ดูเหมือนว่าองค์หญิงใหญ่ชิงเหอจะดึงดูดใจเขามากกว่าที่นางคิดท้ายที่สุด...ในฐานะน้องสาวคนเดียวของฮ่องเต้พระองค์ก่อนและฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ในวังหลวงแห่งนี้ชื่อเสียงของนางก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าองค์ชายผู้ทรงอำนาจใดๆ
ระบบของราชวงศ์เป่ยฉีเมื่อฮ่องเต้ทุกพระองค์สิ้นพระชนม์ นอกจากจะส่งต่อราชบัลลังก์ ยังจะแต่งตั้งผู้สืบเชื้อสายในราชวงศ์เป็ผู้สืบราชสันตติวงศ์ รับผิดชอบคำสั่งควบคุมดูแล บังคับบัญชาการและตรวจตรา
ั้แ่ขุนนางขั้นเก้าจนถึงฮ่องเต้จะคอยกำกับดูแลและตรวจตรา
ยามที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังอยู่เต๋ออ๋องมีหน้าที่คอยชี้นำกำกับดูแลการตรวจตราเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ก็ส่งพระราชบัลลังก์ให้เต๋ออ๋องสืบต่อ นั่นคือฮ่องเต้หยวนเต๋อในปัจจุบันและตำแหน่งขุนนางสูงสุดที่คอยกำกับดูแลเขา ก็ส่งต่อให้องค์หญิงใหญ่ชิงเหอดูแล
ดังนั้น องค์หญิงใหญ่ชิงเหอแต่ไหนแต่ไรมาก็มิใช่แค่เป็เพียงองค์หญิงราชนิกุลที่ได้รับความโปรดปรานแม้ตัวนางจะเป็สตรี ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวเื่การเมืองในราชสำนักทว่าคำพูดทุกประโยคของนาง มีอำนาจอย่างมากในเป่ยฉี
จ้าวเยี่ยน้าทำให้การยึดวังหลวงของเขาดูสมเหตุสมผลและการสนับสนุนขององค์หญิงใหญ่ชิงเหอเป็กุญแจที่สำคัญที่สุดและสามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้มากที่สุด
ชาติก่อน เขาใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้รับความสมเหตุสมผลนี้ทว่าน่าเสียดาย...
เหนียนยวี่เงยหน้าขึ้นสบดวงตาที่แอบซ่อนความทะเยอทะยานของจ้าวเยี่ยนเขานั่งไม่ติดแล้วหรือ?
นางอยากจะเห็นจริงๆ ว่ายามใดที่"องค์ชายไร้แก่นสารที่ไม่้าบัลลังก์ผู้นี้"จะเผยความทะเยอทะยานของเขาออกมา
แววตาของนางอยู่ในสายตาของจ้าวเยี่ยน ในใจเขาจู่ๆก็สั่นสะท้าน แววตาท่าทางของนาง ราวกับกำลังเยาะเย้ยอะไรบางอย่างนางกำลังหัวเราะเยาะเย้ยความไร้อำนาจของเขาหรือ?
ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะเป็การจี้จุดที่อ่อนไหวที่สุดของจ้าวเยี่ยน
แคว้นเป่ยฉี ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนหัวเราะเยาะเขาที่เป็ที่รักใคร่ของฮ่องเต้ทว่ากลับไม่มีอนาคต สายตาเช่นนี้ เขาชินชามานานแล้ว ทั้งยังสามารถเปลี่ยนความทะเยอทะยานให้เป็แรงจูงใจได้อย่างง่ายดายทว่า ณ เวลานี้ เมื่อเห็นสายตาของเหนียนยวี่ ในใจเขากลับไม่พอใจอย่างไร้คำอธิบาย
จ้าวเยี่ยนก้าวไปใกล้เหนียนยวี่อีกก้าวโดยไม่รู้ตัวนอกจาก้าจะมีสิทธิ์เข้าใกล้องค์หญิงใหญ่ชิงเหอผ่านนางแล้วเขายังคิดอยากจะเอาชนะสตรีผู้นี้!
ไม่เพียงแค่นั้น เขายัง้า...
จ้าวเยี่ยนมองไปที่ใบหน้าสงบนิ่งของเหนียนยวี่ เขา้าทำลายรอยยิ้มห่างเหินบนใบหน้านั้น...
