ด้านหลังเขาหลิงอวิ๋น
อูจี้ที่นั่งเงียบๆ มองเห็นรอยปริแตกเส้นเล็กๆ มากมายคล้ายรอยมีดกรีด ที่เกิดขึ้นในอากาศ
ห้องที่เนี่ยเทียนอาศัยอยู่ก็หายวับไปในชั่วพริบตาเดียว
ส่วนเนี่ยเทียนเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย
ทว่าในรอยแยกของมิติที่ปริออกเ่าั้กลับมีลำแสงเจ็ดสีไหลเวียนวน เสมือนทอดยาวไปสู่ชั้นมิติมากมายที่ไม่มีใครรู้จัก
อูจี้หรี่ตาลง จิตของเขาสั่นไหวเบาๆ ปราณิญญาฟ้าดินเข้มข้นที่อยู่รอบด้านก็ไหลมารวมกันอย่างบ้าคลั่งทันที
ปราณิญญาฟ้าดินเหล่านี้อยู่ในรูปของกลุ่มเมฆหลายก้อนที่มาปิดผนึกพื้นที่แห่งนี้ไว้อย่างแ่า
แม้แต่เจียงจือซูที่อยู่บนเขาหลิงอวิ๋นห่างออกไปไม่ไกลก็ยังััไม่ได้ถึงความผิดปกติของห้วงอากาศที่เกิดขึ้นตรงนี้
“อู้!”
เงามืดพร่ามัวมากมายบินออกมาจากกลางกระหม่อมของอูจี้ เงามืดเ่าั้... ล้วนเป็ิญญาของอูจี้เอง
เงามืดแบ่งกันมุดเข้าไปตามรอยแยกแห่งมิติที่ปริออก แล้วว่ายวนอยู่ในนั้น
ทว่ารอยปริแตกของห้วงมิติกลับประสานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
อูจี้ยังไม่ทันได้ตรวจสอบหาความลึกลับและมหัศจรรย์ที่อยู่ภายในก็รู้สึกได้ว่าท่าไม่ดี จึงทำได้เพียงดึงเอาเงามืดที่ปลดปล่อยออกไปกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
“ฟู่วๆ!”
รอยปริแตกของห้วงมิติพลันปิดสนิทเข้าหากันไปทีละจุด คลื่นความผิดปกติของมิติก่อนหน้านี้ก็กลับคืนมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“เป็แค่ห้วงมิติที่ปั่นป่วน ไม่ได้มีประตูของโลกลึกลับแห่งอื่น ประตูโลกลึกลับที่เปิดออกอย่างแท้จริงรับแค่ตัวเนี่ยเทียนเข้าไปคนเดียวเท่านั้น แล้วจึงพาเขาเข้าไปในดินแดนลึกลับ" เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หลับตาลงคล้ายไม่สนใจมันอีก
......
ดินแดนลึกลับที่ไม่มีใครรู้จัก
เนี่ยเทียนมาปรากฏตัวอยู่บนแท่นบูชาผุพังนั่นเป็ครั้งที่สอง โครงกระดูกของัแปดตัวและกะโหลกศีรษะของมันหันหน้ามาทางเขา ดวงตากลวงโบ๋ทำให้เขาเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในจิตใจ
ปราณิญญาฟ้าดินที่เข้มข้นยิ่งกว่าสำนักหลิงอวิ๋นไม่รู้กี่เท่าพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้าของเขา เขาที่ไม่ได้โคจรคาถาลมปราณก็ััได้ว่าเพียงแค่นั่งเฉยๆ อยู่ที่เดิมก็ไม่ต่างไปจาก... ตอนที่เขาฝึกบำเพ็ญตบะอย่างยากลำบากเลยสักนิด
ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สนามแรงโน้มถ่วงที่น่าหวาดกลัวของที่แห่งนี้ยังคงอยู่ดังเดิม
ข้างกายของเขา เกราะัเพลิงชิ้นนั้นที่พาเขามาที่นี่ไม่ได้บินกลับเข้ามาในกำไลเก็บของจึงร่วงอยู่บนแท่นบูชา
เกราะัเพลิงส่องประกายแสงเปลวเพลิงที่เจิดจ้าบาดตาออกมาก่อนเป็อันดับแรก คล้ายว่าตื่นเต้นถึงขีดสุด
