เคอโยวหรานคลี่ยิ้มเอ่ย “พอสิเ้าคะ ท่านจัดแจงให้คนไปตั้งเตาหุงต้มเสียก่อน รอจนกระทั่งกินอาหารเช้าเสร็จ ข้าจะให้ช่างสร้างเพิงทำอาหารแล้วค่อยลงมือก่อสร้างโรงงานเ้าค่ะ”
“ได้ ล้วนแต่ฟังเ้า เช่นนั้นตาเฒ่าจะให้เ้ารองไปตั้งเตาเสียก่อน” ผู้ใหญ่บ้านเฉินกล่าวจบก็เดินเข้าเรือนไปบอกกับเฉินเอ้อร์จ้วงไม่กี่ประโยค
เฉินเอ้อร์จ้วงวิ่งออกไปอย่างรีบร้อนเพื่อหาคนว่างงานในสกุลเฉิน
ครั้นเห็นเฉินต้าจ้วงพาอิ่งเอ้อร์กับอิ่งซานขนธัญญาหารเข้าไปในห้องเก็บข้าว ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันร้องเรียกว่า “ซานหลาง โยวหราน ตามตาเฒ่าเข้าไปในห้องสักหน่อย”
ขณะเอ่ยได้เชิญคนทั้งสองเข้าไปนั่งภายในห้อง จากนั้นหยิบสมุดบันทึกประจำหมู่บ้านออกมาแล้วถามว่า “แม่นางน้อย เ้าคิดเห็นเช่นไรถึงได้สร้างโรงงานไว้บนตำแหน่งนี้? ที่นี่อยู่ห่างจากหนทางในหมู่บ้านอยู่บ้าง ไม่สะดวกต่อการขนส่งสินค้าเอาเสียเลย!”
เคอโยวหรานอธิบาย “ท่านผู้าุโเ้าคะ ทำเต้าหู้ต้องใช้น้ำจำนวนมาก ที่นั่นใกล้กับต้นน้ำของแม่น้ำเถาหยวน กลับไปข้าจะให้พี่รองต้วนใช้ไม้ไผ่ทำท่อน้ำเช่นในสกุลต้วน เชื่อมต่อไปถึงโรงงาน จะได้ลดปัญหาการหาบน้ำเ้าค่ะ”
“ใช่ๆๆ!” ผู้ใหญ่บ้านเฉินปรบมือด้วยความยินดีพลางเอ่ย “ท่อไม้ไผ่ในจวนของพวกเ้าไม่เลวจริงๆ ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
แท้จริงแล้วยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่เคอโยวหรานสร้างโรงงานอยู่ในตำแหน่งนี้ ทั้งยังเป็สาเหตุที่สำคัญมากที่สุดอีกด้วย
ตามความทรงจำเ้าของร่างเดิม ปีหน้าจะเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ชายแดนฝั่งนี้แทบจะมิได้รับผลผลิต มีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถหาได้แม้กระทั่งน้ำ
ทว่าต้นน้ำของแม่น้ำเถาหยวนในหมู่บ้านเป็ทางน้ำออกเพียงแห่งเดียว น้ำสายนี้ช่วยคนเอาไว้เป็จำนวนไม่น้อย
ผู้คนต่างบอกว่าหากมีภัยแล้งก็จะมีน้ำท่วม ยามเข้าปีที่สามตรงชายแดนได้เกิดอุทกภัย ที่ดินทางฝั่งเขาเสี่ยวชิงมีกำแพงหินธรรมชาติ สามารถกั้นน้ำหลากจากแม่น้ำเถาหยวนได้โดยบังเอิญ
ดังนั้นการสร้างโรงงานไว้ยังพื้นที่แห่งนั้นจึงนับว่าเป็การเลือกอย่างพิถีพิถันอย่างยิ่งของเคอโยวหราน
นางมิอาจบอกเื่เหล่านี้กับผู้ใหญ่บ้านเฉินได้ และต่อให้บอกไปอีกฝ่ายก็คงไม่เชื่อ มิแน่ว่ายังอาจเป็การเปิดโปงตนเองจนได้ไม่คุ้มเสีย
