เล่มที่ 5 บทที่ 145 ปิดประตู
“หากยอมมอบกระบี่ให้ ข้าจะละเว้นชีวิตเ้า” อันจื่อเจี๋ยเดินเข้ามาในร้านหลอมอาวุธไม่ทันไร ไออสูรที่แฝงไปด้วยไอสังหารก็แพร่กระจายออกมาทันที จนทำให้อุณหภูมิรอบด้านต่ำลงไป
“ปากพล่อยเสียจริง ถอยไป ข้าเอง…” จ้าวซื่อไห่ผลักอันจื่อเจี๋ยออก ก่อนจะยกมือคารวะเจียงหลีกับฟานซื่อ
“เรามาเจรจาการค้ากันดีไหม?”
“การค้าอะไร?”
“ได้ยินมาว่าท่านทั้งสองหลอมกระบี่ที่สามารถกดข่มชื่อิของสำนักชื่อิได้ พวกข้าสามคนรู้สึกสนใจ ไม่ทราบว่าจะขายให้พวกข้าได้หรือไม่?” พูดถึงตรงนี้จ้าวซื่อไห่ก็หัวเราะออกมา
“จริงสิ ข้าลืมแนะนำตัวไปเลย ข้าชื่อจ้าวซื่อไห่ เป็หนึ่งในศิษย์สายตรงของสำนักเชียนซาน ส่วนนี่ซูจิ้ง เป็ศิษย์สายในที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักกระบี่หลีซาน ส่วนคนนั้นดูเหมือนพวกท่านจะเคยเจอแล้ว เขามีชื่ออันจื่อเจี๋ยเป็ศิษย์สำนักโยวิ และที่บังเอิญก็คือ อสุรกายชื่อิที่เขาเลี้ยงถูกกระบี่เล่มนั้นสะบั้นใส่…”
หลังจากจ้าวซื่อไห่พูดจบ เจียงหลีกับฟานซื่อก็เอาแต่มองกันไปมองกันมา ไม่พูดอะไร…
“หึหึ…” จ้าวซื่อไห่เห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ เขาดูออกว่าทั้งคู่กำลังตกตะลึงกับฐานะของพวกเขา หากศิษย์สามสำนักใหญ่ยังไม่อาจกดข่มผู้บำเพ็ญที่ไร้สำนักสองคนนี้ละก็จะยังมีหน้าเรียกตนเองว่าสามสำนักใหญ่แห่งทะเลอูไห่ได้อีกหรือ?
“เดิมทีการหลอมกระบี่เช่นนี้ออกมา ก็ถือว่าตั้งตัวเป็ศัตรูกับสายบำเพ็ญชื่อิแห่งสำนักโยวิแล้ว ทว่าพวกข้าก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลอะไร กระบี่ที่มีมนต์สะกดสิบแปดสายเล่มนั้น เป็เพียงอาวุธอิงฝู หากนำไปตั้งขายที่เมืองวั่งไห่ ก็คงมีราคาแค่พันหินิญญาเท่านั้น ฉะนั้นพวกข้าสามคนขอซื้อมันด้วยราคาหนึ่งพันห้าร้อยหินิญญา ตกลงได้ไหม?”