ทว่าเพียงแค่ครู่เดียวเกราะัเพลิงชิ้นนั้นก็กลับคืนสู่สภาพปรกติ มืดสลัวไร้แสงใด
เนี่ยเทียนและิญญาวัตถุที่อยู่ในเกราะัเพลิงก็ไม่ได้สื่อสารอะไรต่อกัน ดูเหมือนิญญาวัตถุและเกราะัเพลิงเองก็ยังคงอยู่ในสภาวะการแปรสภาพและซ่อมแซมตัวเอง
“บำเพ็ญตบะอยู่ที่นี่คืบหน้าเร็วกว่าตอนที่อยู่เขาหลิงอวิ๋นไม่รู้กี่เท่า” เนี่ยเทียนพูดกับตัวเองหนึ่งประโยคแล้วทดลองลุกขึ้นยืน
คราวก่อนที่เขามาที่นี่ แม้แต่ลุกขึ้นยืนยังทำไม่ได้ ทำได้เพียงฝืนยกแขนขึ้น
คราวนี้ฝ่าทะลุถึงขอบเขตท้าย์ กินเนื้อของสัตว์วิเศษระดับสองไปเป็จำนวนมาก ทำให้เขาที่มีเรือนกายแข็งแกร่งขึ้นมาเยอะมากพยายามลุกขึ้นยืนก่อนเป็อันดับแรก
เขาเอาพลังิญญาออกมาใช้ ซึ่งมันค่อนข้างกินแรงเล็กน้อย แต่กลับค่อยๆ ลุกขึ้นยืนได้
ทว่าเพียงแค่ลุกขึ้นยืนเขาก็สูญเสียพลังิญญาไปแล้วไม่น้อย อีกทั้งััได้ว่าแม้แต่พละกำลังที่ซ่อนอยู่ในเืเนื้อก็ยังหายไปบางส่วนด้วย
การค้นพบนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าเขาในตอนนี้หากคิดจะไปไกลจากแท่นบูชา เพื่อสำรวจตลอดทั้งดินแดนแห่งนี้ ก็แทบจะไม่มีความเป็ไปได้เลย
เขารู้สึกว่าอย่างมากที่สุดที่เขาทำได้ก็คือเดินออกไปในบริเวณรอบแท่นบูชาแค่ไม่กี่ร้อยเมตร เท่านั้นเขาก็คงหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว
เขาไม่ได้ทำตัวเหลวไหล แต่นั่งแปะลงไปอีกครั้ง เริ่มจับจ้องไปที่แขนใหญ่ั์แต่ละข้างที่แทงทะลุขึ้นไปบนท้องฟ้า
เขามองไปยังแขนั์ซึ่งใหญ่ราวกับูเาลูกหนึ่งที่กางนิ้วมือทั้งห้าออก ให้ความรู้สึกเหมือนจะกระชากเอานภากาศลงมา
มีประสบการณ์จากครั้งก่อน คราวนี้เขาจึงทำมือเลียนแบบท่าทางของมือั์ข้างนั้น หลังจากทำมือเอื้อมคว้าไปยังท้องฟ้าแล้ว สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่มือข้างนั้นเขม็ง
ไม่นานหลังจากนั้น บนมือข้างนั้นของเขาก็เริ่มััได้รำไรถึงพลังอำนาจของเผด็จการที่ราวกับจะฮุบกลืนทั้งูเาและแม่น้ำ
พลังอำนาจชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มีเพียงใช้จิติญญาไปรับััค่อยๆ ก่อกำเนิดขึ้นมาบนตัวของเขา
มหาสมุทริญญาของเขาเคลื่อนไหวตามไปด้วย แม้แต่พละกำลังที่ซุกซ่อนอยู่ในเืเนื้อและกระดูกก็ยังประสานไปกับสภาพจิตใจของเขา ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อต้อนรับพลังอำนาจและท่ามือของเขา
เขาสามารถััได้อย่างชัดเจนว่าพลังิญญาที่มาจากเืเนื้อและจิติญญากำลังไหลรินอยู่ในกระแสเืและเส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว
พลังอำนาจของเขาจากที่เล็กน้อยจนััไม่ถึง กลับค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้น
เขาจ้องเขม็งไปที่มือั์ข้างนั้น ใช้จิติญญาไปทำความเข้าใจ ปรับปรุงมหาสมุทริญญาและเืเนื้ออย่างต่อเนื่อง พยายามให้จิติญญาของตัวเองจมจ่อมอยู่กับมัน
เนิ่นนานหลังจากนั้น
“อู้ๆๆ!”
