
เย่เหมาก็ยิ้มอย่างใจดีเช่นกัน เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ดูไร้พิษภัยของฮวาเจา เขาก็รู้สึกเหมือนกับท่านพ่อ ทำใจเย็นไม่ได้เลย
เย่ิ พี่ชายคนโตของเย่เซิน ก็เป็ชายหนุ่มที่รูปงามเช่นกัน แต่ดูไม่คมคายและเ็าดุดันเหมือนเย่เซิน หากแต่กลับมีท่าทางสุภาพอ่อนโยนที่ผู้ชายคนอื่นในตระกูลเย่ไม่ค่อยมี
เย่เซินเคยบอกฮวาเจาเกี่ยวกับพี่ชายคนนี้ ว่าเขาเป็อาจารย์มหาวิทยาลัย สอนวิชาปรัชญา
เหวินจิ้ง พี่สะใภ้ใหญ่ ดูเป็ผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถ ดูดีมีชาติตระกูล แต่การแต่งตัวค่อนข้างเชย ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ไม่ค่อยยิ้มแย้ม บุคลิกคล้ายกับชายหนุ่มในตระกูลเย่ที่ดูเ็าและแข็งกระด้าง
ฮวาเจารู้ว่าทำไม เย่เซินเคยบอกเธอว่า พี่สะใภ้คนนี้แต่งงานมาสิบปีแล้วแต่ยังไม่มีบุตร ให้เธออย่าไปคุยเื่ลูกกับเธอ และอย่าไปเดินวนเวียนอยู่แถวๆ เธอ...
ฮวาเจาดึงชายกระโปรงเล็กน้อย โชคดีที่วันนี้เธอเลือกสวมชุดคนท้อง จึงไม่เห็นพุงที่ยังไม่นูนมากนัก
ส่วนแม่สามีนั้น แม้จะมีอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว แต่ดูอ่อนเยาว์มาก ยังคงดูมีเสน่ห์สวยงามสมกับเป็ผู้ให้กำเนิดบุตรชายที่หล่อเหลาอย่างเย่เซิน
ทว่าฮวาเจาััได้ถึงความไม่ชอบใจที่แม่สามีมีต่อเธออย่างชัดเจน
เื่นี้เธอเองก็คาดการณ์ไว้แล้ว แม่สามีนั้นหายากที่จะรักใคร่ลูกสะใภ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเธอที่เป็คนต่างฐานะกันเช่นนี้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เธอไม่ได้ใส่ใจมากนัก เธอไม่ได้คิดจะปฏิบัติต่อแม่สามีเหมือนแม่แท้ๆ ก็ย่อมไม่คาดหวังว่าแม่สามีจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนลูกสาวแท้ๆ เพียงแค่ให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไม่ให้เย่เซินต้องลำบากใจก็พอแล้ว
เธอจึงทักทายทุกคนอย่างเรียบร้อยด้วยความสุภาพ
ท่านผู้เฒ่าเย่รีบขึ้นไปชั้นบน เพื่อไปนำของขวัญที่เตรียมไว้ให้เธอ
เย่เหมา ผู้เป็พ่อสามี ได้เตรียมซองแดงไว้แล้วั้แ่ได้รับโทรศัพท์ เขาหยิบซองแดงออกมาส่งให้ฮวาเจา “เอาไปเถอะ”
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” ฮวาเจารับมาอย่างดีใจ เมื่อลองคลำดูข้างในแล้ว หากข้างในเป็ธนบัตรสิบหยวน ซองนี้ก็คงมีสองร้อยหยวนพอดี
เหมียวหลานจือก็หยิบของขวัญของตัวเองออกมาเช่นกัน เป็ซองแดงที่มีเงินสองร้อยหยวน
“ขอบคุณค่ะคุณแม่” ฮวาเจารับมากล่าวขอบคุณ
เย่ิและเหวินจิ้ง ต่างก็มอบซองแดงให้เธอคนละซอง ซึ่งข้างในมีเงินหนึ่งร้อยหยวน
ตอนที่เหวินจิ้งมอบให้ เธอก็รู้สึกเหมือนเืกำลังไหลซึมออกมาจากหัวใจ 'ทำไมเธอที่เป็พี่สะใภ้ถึงต้องให้ซองแดงด้วย! ให้ก็ให้ไปเถอะ แค่สิบหยวนไม่ได้หรือ? ทำไมต้องให้ถึงสองร้อยหยวน! นี่มันครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเธอเลยนะ เธอไม่ใช่แม่ของเขาเสียหน่อย!'
เมื่อนึกถึงแม่สามี เธอก็มองไปยังซองแดงในมือของฮวาเจาอีกครั้ง ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอีก 'ตอนที่เธอแต่งงาน ของขวัญวันแรกที่ได้นั้นมีเพียงหนึ่งร้อยหยวนเท่านั้น! ทำไมของฮวาเจาถึงได้สองร้อยหยวน!'
'แล้วยังมีสินสอดตอนที่ฮวาเจาแต่งงานอีก นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าสามอย่างแล้ว ยังมีเงินสินสอดอีกสองพันหยวน ตอนนั้นของเธอมีแค่ห้าร้อยหยวนเท่านั้น'
'ทำไม?'
'ความไม่ยุติธรรมที่ชัดเจนเช่นนี้ พวกเขาไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของเธอเลยหรือไร?'
