เซียวชินอ๋องที่พากองทัพทหารใต้บังคับบัญชา มาทำศึกในครั้งนี้จำนวนสามแสนห้าหมื่นนาย ออกเดินทางจากเมืองหลวงได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว และตอนนี้กำลังแวะพักระหว่างทางกันอยู่ พวกเขายังต้องใช้เวลาเดินทางไปที่ชายแดน อีกเกือบสองเดือนจึงหยุดพักนานไม่ได้
ขณะนั้นเสี่ยวไป๋เหยี่ยวตัวผู้ สัตว์เลี้ยงของเซียวหนิงหลงได้บินโฉบลงมา บริเวณที่ท่านอ๋องใช้เป็พื้นที่พักผ่อน พร้อมส่งเสียงดังเป็การส่งสัญญาณ เมื่อท่านอ๋องได้ยินเสียงเรียกของเสี่ยวไป๋ จึงเดินออกมายื่นแขนไปด้านหน้าเป็ที่เกาะ เพราะที่ตรงนี้ไม่มีการทำที่เฉพาะให้เ้าเสี่ยวไป๋นั่นเอง
“เสี่ยวไป๋ บุตรชายข้าให้เ้ามาช่วยส่งข่าวสำคัญใช่ไหม” พอหยิบจดหมายที่ผูกติดกับขาของเสี่ยวไป๋ออกไปแล้ว ท่านอ๋องจึงพาเ้าเหยี่ยวตัวใหญ่เดินกลับเข้าไปในกระโจมทันที
เมื่อได้อ่านข้อความในจดหมาย ที่บุตรชายส่งมาให้ท่านอ๋องถึงกับเก็บอารมณ์โกรธไว้ไม่ไหว ปลดปล่อยไอสังหารอย่างรุนแรงจนปาเซี่ยที่ติดตามรับใช้ใกล้ชิด อึดอัดแทบหายใจไม่ออก เขาพยายามส่งเสียงเรียกสติท่านอ๋องอย่างยากลำบาก
“อึก ทะ ทะ ท่านอ๋อง ดะ ดะ ได้โปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ปาเซี่ยแทบจะกระอักเืออกมาอยู่แล้ว
“ขอโทษทีข้าลืมตัวไปชั่วขณะ ขอบใจเ้ามากที่ช่วยเรียกสติ” มันยากที่จะระงับความโกรธเอาไว้ได้จริง ๆ
“ฟู่ว์ ท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าซื่อจื่อส่งข่าวมาว่าอย่างไรพะย่ะค่ะ เหตุใดพระองค์ถึงได้โกรธจนปล่อยไอสังหารรุนแรงเช่นนี้” ปาเซี่ยแทบจะไม่เคยเห็นท่านอ๋องเป็เช่นนี้เท่าไหร่นัก หากไม่ใช่เื่ใหญ่ถึงชีวิตของคนในครอบครัว
“ซื่อจื่อของเ้าบอกว่า จัดการพวกแคว้นตงหนานที่ลักลอบเข้ามา ทางหลังูเาของหมู่บ้านในตำบลหย่งฝูได้สำเร็จแล้ว แต่ที่เป็ทหารจริง ๆ มีไม่ถึงหนึ่งหมื่นด้วยซ้ำ ส่วนที่เหลือพวกมันไปไล่เกณฑ์ชาวบ้าน บังคับให้เข้าร่วมเ้ากู่ผิงจ้านเอง ยังคิดวางแผนลอบสังหารข้าและซื่อจื่อ จะเป็เพราะโชคดีหรือความบังเอิญก็ช่าง แผนการนี้ของพวกมันพังไม่เป็ท่าไปแล้ว และกู่ผิงจ้านยังคิดว่าข้ายังถอนพิษเดิมออกไม่หมด จึง้าสังหารข้าในสนามรบแทน”