ปราณิญญาฟ้าดินเข้มข้นที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่งในดินแดนลึกลับมุ่งหน้ามารวมตัวกันในจุดที่เนี่ยเทียนอยู่อย่างกะทันหัน ราวกับถูกสนามแม่เหล็กบางอย่างชักนำ
ปราณิญญาสีขาวโพลนบีบอัดรวมตัวเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็ก้อนเมฆหลายกลุ่ม
เมฆปราณิญญาเ่าั้... ต่างก็มารวมกันอยู่บนมือข้างที่คว้าท้องฟ้าของเนี่ยเทียน
มือข้างนั้นของเนี่ยเทียนเกิดพลังดึงดูดรุนแรงประหนึ่งกลายมาเป็จุดศูนย์กลางของสนามแม่เหล็ก ดูดซับให้เมฆพลังิญญามารวมตัวกันไม่ขาดสาย
และฝ่ามือของเขาข้างนั้นก็ค่อยๆ มีลูกแสงที่เกิดจากการก่อตัวกันของปราณิญญาบริสุทธิ์เกิดขึ้นหนึ่งลูก
ลูกกลมปราณิญญาที่อยู่ในรูปแบบของกลุ่มหมอกยังคงดึงเอาปราณิญญามาอย่างต่อเนื่อง ไม่นานด้านในลูกกลมกลุ่มหมอกก็มีปราณิญญาที่เป็ของเหลวเกิดขึ้น
“ปุ้ง!”
ชายแขนเสื้อของมือข้างนั้นพลันกลายเป็เศษผ้าปลิวว่อน คลื่นพลังิญญาที่รุนแรงอย่างถึงที่สุดระลอกหนึ่งถูกส่งออกมาจากลูกกลมปราณิญญานั้น
มือของเขาที่ยกขึ้นฟ้าพลันรู้สึกหนักอึ้ง เห็นๆ อยู่ว่าลูกกลมปราณิญญาอยู่ในสภาวะกึ่งเสมือนจริง แต่มันกลับเปลี่ยนมาเป็หนักอึ้งดุจขุนเขา
เขาจึงขว้างมันลงพื้นในทันที
ลูกกลมปราณิญญาคล้ายกลุ่มแสงสีขาวที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ในฝ่ามือของเขาถูกขว้างลงไปกระแทกบนพื้นดินของแท่นบูชาอย่างแรง
“ตูม!”
หลังจากเสียงดังกัมปนาทะเิออก พื้นหินบนแท่นบูชา... กลับไม่มีร่องรอยว่าจะปริแตกเลยแม้แต่นิดเดียว
“เอ๊ะ!”
เนี่ยเทียนผ่อนสมาธิ พลังอำนาจนั้นจึงไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก พลังงานที่ก่อเกิดขึ้นในมหาสมุทริญญาและเืเนื้อของเขาก็กลับมาเป็ปกติในพริบตาเดียว
ไม่สนใจว่าพละกำลังอาจจะหมดลง เขาลุกขึ้นเดินอย่างเชื่องช้าไปหยุดอยู่ตรงจุดที่ลูกปราณิญญากระแทกใส่ แล้วนั่งยองๆ ลงตรวจสอบ
เป็เหมือนอย่างที่เขาเห็น พื้นกระดานหินของแท่นบูชาเพียงแค่ถูกปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ออกไปเท่านั้น พื้นหินก็เปลี่ยนมาเป็มันวาวอย่างถึงที่สุด แต่กลับไม่มีรอยแตกแม้แต่เส้นเดียว
“ไม่ถูกสิ พลังิญญาที่แฝงเร้นอยู่ในลูกปราณิญญาบริสุทธิ์และความเผด็จการมากขนาดนั้น ตามหลักแล้วต่อให้เป็หินั์ของเขาหลิงอวิ๋นเองก็น่าจะแตกกระจายตามเสียงที่ได้ยินสิ”
“คำอธิบายเดียวก็คือก้อนหินที่เอามาสร้างแท่นบูชาแห่งนี้แข็งแกร่งทนทานมากกว่าที่ข้าคิดเยอะมาก”
เนี่ยเทียนหรี่ตาลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มตรวจสอบสภาพร่างกายของตัวเองอย่างจริงจัง