ครั้นคิดเช่นนี้ เคอโยวหรานพลันนึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ อีกสองเดือนให้หลังก็คือการเกณฑ์ทหารของราชสำนัก คือวันสร้างกำแพงเมืองของชายแดน
ในชาติก่อน ราชสำนักมีคำสั่งลงมาว่าในแต่ละครอบครัวหากมีบุตรชายสามคนจะเลือกมาหนึ่ง หากมีบุตรชายห้าคนจะเลือกมาสอง ส่วนผู้ที่ไม่อยากเป็ทหารจะต้องจ่ายเงินสามสิบห้าตำลึงต่อหนึ่งคน
ต้วนซานหลางขาหัก ต้วนเอ้อร์หลางพิษกำเริบ อีกทั้งสกุลต้วนยังแยกจวนกันั้แ่เนิ่นๆ ตามหลักแล้วไม่จำเป็ต้องเป็ทหาร
ยามนี้คิดดูแล้ว น่าจะทำเพื่อมิให้ฐานะถูกเปิดโปง สกุลต้วนจึงยังคงเลือกให้ต้าหลางไปเป็ทหาร ผลสุดท้ายกลับได้รับข่าวร้ายหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือน
กำแพงเมืองถล่มลงมา ต้าหลางเสียชีวิต หยวนซื่อทนรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจไม่ไหวจึงะโแม่น้ำด้วยความรัก ช่างน่าเวทนาเสียจริง!
ในชาตินี้ เห็นได้ชัดว่าสกุลต้วนไม่ต้องเป็กังวลเพราะเงินสามสิบห้าตำลึง แต่หมู่บ้านเถาหยวนกลับต่างออกไป
เคอโยวหรานยังคงอยากเตือนผู้ใหญ่บ้านเฉินสักหน่อย เพราะนางไม่อยากเห็นชาวบ้านที่มีเมตตาและซื่อตรงเช่นนี้ต้องสละชีวิตเพื่อประโยชน์ของนักปกครอง
“โยวหราน โยวหราน เ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ? เหตุใดจึงเหม่อลอยถึงเพียงนี้?” ต้วนเหลยถิงบีบเอวบางของนางเบาๆ
เคอโยวหรานพลันได้สติกลับมา “มีเื่ใดหรือเ้าคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยซ้ำอีกครั้ง “เมื่อครู่ข้าถามเ้าว่า้าให้ล้อมพื้นที่มากเพียงใด?”
“อ้อ!” เคอโยวหรานใคร่ครวญ พวกนางซื้อเขาต้าชิงทั้งลูกเอาไว้แล้ว หากยังซื้อเขาเสี่ยวชิงอีก เช่นนั้นคงจะสะดุดตาจนเกินไป จึงยอมสละทิ้งจำนวนหนึ่งโดยยึดตามแผนพัฒนาโรงงานระยะยาวแล้วเอ่ยว่า
“เช่นนั้นก็แบ่งออกมาห้าหมู่ เหลือพื้นที่ว่างเอาไว้จำนวนหนึ่ง เผื่อมีการขยายต่อเติมในภายหน้าจะได้ก่อสร้างสะดวก ดีหรือไม่เ้าคะ”
“ได้!” ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันตวัดพู่กันวาดเป็วงกลม “ที่ดินใต้เขาเสี่ยวชิงหนึ่งหมู่ห้าตำลึง ทั้งหมดรวมเป็เงินยี่สิบห้าตำลึง
เงินสิบหกตำลึงค่าซื้อถั่วเหลืองตาเฒ่ายังไม่ทันให้เ้าด้วยซ้ำ เ้าจ่ายแค่เก้าตำลึงเป็พอ”