คู่ปรับตลอดกาลของเซียวชินอ๋องใน่วัยหนุ่มนั้น แรก ๆ วรยุทธ์อาจจะพอฟัดพอเหวี่ยง จึงไม่มีใครเป็ฝ่ายชนะแต่ก็าเ็หนักทั้งคู่ ด้วยท่านอ๋องเป็เชื้อพระวงค์ ทั้งยังเป็พระอนุชาของฮ่องเต้ไม่อาจผ่อนปรนการฝึกฝนได้ ด้วยมีคนชั่วคอยจ้องเล่นงานพระเชษฐาอยู่ตลอดเวลา ทำให้วรยุทธ์ล้ำหน้ากู่ผิงจ้านไปหนึ่งขั้น เมื่อกลับมาปะทะฝีมือกันอีกครั้งในสนามรบ
แคว้นทั้งสองห่างหายจากการทำาไปนับสิบปี เหมือนว่าทุกอย่างจะดีขึ้นหากมิใช่ท่านอ๋อง ที่ต้องนำทัพไปปราบพวกนอกด่านจนถูกพิษ ทำให้การฝึกฝนพลังยุทธ์ต้องหยุดชะงักลง ไม่เช่นนั้นจะทำให้อายุสั้นเร็วกว่าเดิม ซึ่งกู่ผิงจ้านคงหวังใช้เื่นี้คิดจัดการแคว้นฉู่ โดยไม่เห็นแม่ทัพคนอื่นอยู่ในสายตาเขาอย่างแน่นอน
“สรุปว่าเสนาบดีกรมการโยธา เลือกพรรคพวกที่เป็คนฉลาดแต่ไม่เฉลียวเสียเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ที่เมืองหลวงคงจะรู้ข่าวเื่การเคลื่อนทัพของท่านอ๋องแล้ว แต่คงสายเกินไปที่จะหยุดยั้งได้ป่านนี้คงจะโมโหน่าดู ไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นถวายฎีกาขอเข้าเฝ้าฝ่าาแต่ก็คงไม่ทันการณ์แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” ถูกหน่วยลับของท่านอ๋องปิดหูปิดตาเอาไว้ทุกทางเช่นนั้นจะทำอันใดได้
“เสร็จจากการทำศึกครั้งนี้ และกลับไปถึงเมืองหลวงเมื่อไหร่ละก็ ข้าจะเล่นเป็เพื่อนท่านเสนาบดีกรมการโยธาสักหน่อย จากนั้นค่อยยื่นหลักฐานต่อฝ่าาให้พระองค์เป็ผู้ลงโทษทัณฑ์ ที่พวกมันสมควรได้รับแน่นอน เ้าเองก็รอรับคำสั่งจากข้า ไปทำเื่สนุกได้เลยปาเซี่ย” จัดการคนอย่างเสนาบดีกรมการโยธาเยี่ยเกาจง ต้องค่อย ๆ ต้อนให้จนมุมแล้วเชือดทิ้งทีหลังถึงจะสาสม
“กระหม่อมจะรอรับคำสั่งจากท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” แต่อย่างแรกต้องมีชีวิตรอดกลับเมืองหลวงเสียก่อนล่ะนะ ถึงจะทำภารกิจสำคัญเช่นที่ท่านอ๋องพูดได้
“เ้าไปบอกทุกคนว่าคืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่เสีย พอถึงยามเหม่าเตรียมตัวออกเดินทางไปชายแดนทันที จะชักช้าอีกไม่ได้แล้วพวกเราต้องไปตั้งค่ายที่นั่น ก่อนแคว้นตงหนานจะยกทัพมาถึง” ครั้งนี้ต้องเร่งฝีเท้าเดินทางกันแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” ปาเซี่ยคำนับชินอ๋องก่อนจะรีบออกจากกระโจมไปทันที