“จริงสิ…” จ้าวซื่อไห่เห็นเจียงหลีกับฟานซื่อไม่พูดอะไร ก็หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยเสริม
“ข้าลืมบอกไปอีกอย่าง เื่นี้รู้ถึงหูปรมาจารย์ชื่อิแล้วด้วย หากไม่นำกระบี่นี้กลับไป เกรงว่าศิษย์แซ่อันผู้นี้คงไม่สามารถรายงานผู้เป็อาจารย์ได้ ดีไม่ดีอาจจะต้องถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลยทีเดียว หากเป็แบบนั้นคงจะไม่ดี…”
เมื่อพูดจบ จ้าวซื่อไห่ก็ไม่พูดอะไรต่ออีกเลย เขาเอาแต่มองไปที่เจียงหลีและฟานซื่อ สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว ข่มขู่ก็แล้วหลอกล่อก็แล้ว จะเลือกอย่างไร ก็ต้องดูว่าศิษย์อาจารย์คู่นี้คิดได้หรือไม่เท่านั้น
ระหว่างที่เจียงหลีและฟานซื่อกำลังพิจารณาอยู่นั้น จ้าวซื่อไห่ก็สำรวจภายในร้านไปพลางๆ ร้านหลอมอาวุธนี้ก็เหมือนกับร้านหลอมอาวุธปลายแถวทั่วไปในเมืองวั่งไห่ บริเวณกลางร้านมีเตาหลอมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ราวกับกลัวว่าคนอื่นไม่รู้ว่านี่เป็ร้านหลอมอาวุธอย่างนั้นแหละ ที่ใต้เตาหลอมก็มีเปลวไฟสีดำลุกโชน มีค่ายกลนับร้อยกำลังเปล่งแสงเรืองรอง ภายใต้การโคจรของไอิญญาก็เกิดแสงสว่างเป็ระยะ
ร้านหลอมอาวุธปลายแถวส่วนมากจะตกแต่งเช่นนี้ จะได้หลอกล่อผู้ที่ไม่รู้เื่ หากมีคนมาถาม คนในร้านก็จะคุยโม้ว่าเตาหลอมและเปลวไฟนี้ร้ายกาจ อาวุธของร้านจึงเป็อาวุธชั้นยอด รับรองว่าซื้อไปแล้วไม่ขาดทุน…
“เอ๋?”
หลังจากจ้าวซื่อไห่กวาดตาไปรอบๆ ก็พบว่ายังมีอีกคนอยู่ในร้านด้วย…
คนผู้นี้นั่งยองๆอยู่ข้างเตา เอาแต่จดจ่ออยู่กับการแก้ไขค่ายกลของเตาหลอม แม้พวกเขาทั้งสามเดินเข้ามา คนผู้นี้ก็ไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมอง
จ้าวซื่อไห่คิดว่าคนผู้นี้จะต้องเป็ช่างหลอมที่เจียงหลีและฟานซื่อจ้างมาเป็แน่ คิดได้ดังนั้นก็ไม่วายยกยิ้มออกมา คนผู้นี้ช่างไม่เลวเลย อายุยังไม่มากแต่ก็มีฝีมือ สามารถปรับปรุงแก้ไขค่ายกลเตาหลอมได้แล้ว หากกลับไปคงต้องแนะนำให้อาจารย์รู้จักหน่อยแล้ว จะได้เชิญคนผู้นี้มาช่วยปรับปรุงค่ายกลคุ้มสำนักให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะถึงอย่างไรค่ายกลคุ้มกันสำนักก็ต้องอาศัยคนนับร้อยช่วยกัน ต่อให้เพิ่มเข้าไปอีกคนก็ไม่เป็ไร หากวันหน้าประสบความสำเร็จ ก็ถือว่าเขามีบุญคุณกับอีกฝ่าย
คิดได้ดังนั้นจ้าวซื่อไห่ก็แอบชมตัวเองในใจ ‘สมกับเป็คนที่คิดทุกอย่างเพื่อสำนักจริงๆ แม้จะยุ่งแค่ไหน ก็ไม่วายคำนึงถึงผลประโยชน์ของสำนัก…’
‘จริงสิ ทำไมถึงคุ้นหน้าคนผู้นี้จัง?’