หลังเคอโยวหรานจ่ายเงินเสร็จยังคงใคร่ครวญอีกครู่หนึ่ง “ท่านผู้าุโเ้าคะ ยามนี้ใต้หล้าไม่สงบ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนมักเกิดความวุ่นวาย หากราชสำนักมาเกณฑ์ทหาร ผู้ที่ต้องลำบากก็คือประชาชนเช่นพวกเราเ้าค่ะ”
“แม่นางน้อย เ้าไปได้ยินสิ่งใดมาใช่หรือไม่?” ผู้ใหญ่บ้านเฉินเผยสีหน้าตื่นตระหนก
เคอโยวหรานส่ายหน้าเอ่ย “ข้ามิได้ได้ยินสิ่งใดมาเ้าค่ะ แค่เปิดอ่านตำราเหตุการณ์สำคัญของตลอดหลายปีมานี้ ขอเพียงมีความโกลาหลเกิดขึ้น ราชสำนักมักจะมาเกณฑ์ทหารโดยยึดหลักสามเลือกหนึ่ง ห้าเลือกสองเ้าค่ะ
ข้าแค่อยากเตือนท่านผู้าุโว่า ครอบครัวในหมู่บ้านที่ยังไม่แยกจวนและมีจำนวนสมาชิกเยอะ ควรจะรีบแยกจวนไปตั้งครอบครัวเดี่ยวั้แ่เนิ่นๆ เ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินรู้สึกตื่นตระหนกจนสั่นสะท้าน “แม่นางน้อย เ้ากล่าวได้มีเหตุผล ตาเฒ่าจะลองคิดดูให้ดีว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเกลี้ยกล่อมคนในหมู่บ้านได้ ทุกคนจะได้พากันแยกเล่มทะเบียนบ้านกัน
การคาดเดานี้ของเ้า พวกเราได้แต่พูดคุยกันอย่างลับๆ มิอาจแพร่งพรายออกไปเป็อันขาด”
“โยวหรานเข้าใจเ้าค่ะ คำกล่าวเหล่านี้มีเพียงซานหลางกับท่านผู้าุโเท่านั้นที่ได้ฟัง พวกเรารู้กันแค่สามคน หลังจากวันนี้ไปข้าจะไม่เอ่ยถึงแม้แต่นิดเ้าค่ะ” เคอโยวหรานรับรองอย่างหนักแน่น
ยามนี้เอง เฉินเอ้อร์จ้วงพลันวิ่งเข้ามาในเรือน “ท่านพ่อขอรับ ข้าตั้งเตากับก่อไฟเรียบร้อยแล้ว แค่รอจนเผาดินแห้งก็ใช้ได้แล้วขอรับ”
เคอโยวหรานจูงมือต้วนเหลยถิงลุกขึ้นและเอ่ยว่า “เพื่อทำอาหาร เมื่อวานพวกเราจึงซื้อหม้อใหญ่มาหลายใบ พวกเราจะกลับไปเอาประเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
ตอนพวกเขาเก็บรวบรวมเสบียงในจวนสกุลต่ง พบว่ามีหม้อใหญ่สำหรับทำกับข้าวไม่น้อย จะต้องเอาไว้ใช้ทำอาหารให้กองทหารอย่างแน่นอน
หลังจากกลับมา เคอโยวหรานได้ทำการตรวจสอบ พบว่าบนหม้อเ่าั้ไม่มีสัญลักษณ์อันใด ธรรมดาอย่างมากจนผู้ใดก็สามารถใช้ได้ จึงไม่กลัวว่าจะถูกคนพบแต่อย่างใด
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ย “ข้าให้ภรรยาต้าจ้วงหาแม่บ้านที่มือเท้าคล่องแคล่วหลายนางไปที่นั่นแล้ว”