ท่านอ๋องไม่ลืมตอบกลับจดหมายของบุตรชาย และให้อาหารกับเสี่ยวไป๋เป็รางวัล สำหรับการเดินทางไกลอีกครั้ง หากาครั้งนี้ยังไม่อาจทำให้ฮ่องเต้ตงเยี่ยนเหอ ลดความทะเยอทะยานได้ รอเขาจัดการเื่คนทรยศแคว้นฉู่ได้เมื่อไหร่ จะยกทัพใหญ่บุกเข้าไปยึดแคว้นตงหนาน นำมาเป็ส่วนหนึ่งของแคว้นฉู่ซะ ชาวบ้านตาดำ ๆ เ่าั้ จะได้พ้นทุกข์จากฮ่องเต้เช่นนั้นเสียที
ด้านตำบลหย่งฝูที่ตอนนี้กลับมาคึกคัก และมีชีวิตชีวาขึ้นแต่ก็ยังไม่ประมาทกับเื่ศึกา การค้าขายเปิดทำการได้ปกติแล้ว เซียวหนิงหลงที่กลับมาถึงที่นี่เมื่อคืน ก็เข้าไปพักยังบ้านเช่าโดยก้งเยว่จัดการเช่าบ้าน หลังที่อยู่ติดกันเอาไว้เพิ่มอีกหนึ่งหลัง
ส่วนเจียวมิ่งกับก้งคุนตามมาทีหลัง พร้อมรถม้าใส่หีบสมบัติของตระกูลฮั่ว พวกเขาขนสมบัติมาจนหมดจริง ๆ ไม่มีเหลืออะไรให้ดูต่างหน้าแม้แต่น้อย เล่นเอาก้งเยว่ถึงกับตกตะลึงกับหีบสมบัติมากมาย จนต้องแบ่งห้องเอาไว้หนึ่งห้องเพื่อเป็ที่เก็บสมบัติเหล่านี้
เจียวมิ่งได้บอกกับเซียวหนิงหลงว่า ที่เอามาจนหมดเพราะนึกถึงกองทัพที่มีคนจำนวนมาก ซึ่งเสบียงที่ใช้ในแต่ละวันย่อมมากตามไปด้วย พวกเขาจึงคิดจะใช้เงินทองพวกนี้ ไว้ซื้อเสบียงส่งไปให้กองทัพอีกที และเซียวหนิงหลงก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ของพวกเขา
“ซื่อจื่อขอรับเงินทองมากมายพวกนี้ ถ้าเราใช้ซื้อเสบียงอาหารจากชาวบ้าน ที่ทำการเพาะปลูกไว้จะดีหรือไม่ขอรับ” ก้งคุนเอ่ยถามความคิดเห็นของเซียวหนิงหลงในการใช้เงินเหล่านี้
“การเตรียมเสบียงเอาไว้ล่วงหน้า ย่อมเป็เื่ดีสำหรับกองทัพ แต่ตอนนี้ชาวบ้านยังต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ถึงพวกเรามีเงินทองมากมาย ก็อาจจะหาซื้อเสบียงได้ไม่ง่ายนัก” เซียวหนิงหลงคิดมาถึงตรงนี้ก็อดรู้สึกเห็นใจชาวบ้านแถบชายแดนเหล่านี้ไม่ได้ เมื่อใดเกิดมีศึกาก็ต้องหยุดทุกอย่างเพื่อหนีตาย อาหารการกินที่แต่เดิมว่าหายากแล้ว
ก็ยิ่งยากมากขึ้นไปอีกกว่าจะกลับมาเป็เช่นเดิม