จ้าวซื่อไห่ชะงักลงเล็กน้อย หลังจากพินิจอยู่นาน ก็ยังนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน สุดท้ายจึงได้แค่ยิ้มออกมาน้อยๆ อาจเป็เพราะที่ทะเลอูไห่มีผู้บำเพ็ญมากหน้าหลายตา คงเคยเจอกันที่ไหนสักที่แต่ลืมไปแล้วก็ได้ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร
คิดได้ดังนั้นจ้าวซื่อไห่ก็เลิกเก็บมาใส่ใจ เขาหันกลับไปมองเจียงหลีกับฟานซื่ออีกครั้ง ขณะที่กำลังจะอ้าปากโน้มน้าว อันจื่อเจี๋ยที่อยู่ข้างๆก็ทนไม่ไหว
“ขอบอกพวกเ้าตามตรง ยังไงวันนี้ข้าจะต้องได้กระบี่เล่มนี้ จงมอบแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นละก็เตรียมเก็บของปิดร้านได้เลย…”
เมื่อสิ้นคำขู่ของอันจือเจี๋ย บรรยากาศในร้านก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที จ้าวซื่อไห่พยายามปริปากออกมาเหมือนจะช่วยพูดคลี่คลายบรรยากาศ ทว่าหลังจากมองซูจิ้งที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง ก็ส่ายหัวโดยพลัน ไม่คิดจะพูดอะไรออกมาอีก
“คิดจะปิดร้านข้างั้นหรือ?” คิดไม่ถึงว่าคนที่ก้าวออกมาพูดจะไม่ใช่เจียงหลีหรือฟานซื่อ แต่กลับเป็ผู้บำเพ็ญที่เอาแต่จดจ้องอยู่กับค่ายกลของเตาหลอม
ทั้งสามคนงุนงงเล็กน้อย ผู้บำเพ็ญคนนั้นลุกขึ้นมาปัดฝุ่นในมือ ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าอันจื่อเจี๋ย
“ไม่มีใครบอกหรือว่าร้านนี้เป็ของข้า?”
“ของเ้าหรือ?” อันจื่อเจี๋ยมองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้า ดูๆไปน่าจะอายุราวยี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ ที่ปลายแขนเสื้อยังเลอะเขม่าเถ้าถ่านที่ติดมาจากเตาหลอม ทั้งสกปรกและมอซอ ไอิญญาบนร่างก็แสนจะธรรมดา แต่กลับหนักแน่นยิ่งนัก
‘นี่มันขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์อัสนี!’
‘นี่เป็สัญลักษณ์ของผู้ที่ฝ่าเคราะห์ด่านแรกมาแล้ว!’
อันจื่อเจี๋ยตกตะลึงเล็กน้อย…
แต่ว่าก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
อย่างไรก็ตามอันจื่อเจี๋ยก็เป็ถึงผู้สืบทอดเคล็ดวิชามารชื่อิ ติดตามปรมาจารย์ชื่อิมานานกว่ายี่สิบปี จึงเคยเห็นยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน อีกอย่างอันจื่อเจี๋ยก็เป็ผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านที่สองแล้วด้วย หากใช้ชื่อิเข้าช่วย ก็จะมีพลังเทียบเท่าขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านที่สีเลยทีเดียว…
ดังนั้นเมื่อเจอผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์ด่านที่หนึ่งจึงไม่ได้ใเท่าไรนัก
หลังจากชะงักไปชั่วครู่ อันจื่อเจี๋ยก็ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเอ่ยถามออกมา
“เ้าเป็ใครกัน?”
“ข้าชื่อหลินเฟย เป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน”
“สำนักเวิ่นเจี้ยนอย่างนั้นหรือ?” พอได้ยินคำตอบ อันจื่อเจี๋ยก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที ‘ทำไมถึงเป็สำนักเวิ่นเจี้ยนได้ล่ะ?’
‘สาขาของสำนักเวิ่นเจี้ยนอยู่ที่หน้าผาอวิ๋นซึ่งห่างออกไปนับหมื่นลี้ หลายปีมานี้ ไม่เคยมีศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนได้ย่างกรายมาที่ทะเลอูไห่สักคน แล้วเ้าหลินเฟยคนนี้ โผล่มาได้อย่างไรกัน?’
------------------------------------------------------------------------------------