เคอโยวหรานตอบกลับ “ท่านผู้าุโเ้าคะ บอกให้พวกนางค่อยมาทีหลังเพื่อจัดเตรียมอาหารกลางวันเป็พอ ข้าจะทำอาหารเช้าวันนี้เองเ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินรู้ว่าฝีมือการทำอาหารของเคอโยวหรานไม่ธรรมดาจึงพยักหน้ารับ จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็แยกย้ายกันไปเตรียมการ
หลังกลับถึงจวนสกุลต้วน เคอโยวหรานก็เดินเข้าไปในห้องครัวทันที เมื่อลงกลอนเสร็จพลันหยิบหม้อใหญ่สามใบออกมาจากมิติวิเศษแล้วให้อิ่งเอ้อร์กับอิ่งซานเอาไปส่ง จากนั้นตั้งหม้อใหญ่อีกสามใบ
ตามด้วยฉีกถุงเกี๊ยวแช่แข็งจำนวนนับไม่ถ้วน เติมน้ำลงไปแปดถึงเก้าถัง ถาดเจ็ดถึงแปดใบล้วนเต็มไปด้วยผักเช่นกัน
ครั้นห้องครัวถูกเปิดออก ต้วนเหลยถิงก็เห็นเกี๊ยวที่ทั้งจำนวนมากมายและแข็งทื่อเหล่านี้ มุมปากถึงกับกระตุกเสียแล้ว
“โยวหราน เ้าไปห่อเกี๊ยวพวกนี้ั้แ่เมื่อใดกัน? เหตุใดถึงแข็งทื่อเช่นนี้?”
เคอโยวหรานเกาหัว เอ่ยด้วยความกระดากว่า “เมื่อหลายวันก่อน ท่านอาจารย์ทั้งสองอยากกินเกี๊ยว ข้าจึงหาเวลาห่อและเก็บเอาไว้ไม่น้อยเ้าค่ะ
สมบัติเซียนของท่านอาจารย์สามารถแช่แข็งได้ เกี๊ยวที่ข้าเก็บเอาไว้จึงแข็งจนกลายเป็เช่นนี้เสียแล้ว
นอกจากนี้สมบัติเซียนยังสามารถเก็บความสดใหม่ ตอนเก็บเข้าไปเป็เช่นไร ผ่านไปอีกหลายวันก็ยังคงเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ
วันนี้รีบร้อนทำอาหาร ไม่ทันคิดว่านำเกี๊ยวแช่แข็งออกมาจะไม่เหมาะนัก มิสู้ข้าเอากลับเข้าไปดีหรือไม่เ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงหาผ้าฝ้ายสะอาดมาหลายผืน จัดการห่อเกี๊ยวทั้งหมดเอาไว้แล้วเอ่ยว่า
“ช่างเถิด ข้าจะเอาไปส่งเอง อีกประเดี๋ยวตอนต้มข้าก็จะต้มเอง รอจนกระทั่งน้ำแข็งละลาย ผู้ใดก็ดูไม่ออก เอาเช่นนี้เถิด ไม่ต้องลำบากแล้ว”
สิ้นคำกล่าว เขาก็เคลื่อนรถเข็นเข้ามา วางเกี๊ยวทั้งหมดลงบนรถให้มั่นคงก่อนจะเข็นไปส่งยังเขาเสี่ยวชิง
บุรุษในยุคนี้ล้วนถือสาเื่บุรุษควรอยู่ห่างห้องครัว บุรุษไม่ควรเข้าครัวทำอาหาร โดยเฉพาะบุรุษที่เปี่ยมด้วยความคิดชายเป็ใหญ่ กระทั่งห้องตั้งเตาก็ยังไม่เข้าไป
นึกไม่ถึงว่าเพื่อนาง ต้วนเหลยถิงจะยอมต้มเกี๊ยวต่อหน้าทุกคน บุรุษผู้นี้ช่างอบอุ่นเหลือเกิน
เคอโยวหรานถือตะกร้าลูกหมาป่าและตะกร้าเครื่องปรุงที่จัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าขึ้นมา จากนั้นเดินไปอยู่ข้างกายต้วนเหลยถิง ทอดมองบุรุษผู้นี้ที่คอยปกป้องและคิดเผื่อนางรอบด้าน ช่างมีความสุขจนมิอาจหุบยิ้มได้เสียแล้ว