“ซื่อจื่อทำไมไม่ลองไปปรึกษาเื่นี้กับคุณหนูลู่ชิงดูเ้าคะ นางทำอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าเนื้อหรือผักล้วนทำได้อร่อยทุกอย่าง และด้านหลังร้านก็มีแปลงผักที่ปลูกเอาไว้ด้วยเ้าค่ะ บางทีเื่นี้คุณหนูลู่ชิงอาจจะช่วยพวกเราได้นะเ้าคะ” ก้งเยว่คิดว่าสำหรับเื่อาหารถ้าปรึกษาคุณหนูลู่ชิง น่าจะดีกว่ามานั่งคิดมากจนหาทางออกไม่ด้เช่นตอนนี้
“ถ้าก้งเยว่ไม่พูดข้าคงจะลืมไปแล้วแน่ ๆ ซื่อจื่อขอรับ ข้าน้อยได้ขออนุญาตคุณหนูลู่ชิงว่าถ้ากองทัพของเรามาถึงชายแดน จะนำสูตรหมักเนื้อย่างที่ร้านไปทำให้ทหารในกองทัพได้กิน ซึ่งคุณหนูก็ได้เอ่ยอนุญาตไว้แล้วทั้งยังกำชับอีกว่า หากกองทัพมาถึงเมื่อไหร่ให้บอกนางอีกครั้ง เพื่อที่นางจะได้เตรียมเครื่องปรุงในการทำน้ำหมักไว้ขอรับ” เจียวมิ่งที่นึกขึ้นได้ว่า ตนขอสูตรหมักเนื้อย่างของลู่ชิงเอาไว้จนเกือบจะลืมไปแล้ว
“พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยไปที่ร้านอาหารพร้อมกัน ส่วนคืนนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด เหนื่อยกันมาหลายวันแล้ว” เซียวหนิวหลงได้ฟังเจียวมิ่งบอกว่าขอสูตรหมักเนื้อย่างของลู่ชิงไว้แล้ว หมายความว่าเ้าพวกนี้ได้กินเนื้อย่างแสนอร่อยไปหลายครั้งแล้วงั้นรึ
‘ไม่ได้! พรุ่งนี้ข้าจะต้องได้กินเนื้อย่างแสนอร่อยแบบนั้นบ้าง จะปล่อยให้เ้าพวกนี้ เอาไปคุยโม้กับทุกคนในกองทัพได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้รับรู้เลยว่ามันอร่อย ถึงขั้นเจียวมิ่งขอสูตรของชิงเอ๋อร์มาได้’
“ขอรับ!!/เ้าค่ะ!!”
และคืนนี้ทุกคนต่างได้นอนพักผ่อนร่างกายอย่างเต็มที่เสียที หลังจากต้องกังวลกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นานนับเดือน
เช้าวันต่อมา่ปลายยามเหม่า เซียวหนิงหลงก็พาผู้ติดตามทั้งหลาย มายืนรออยู่หน้าร้านอาหารตระกูลสวีแล้วเรียบร้อย เพราะปกติหน้าร้านจะเปิดเวลานี้ทุกวันอยู่แล้ว พวกเขารอเพียงไม่นานประตูร้านก็เปิดออก โดยคนเปิดร้านวันนี้เป็ลู่จื้อนั่นเอง
“อ้าว พี่ชายเซียวพวกท่านมากันแต่เช้าเลยนะขอรับ เข้ามานั่งด้านในก่อนเถิด อีกประเดี๋ยวอาหารก็พร้อมทานแล้วขอรับ” ลู่จื้อแปลกใจนิดหน่อยที่เปิดประตูออกมา ก็เจอทุกคนยืนรออย่างเป็ระเบียบ
“อาจื้อเดี๋ยวพวกเราช่วยเ้าเปิดร้าน เตรียมจัดโต๊ะดีกว่าจะได้เสร็จเร็ว ๆ เผื่อลูกค้าอยากมานั่งทานอาหารที่ร้าน เพราะหยุดขายไปตั้งหลายวันลูกค้าต้องมาเยอะแน่นอน” ก้งเจี้ยรีบเสนอตัวไปช่วยลู่จื้อจัดร้านเตรียมร้านก่อนใคร