ต่างไปจากตอนร่ายหมัดพิโรธรูปแบบที่หนึ่ง วิธีการแปลกประหลาดในการรวบรวมลูกปราณิญญานี้ดูเหมือนจะ... ไม่ได้เผาผลาญพลังิญญาของเขาไปเท่าใดนัก
ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากที่เขารับััอย่างละเอียดแล้ว พลันพบว่าพลังิญญาในมหาสมุทริญญาของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อยด้วย
“กระบวนท่านี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่เลยนะ จำเป็ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยถึงจะรวบรวมลูกกลมปราณิญญาออกมาได้ลูกหนึ่ง ตอนต่อสู้ไม่มีใครให้เวลาข้าเตรียมพร้อมมากขนาดนั้นหรอก”
“อีกอย่าง มันมีข้อเรียกร้องที่สูงมากต่อปราณิญญาฟ้าดินรอบด้าน สถานที่ที่ปราณิญญาไม่เข้มข้นมากพอ น่าจะไม่สามารถสำแดงอานุภาพที่แท้จริงของกระบวนท่านี้ออกมาได้”
“ไม่ควรจะเป็แบบนี้สิ”
ขบคิดอยู่เนิ่นนาน ด้วยความฉลาดหลักแหลมของเขาจึงทำให้เขาไพล่นึกไปอีกทิศทางหนึ่ง
ลูกกลมปราณิญญาที่รวบรวมขึ้นมาร่วงตกลงไปบนพื้นในท้ายที่สุด แต่เขาไม่เพียงแต่ไม่สูญเสียพละกำลัง กลับมีพลังิญญาเพิ่มขึ้นมาหลายเส้นด้วย
ถ้าหากเอาลูกปราณิญญาที่ร่วงลงบนพื้นเข้าไปอยู่ในมหาสมุทริญญาแทน เป็ไปได้หรือไม่ที่จะ...?
พอคิดแบบนี้ สีหน้าเขาก็เผยความตื่นเต้น แล้วเริ่มทำท่าเลียนแบบอีกครั้ง เขายกมือขึ้น กางนิ้วออก จากนั้นก็ทำท่าหมายจะคว้านภากาศ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังอำนาจเผด็จการราวจะยึดครองแม่น้ำและเทือกเขาจากมือั์ข้างนั้นอีกครั้ง
มหาสมุทริญญาและเืเนื้อของเขาก็กำลังปรับเปลี่ยนช้าๆ เพื่อให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้
“อู้!”
หลังจากนั้นไม่นานก็มีปราณิญญากลุ่มใหม่ค่อยๆ มารวมตัวกันอยู่กลางฝ่ามือเขา
เขารอไปอีกครู่หนึ่ง รอจนปราณิญญาลูกใหม่ก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ พอรู้สึกเมื่อยล้าจนไม่สามารถยกลูกปราณิญญานั้นได้อีกต่อไป เขาก็โคจรคาถาหลอมลมปราณทันที
เขาพยายามชักนำลูกปราณิญญาให้ตรงไปที่มหาสมุทริญญาของตัวเอง!
เมื่อเขาใช้คาถาหลอมลมปราณมาชักนำ ลูกปราณิญญาขนาดเท่ากำปั้นก็พลันหดตัวเล็กลง!
เขาััได้อย่างชัดเจนว่าปราณิญญามากมายหลายเส้นคล้ายกระแสธารได้แทรกซึมเข้าไปในฝ่ามือของเขา จากนั้นก็ไหลไปตามเส้นชีพจร ตรงดิ่งเข้าหามหาสมุทริญญาจุดตันเถียนของเขา
ในมหาสมุทริญญาของเขา อยู่ๆ น้ำวนพลังิญญาก็หมุนโคจรด้วยความเร็วที่น่าตะลึง กลั่นหลอมปราณิญญาให้บริสุทธิ์และหนาแน่นอย่างรวดเร็ว
ความเร็วนี้เร็วยิ่งกว่าตอนที่เขาใช้หินวิเศษช่วยในการฝึกฝนหลายเท่าตัว!
ดวงตาเขาพลันเปล่งประกายสดใส
-----