"อี้เอ๋อร์ ถ้าวันหนึ่งข้าปรารถนาคนที่เ้า้าเ้าจะให้ข้าได้หรือไม่?"
เมื่อจ้าวเยี่ยนพูดคำเหล่านี้ออกไปสายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของเหนียนยวี่ตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
คราวนี้ ในที่สุดก็ทำให้เหนียนยวี่ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยจ้าวอี้ที่ไม่รับรู้คลื่นใต้น้ำที่แอบซ่อนอยู่แม้สักนิด เมื่อได้ยินคำถามของจ้าวเยี่ยนเช่นนี้ ก็ชะงักงันไปเล็กน้อย
“้าหรือ?” จ้าวอี้เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจใจของเขายังคงจดจ่ออยู่กับเื่ที่จ้าวเยี่ยนมีคนรัก ทั้งในยามนี้ก็มีความสัมพันธ์กัน"คนที่ท่านพี่มองหา คือคนในจวนข้างั้นหรือ?”
จ้าวเยี่ยนไม่ตอบ จ้าวอี้คิดไปคิดมาก็ยิ่งมั่นใจการคาดเดาของตัวเองกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา เสียงของเหนียนยวี่ก็ดังขึ้นมาก่อน
“ท่านอ๋องมู่ซูเวินและท่านอ๋องหลีมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมากท่านอ๋องหลี้าคนที่ท่านอ๋องมู่้า แน่นอนว่าท่านอ๋องมู่ย่อมต้องไม่บ่ายเบี่ยง"เหนียนยวี่เอ่ยขึ้นมาก่อนช้าๆ เดินไปข้างจ้าวอี้ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดูใจกว้างและไม่สะทกสะท้าน
นางเข้าใจความหมายของจ้าวเยี่ยนเขาคิดว่านางเป็คนของจ้าวอี้งั้นหรือ?ดังนั้น จึงเอ่ยมันออกมา ให้นางรู้ความจริงบางอย่างหรือตั้งใจกล่าวมาที่นาง?
น่าเสียดาย...งิ้วครั้งนี้ นางมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งไม่ใช่เพียงแค่นั้น นางไม่ใช่คนของจ้าวอี้มิใช่หรือ?
ใบหน้าของจ้าวเยี่ยนมืดมน เขาไม่ได้คาดหวังให้เหนียนยวี่มีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้
“คาดไม่ถึงว่าเสี่ยวยวี่เอ๋อร์จะเข้าใจข้า”จ้าวเยี่ยนยื่นมือและวางลงบนไหล่ของเหนียนยวี่ มองไปที่จ้าวอี้อวดอย่างภาคภูมิใจ“เปี่ยวเม่ยของข้าผู้นี้ ฉลาดอย่างยิ่ง ท่านพี่ ไม่ว่าท่านกำลังมองหาผู้ใดทว่าเปี่ยวเม่ยของข้าผู้นี้ ท่านจะขโมยไปไม่ได้”
ความ้าเป็เ้าของอันร้ายกาจนั้นไม่ได้มีเพียงแค่จ้าวเยี่ยน เหนียนยวี่เองก็คาดไม่ถึง
ในขณะนั้นเหนียนยวี่เหลือบมองไปที่จ้าวเยี่ยน แม้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจะยังเหมือนเดิมทว่าสีหน้าและดวงตาของเขาประหนึ่งอดกลั้นไว้ นางแค่เกรงว่าตัวเองจะยิ่งอึดอัดใจ
“เสี่ยวยวี่เอ๋อร์เป็บุตรีบุญธรรมของเสด็จป้าชิงเหอเป็เปี่ยวเม่ยของเ้า อีกอย่าง นางก็เป็เปี่ยวเม่ยของข้าด้วย"จ้าวเยี่ยนเอ่ยปาก หากเป็เมื่อก่อน เขาจะไม่ต่อต้านจ้าวอี้เลย ทว่าเขาในตอนนี้กลับต่างไปจากปกติจนมิอาจควบคุมความผิดปกตินี้ของตัวเองได้