“ใช่แล้ว ๆ ข้าเองก็จะไปช่วยก่อเตาถ่านด้านหลังร้านก่อนนะ พอเนื้อหมักได้ที่พวกเราจะได้ช่วยกันย่าง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนานเกินไป” เจียวมิ่งก็อีกคนเขาชอบย่างเนื้อหอม ๆ มากกว่ายืนอยู่หน้าร้าน บางครั้งยังได้ชิมเนื้อย่างก่อนใคร เจียวมิ่งถึงได้ชอบเื่นี้นัก
“สวัสดีตอนเช้าเ้าค่ะ อ้าว? ทำไมพวกท่านถึงได้มาที่ร้านแต่เช้าล่ะเ้าคะ น่าจะพักผ่อนอีกสักหน่อย เหน็ดเหนื่อยมาตั้งหลายวันไม่ต้องรีบมาช่วยพวกเราที่ร้านก็ได้เ้าค่ะ” ลู่ชิงเดินลงมาจากชั้นบนก็แปลกใจ กับการมาอยู่ที่ร้านของเซียวหนิงหลงและคนอื่น ๆ
“ไม่เป็ไรหรอกชิงเอ๋อร์พวกเราชินกับเื่เช่นนี้แล้วล่ะ อีกอย่างที่มาแต่เช้าเพราะพี่มีเื่อยากจะปรึกษากับเ้าและท่านน้า เ้าพอจะมีเวลาก่อนเปิดร้านสักหน่อยไหม” เขากระดากอายเล็กน้อยที่ต้องมาขอคำปรึกษาจากนางแต่เช้าเช่นนี้
“ได้สิเ้าคะนี่ก็ใกล้ได้เวลาที่สหายของพี่ชายจะมาถึงแล้ว คนช่วยงานมีอีกหลายคนเลยเ้าค่ะ เช่นนั้นพี่ชายเซียวไปนั่งตรงซุ้มศาลาข้างร้านรอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปตามท่านพ่อในครัวแล้วจะไปคุยกับท่าน อ้อ พี่เจียวมิ่งเนื้อหมูหมักอยู่ในหม้อใบใหญ่ในครัว ถ้าติดเตาถ่านเสร็จแล้วยกออกไปย่างได้เลยนะเ้าคะ” ลู่ชิงบอกเซียวหนิงหลงให้ไปรอที่ซุ้มศาลาข้างร้าน ที่บรรยากาศร่มรื่นรอนางกับบิดา และยังไม่ลืมกำชับเจียวมิ่งเื่ย่างเนื้ออีกด้วย
“คุณหนูวางใจได้ ข้าจะจัดการให้เป็อย่างดีขอรับ” เจียวมิ่งหันไปพยักหน้าชวนก้งคุนกับตันเจียงไปช่วยเขาติดเตา และยกหม้อใบใหญ่ที่มีเนื้อหมักอยู่มากมาย พร้อมขึ้นเตาย่างออกไปเตรียมไว้ด้านนอก
เซียวหนิงหลงให้ก้งเยว่เฝ้าอยู่หน้าร้าน ส่วนตนเองเดินไปนั่งรอตามที่ลู่ชิงบอกทันที ไม่ถึงหนึ่งจิบชาเขาก็เห็นว่า ลู่ชิงเดินมาพร้อมกับท่านน้าลู่เวิน
“อาเซียว ชิงเอ๋อร์บอกกับน้าว่า เ้ามีเื่อยากจะปรึกษาพวกเรางั้นรึ มีเื่อันใดที่เป็กังวลก็บอกออกมาเถิด ถ้าช่วยได้น้าย่อมช่วยอยู่แล้ว” ลู่เวินมาถึงก็ถามเซียวหนิงหลงตรง ๆ ในทันที