คนในตระกูลเย่ไม่ได้คิดถึงเื่นี้เลย พ่อและแม่ของเย่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการเปรียบเทียบนี้ การแต่งงานของลูกชายคนโตเป็สิ่งที่พวกเขาจัดการเองทั้งหมด สินสอดก็เป็เงินของครอบครัว พวกเขาจึงรู้สึกว่าเป็เื่ปกติ
แต่การแต่งงานของลูกชายคนเล็กนั้น สินสอดอะไรต่างๆ พวกเขาไม่ได้ออกให้สักบาท เป็เงินของเย่เซินเองทั้งหมด พวกเขาจะรู้สึกอะไรได้? ไม่มีสักนิดที่ไม่ยุติธรรม
หลังจากที่เย่ฟางบอกแล้ว เย่เหมาก็เคยบอกว่าจะออกเงินให้ แต่เหมียวหลานจือไม่ยอม
“เขาไม่รวยหรอกหรือ? ก็ดูสิว่าเขามีความสามารถแค่ไหน ได้ผู้หญิงบ้านนอกมายังต้องมีสินสอดตั้งสองพันหยวน เขามีเงินก็ให้เขาออกไปสิ ฉันไม่มีเงิน” นี่คือสิ่งที่เหมียวหลานจือพูดไว้ในตอนนั้น
เย่เหมามีธุระยุ่งมาก ตอนนั้นไม่มีเวลามาโต้เถียงกับเธอ และก็ไม่มีเวลาอีกเลย แล้วก็ลืมเื่นี้ไป
เื่สินสอดนั้น เย่ฟางพูดคุยกับพี่ชายและพี่สะใภ้เป็การส่วนตัว เหมียวหลานจือเคยพูดกับเหวินจิ้งด้วยความโกรธ แต่ตอนนั้นเธอมัวแต่รังเกียจว่าผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งจะมีค่าตัวถึงสองพันหยวนได้อย่างไร จนลืมบอกเหวินจิ้งไปว่าเงินนั้นไม่ใช่เงินของครอบครัว
หรือจริงๆ แล้วในใจเธออาจจะมีความรู้สึกผิด จึงไม่อยากบอกใคร
เพราะในยุคสมัยและสภาพสังคมนั้น การที่พ่อแม่ออกเงินให้ลูกชายแต่งงานนั้นเป็หน้าที่สำคัญ หากพ่อแม่ไม่ออกให้ลูกชายต้องออกเอง แสดงว่าพ่อแม่ไม่มีความสามารถและลำเอียง
เธอไม่อยากออกเงิน แล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้เื่ราวที่แท้จริง
เมื่อทุกคนทักทายกันเสร็จ เหมียวหลานจือก็ยังไม่ลืมเื่ที่ถามไปก่อนหน้านี้ เธอหันไปถามเย่เซินอีกครั้ง “แล้วลูกวางแผนไว้อย่างไร จะให้เธอตามไปอยู่ด้วยงั้นเหรอ?”
เย่เซินขมวดคิ้ว เขาััได้ถึงความเป็ปฏิปักษ์ของแม่ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงยังไม่พอใจกับฮวาเจาที่เพียบพร้อมเช่นนี้
'ถ้าเป็ฮวาเจาคนเก่า... เขาก็ยังพอเข้าใจว่าแม่ไม่พอใจ แต่ฮวาเจาคนใหม่นี้ ไม่ดีตรงไหนกัน?'
“ใช่ครับ ผมตั้งใจจะให้เสี่ยวฮวาตามไปอยู่ด้วย” เย่เซินตอบอย่างหนักแน่น “แต่ตอนนี้ยังไม่ได้”
เขาหันไปอธิบายกับฮวาเจา “หลังจากที่ผมหมด่พัก ผมต้องไปทำภารกิจอีกหลายเดือน กำหนดกลับยังไม่แน่นอน ถ้าเธอตามผมไปอยู่ที่ค่ายทหารก็จะอยู่คนเดียว ผมไม่วางใจ ดังนั้นเธอไปอยู่บ้านป้าก่อนสักสองสามเดือนนะ”
'การให้เธอไปอยู่ที่บ้านของเขาเองนั้น เขากลับไม่วางใจยิ่งกว่า'
'ค่ายทหารอย่างน้อยก็ปลอดภัย อยู่คนเดียวก็แค่เหงา แต่บ้านหลังใหญ่นั้น มีเพื่อนบ้านน้อย หากเกิดอะไรขึ้น คงไม่มีใครได้ยินเสียง เธออยู่คนเดียวไม่ได้จริงๆ'
เย่ฟางรีบยิ้ม “ดีเลยจ้ะ! ให้เสี่ยวฮวามาอยู่กับป้า ป้าดีใจมาก” สามีของเธอไม่อยู่บ้านตลอดปี เธออยู่คนเดียวบางทีก็เหงาเหมือนกัน แถมฮวาเจาทำอาหารก็อร่อยอีกด้วย
เหวินจิ้งมองเย่เซินอย่างงงงัน 'เขาพูดอะไรเมื่อกี้? เขาเรียกเธอว่า “เสี่ยวฮวา” ช่างเป็คำเรียกที่น่าเอ็นดูเหลือเกิน แถมยังบอกว่าเขาไม่วางใจให้เธออยู่คนเดียวอีก!'
เธอคิดว่าเย่เซินที่เ็าและแข็งกระด้างราวกับเหล็กกล้า จะไม่มีวันพูดคำพูดแบบนี้ออกมาได้ แม้แต่พี่ชายของเขาเองก็ไม่เคยพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้
'เย่เซินเปลี่ยนไปเป็แบบนี้ได้ยังไงกันนะ...'
ในขณะนั้น หัวใจของเหวินจิ้งก็รู้สึกปวดร้าวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