โชคดีที่น้ำเสียงของเขานุ่มนวลอ่อนโยนไร้พิษภัยจึงฟังดูปกติอย่างมาก
ทว่าใครบางคนกลับไม่พอใจสิ่งที่เขาพูดออกมา
"เปี่ยวเม่ยอะไรหรือ มู่อ๋องมีเปี่ยวเม่ยั้แ่เมื่อใด"เสียงอ่อนหวานของสตรีผู้หนึ่งดังเข้ามา ฟังดูเหมือนแฝงความขบขันไว้
เสียงนั้นทำให้เหนียนยวี่ชะงักไปเล็กน้อย ทั้งสามคนมองไปยังบุคคลที่เข้ามาทว่าจ้าวอี้เป็คนนำคำนับก่อน "อี้เอ๋อร์น้อมทักทายองค์ไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ"
"องค์ไทเฮาอะไรกัน? มู่อ๋องมิใช่เรียกข้าว่าเสด็จอาสะใภ้มาตลอดหรือ? คำที่เ้าเรียกข้าว่าองค์ไทเฮาข้าไม่เคยชินเลยสักนิด" ฉางไทเฮาชำเลืองสายตามองจ้าวอี้ ไม่สามารถปกปิดความรักใคร่ในน้ำเสียงได้
"อี้เอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ"จ้าวอี้กล่าวทักทายให้องค์ไทเฮาใหม่อีกครั้ง และก้าวเข้าไปประคองนาง"เรียกเสด็จป้าว่าไทเฮา การให้เกียรติเช่นนั้นแท้จริงอี้เอ๋อร์เองก็ปวดใจมาก"
“เ้านี่ช่างพูดช่างจา ทำให้คนชอบใจเช่นเดิมเลยเชียว”ฉางไทเฮาตบมือจ้าวอี้เบาๆ เบนสายตามองไปที่เหนียนยวี่ด้วยแววตาอ่อนโยน ดูเหมือนเจือความอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อย"นี่คือเปี่ยวเม่ยของอี้เอ๋อร์ใช่หรือไม่?"
“ใช่พ่ะย่ะค่ะเสด็จอายวี่เอ๋อร์เป็บุตรีบุญธรรมของเสด็จป้าชิงเหอ" จ้าวอี้จูงเหนียนยวี่มาตรงหน้ากล่าวแนะนำให้ฉางไทเฮา"เสด็จอา ท่านอย่าเอาแต่มองนางกับคุณหนูตระกูลขุนนางน่าเบื่อพวกนั้นไม่เหมือนกันนะพ่ะย่ะค่ะ"
เหนียนยวี่มุมปากกระตุกอย่างอดไม่ได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าฉางไทเฮานางที่ในใจสงบนิ่ง กลับรู้สึกเกรงกลัวระมัดระวังขึ้นมาเล็กน้อยนางคุกเข่าลงบนพื้นแสดงความเคารพต่อฉางไทเฮา "หม่อมฉันเหนียนยวี่ถวายพระพรฉางไทเฮาเพคะ"
"เหนียนยวี่..."ฉางไทเฮามิได้วางตัวน่าเกรงขามสง่าผ่าเผย พระนางแต่งตัวดั่งคนออกบวชตามธรรมดา มองดูสะอาดสะอ้านผ่อนคลายนางช่วยประคองเหนียนยวี่ให้ลุกขึ้นด้วยตัวเอง พลางกล่าวว่า "ข้าได้ยินมาจากชิงเหอแล้วคงเป็โชคชะตาฟ้าลิขิตเป็แน่ วันนั้นชิงเหอยังเอ่ยกับข้าว่าจะต้องพาตัวเ้ามาให้ข้าเจอสักหน่อยคาดไม่ถึงว่าวันนี้ก็ได้เจอเสียแล้ว ในเมื่อเป็บุตรีบุญธรรมของชิงเหอต่อจากนี้พวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว เช่นนั้นไม่ต้องมากพิธีกับข้านักหรอก"
"ใช่ๆ เป็ครอบครัวเดียวกันเสี่ยวยวี่เอ๋อร์ตามข้าน่าจะดีที่สุด เรียกเสด็จอาตามข้าก็ได้" จ้าวอี้รีบกล่าวอย่างคล้อยตาม
เหนียนยวี่ที่ฟังอยู่แอบคิดในใจว่าจ้าวอี้ผู้นี้ไม่รู้กฎเกณฑ์ ฉางไทเฮาเป็คนใจดีมีเมตตาดั่งเช่นภาพลักษณ์ที่แสดงออกมางั้นหรือ?