“อ้อ จะว่าเป็เื่สำคัญก็ได้ขอรับท่านน้า เมื่อคืนข้ากับทุกคนได้นั่งพูดคุยกัน เื่เสบียงสำหรับกองทัพขอรับ พวกเรามีเงินพอที่จะหาซื้อเสบียงได้ แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนย่อมเก็บเอาไว้สำหรับคนในครอบครัว แม้จะอยากได้เงินก็คงไม่ยอมขายอย่างแน่นอน ร้านค้าต่าง ๆ ที่พอมีสินค้าขายก็อาจจะไม่เพียงพอ ข้าจึงอยากมาปรึกษาท่านน้ากับชิงเอ๋อร์ว่า พอจะมีทางช่วยเื่นี้อย่างไรได้บ้างขอรับ” เซียวหนิงหลงพูดแล้วก็ถอนหายใจเพราะคิดไม่ตกเช่นกัน
“ท่านพ่อ พี่ชายเซียว ทำไมต้องทำหน้าตากลัดกลุ้มถึงเพียงนั้นด้วยเ้าคะ เื่นี้ไม่เห็นยากเลยสักนิด ยังพอมีเวลาอีกสองเดือนกว่ากองทัพจะมาถึงชายแดน และพวกเขายังคงพอมีเสบียงติดมาด้วยให้พอกินอิ่มท้องไปได้หลายมื้อนี่เ้าคะ” ลู่ชิงนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็คิดตามไปด้วย จึงพอจะมองช่องโหว่เื่เสบียงได้
“หือ ชิงเอ๋อร์เ้าบอกว่าเื่นี้ไม่ยากเช่นนั้นหรือ เ้ามีวิธีอะไรไหนลองพูดให้พ่อกับอาเซียวฟังสักหน่อยเป็ไร” ลู่เวินที่ทำหน้าครุ่นคิดถึงปัญหา ก็ต้องแปลกใจที่บุตรสาวบอกว่าไม่ยาก
“นั่นสิชิงเอ๋อร์ เ้าลองบอกพวกเราให้เข้าใจหน่อยเถิด” ถ้านางมีวิธีจัดการเื่นี้ได้จริง เขาจะยกหีบสมบัติที่ยึดมาทั้งหมดของตระกูลฮั่วให้นางไปเลย
“ไอหยา นี่พวกท่านลืมไปหรือเ้าคะ ว่าที่ตำบลหย่งฝูและที่เมืองหย่งจินมีที่ดินหลวงตั้งกี่พันหมู่ หากพี่ชายเซียวนำเงินสำหรับซื้อเสบียงจัดแบ่งไปหาซื้อพวกเมล็ดพันธุ์ผัก ที่ใช้เวลาปลูกไม่นานก็เก็บกินได้แล้ว และจ้างชาวบ้านให้มาช่วยกันปลูกช่วยกันดูแล พอกองทัพมาถึงพวกเขาก็มีเสบียงจำนวนมากพร้อมแล้วเ้าค่ะ
ถ้าระยะทางจากเมืองหย่งจินไปถึงชายแดน ใช้เวลาเดินทางไม่นานทหารเ่าั้ ก็ยังจะมีผักสด ๆ ไว้ทำอาหารด้วยนะเ้าคะ และข้าจะให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอันผิง ช่วยกันทำเนื้อหมูแดดเดียวเอาไว้เยอะ ๆ เพราะมันอร่อยกว่าเนื้อตากแห้ง เพียงแต่พี่ชายเซียวจ่ายค่าแรง และซื้อเนื้อหมูหรือจะให้ทหารที่อยู่บนเขา ช่วยล่าหมูป่ามาด้วยก็ได้ หากเริ่มทำั้แ่ตอนนี้พืชผักและเนื้อหมูแดดเดียว ย่อมพร้อมสำหรับส่งไปชายแดนได้ทันเวลาอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” ลู่ชิงบอกถึงความคิดของตนเองออกไป ให้กับบิดาและเซียวหนิงหลงได้ฟัง ซึ่งทั้งสองเองถึงกับหันมามองหน้ากัน เนื่องจากคาดไม่ถึงว่าลู่ชิงจะคิดวิธีนี้ออกมาได้
“ชิงเอ๋อร์การปลูกผักใช่ว่าจะไม่ดีหรอกนะ ชาวบ้านที่ปลูกผักออกมาได้ ส่วนมากจะแคระแกร็นไม่น่ากินเท่าไหร่นัก แต่พวกเขาก็ต้องกินเพื่อประทังชีวิต” ลู่เวินเข้าใจว่าบุตรสาวช่วยคิดวิธีการที่ดีออกมาได้ แต่ผลลัพธ์มันจะคุ้มกับเงินที่เสียไปหรือ
“หรือว่าชิงเอ๋อร์มีวิธีแก้ปัญหาทำให้ผักเติบโตสมบูรณ์ได้ เ้าลองอธิบายวิธีการเ่าั้ได้ไหม ว่าต้องทำอย่างไรให้ผักเจริญเติบโตได้ดี ที่ผ่านมาหากมิใช่พื้นที่อุดมสมบูรณ์จริง ๆ ผักที่ปลูกได้จะเป็เช่นที่ท่านน้าพูดมาเสมอ” เซียวหนิงหลงเชื่อว่าลู่ชิงมีวิธีทำให้ผักที่ปลูกนั้นเติบโตได้แน่นอน
“ที่แท้ท่านพ่อกังวลเื่นี้เองหรือเ้าคะ ตอนที่อยู่หมู่บ้านอันผิงข้าก็สังเกตเห็นแปลงผักของบ้านเรา และในแปลงผักของคนอื่น ๆ ถึงแม้จะอยู่ใกล้แหล่งน้ำสามารถทำการเพาะปลูกได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผักไม่โตอย่างที่ควรจะเป็ เพราะขาดการบำรุงดินเ้าค่ะ
หากเราจะทำการเพาะปลูกครั้งนี้ต้องบำรุงดินเสียก่อน โดยการพลิกหน้าดินขึ้นมาตากแดดสักสามวัน เพื่อให้ดินแห้งจากนั้นนำเอามูลของสัตว์ เช่น วัว ม้า ไก่ เอามาผสมกับดินที่ตากไว้ คลุกเคล้ามูลสัตว์กับดินให้เข้ากัน รดน้ำให้ชุ่มและนำฟางข้าวมาคลุมหน้าดินไว้ เป็การช่วยป้องกันไม่ให้หน้าดินแห้งเร็วจนเกินไปจนทำให้ดินแน่นผักก็จะไม่โต
เมื่อเตรียมดินขึ้นแปลงเรียบร้อยก็นำต้นกล้าผักที่เพาะแยกเอาไว้ มาปลูกด้วยการขุดหลุมที่มีระยะห่างพอดี ๆ ได้แล้วเ้าค่ะ ส่วนการรดน้ำก็ทำเป็ปกติเช้าเย็นและดูแลเื่วัชพืชเท่านั้น ภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์พวกท่านจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน” ลู่ชิงพูดจบพร้อมกอดอกเชิดใบหน้าเล็ก ๆ นั่นขึ้นอย่างมั่นใจ
“ชิงเอ๋อร์วิธีการของเ้าทำไม่ยากเลย พี่เชื่อว่ามันจะต้องได้ผล เช่นนั้นพี่จะทำตามวิธีที่เ้าแนะนำมาก็แล้วกัน เื่การปลูกผักพี่จะให้ชาวบ้านหมู่บ้านอื่น ๆ ได้มีส่วนเรียนรู้ตรงนี้ด้วย แต่เื่ทำเนื้อหมูแดดเดียวของเ้า พี่คงรบกวนให้คนในหมู่บ้านอันผิงทำเพียงที่เดียวเท่านั้น เพราะพี่มั่นใจว่าหมู่บ้านนี้น่าจะเชื่อใจได้มากกว่า สถานการณ์มันยังไม่เข้าที่เข้าทาง จึงต้องระวังกันเอาไว้ก่อน หวังว่าท่านน้ากับชิงเอ๋อร์จะเข้าใจนะขอรับ” เซียวหนิงหลงสบายใจเื่เสบียงกองทัพไปเปราะหนึ่ง แต่ยังคงไม่อาจวางใจได้ทั้งหมด