ฉางไทเฮายกยิ้มขึ้นมาอย่างอ่อนโยนรักใคร่“ดูมู่อ๋องที่ดูแลเปี่ยวเม่ยผู้นี้อย่างดีสิ คิดดูแล้ว จริงๆ ยวี่เอ๋อร์ไม่เหมือนกับคุณหนูตระกูลขุนนางแสนน่าเบื่อเ่าั้จริงๆหลีอ๋องเองก็เป็เปี่ยวเกอเช่นกัน เช่นนั้นเ้าก็ต้องเรียนรู้จากมู่อ๋องแล้ว"
จ้าวเยี่ยนสะดุ้งไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาของฉางไทเฮาจิตใจที่หุนหันพลันแล่นรุ่มร้อนของเขาก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะค่อยๆ สงบลงไปช้าๆแล้วรีบเอ่ยรับคำสั่งอย่างเคารพ "พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่ไทเฮา"
"มู่อ๋อง ยวี่เอ๋อร์ข้าเพิ่งสั่งให้คนไปต้มชา เป็ชาสดใหม่จากเขาฉีชานที่ข้าเลือกมาและคั่วด้วยตัวเองเชียวพวกเราเข้าไปชิมดูกันเถิด" ฉางไทเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ชาที่ฉางไทเฮาทำเองแน่นอนว่าจ้าวอี้ต้องกระตือรือร้นเพื่อให้ได้ลิ้มลองรสชาติจึงลากเหนียนยวี่เดินตามฉางไทเฮาเข้าไปด้วยกันจนถึงห้องชาที่อยู่ติดทางซ้ายของตำหนักฉางเล่อ
ในห้องชา กลิ่นหอมของชาเอ่อล้นจ้าวเยี่ยนนั่งลงข้างๆ ท่วงท่าสง่างามจิบชาโดยไม่เอ่ยอะไรกลับมาทำตัวดั่งเช่นองค์ชายผู้เอ้อระเหยรักอิสระ ไร้ความโลภและไม่ปรารถนาสรรพสิ่งหลีกเลี่ยงความขัดแย้งใดๆ ผู้นั้น
และเป็จ้าวอี้ที่ดื่มชาพลางชื่นชมยกยอเขาอย่างอดไม่ได้
ในห้องน้ำชา นอกจากคำพูดสรรเสริญเชยชมของจ้าวอี้แล้วยังมีเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความรักของฉางไทเฮาอีกด้วย
เหนียนยวี่จ้องมองสตรีผู้นี้ ท่าทางสงบราบเรียบสง่าผ่าเผยน่าเกรงขาม ยังคงเป็เช่นเดียวกับความทรงจำในชาติก่อนแม้พระนางจะอายุสี่สิบกว่าปีและไม่ได้ผัดแป้งใดๆ เลยก็ตามทว่าก็มิสามารถปิดบังความงดงามที่เล็ดลอดพรั่งพรูออกมาเป็บางครั้งบางคราวมิได้
ยามที่สตรีผู้นี้ยังเป็สาวสะพรั่ง นางนับว่าเป็ว่าตำนานผู้หนึ่งมิใช่สิ...ชาติก่อนฉางไทเฮาผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่งอำนาจเหลือล้นผู้นี้ก็ยังคงเป็ตำนานจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ด้วยเช่นกัน!
ทว่าชาตินี้...พวกนางถูกกำหนดให้มีจุดยืนต่างกันเช่นนั้นฉางไทเฮาจะกลายเป็ตำนานเช่นเดิมได้อย่างไร
"ได้ยินว่า ฮองเฮาเลือกพระชายาให้เ้าแล้ว"จู่ๆ ฉางไทเฮาก็เอ่ยปากขึ้น หัวข้อนี้ทำให้มือจ้าวอี้ที่ยกถ้วยชาอยู่ชะงักไปทันที เขารีบยกถ้วยชาและกระดกดื่มตามเข้าไปรวดเดียว