“อาเซียวอย่าได้คิดมากคนที่หมู่บ้านอันผิง เหลือแค่คนที่ทำงานส่งให้ครอบครัวพวกเราเท่านั้นเ้าสบายใจได้ พวกเราจะช่วยกันจนสุดความสามารถอย่างน้อยสิ่งนี้ก็ถือว่า เป็การช่วยแคว้นของเราอีกทางหนึ่ง” ลู่เวินคิดว่าวิธีนี้คงดีต่อชาวบ้าน ที่จะได้ตอบแทนทหารที่เสียสละปกป้องแคว้น แม้จะเป็เพียงแค่เื่เล็กน้อยก็ตาม
“พี่ชายเซียวอย่าได้เคร่งเครียดไปเลย มีเื่ไม่สบายใจก็เล่าให้พวกเราฟังได้ ถึงแม้จะช่วยจัดการไม่ได้แต่ก็เป็ผู้ฟังที่ดี หากท่านเคร่งเครียดมาก ๆ เกิดหน้าแก่เร็วขึ้นมาจะทำยังไงละเ้าคะ” ลู่ชิงพูดหยอกเย้าให้เซียวหนิงหลง เลิกทำหน้าตาที่ดูเป็คนคิดมากอยู่ตลอดเวลา
“ชิงเอ๋อร์ประเดี๋ยวเถอะ เลิกล้อพี่เขาเช่นนั้นได้แล้วพวกเราไปเตรียมตัวทานมื้อเช้ากันดีกว่า อีกสักพักลูกค้าคงจะเริ่มมากันแล้วล่ะ กลิ่นเนื้อย่างลอยมาจนพ่อเริ่มจะหิวขึ้นมาจริง ๆ อาเซียวก็คงเป็เหมือนกันใช่ไหม” ลู่เวินเอ่ยปรามบุตรสาว และชวนเซียวหนิงหลงเข้าไปทานมื้อเช้าด้วยกัน
“ขอรับท่านน้า” เขาลุกเดินตามสองพ่อลูกเข้าไปในร้าน กลิ่นเนื้อย่างมันหอมเช่นนี้นี่เอง เ้าพวกนั้นถึงได้ดีใจที่ชิงเอ๋อร์ยกหน้าที่ย่างเนื้อให้
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ ลูกค้าก็เริ่มทยอยมากันเรื่อยๆ และวันนี้ที่ร้านอาหารตระกูลสวี มีคนงานเพิ่มขึ้นอีกหลายคน ยิ่งเซียวหนิงหลงที่ไปช่วยลู่ชิงขายน้ำหลากสี ก็เรียกลูกค้าสตรีได้มากทีเดียว เพราะใบหน้าที่หล่อเหลาราวเทพบุตร แม้จะทำหน้าเ็าสตรีเ่าั้ก็หาได้กลัวไม่
แต่ไม่รู้ว่าเป็ชะตาฟ้าลิขิตหรืออย่างไร อู๋เสียนจงบุตรชายคนที่สามของอู๋เจียงสงกับอนุคนหนึ่ง ได้เดินทางมายังเมืองหย่งเหลียน เขาเพิ่งได้รับโอกาสจากบิดาเข้ามาช่วยเื่ค้าขาย และเขาได้ยินพ่อค้าหลายคนพูดถึงอาหารอร่อยขึ้นชื่อของตำบลหย่งฝู เขาจึงคิดอยากมาลิ้มลองเสียหน่อย แต่ไม่คิดว่าเ้าของร้านอาหารแห่งนี้ จะเป็ของพี่ชายคนรองที่ถูกไล่ออกจากตระกูล หากเขานำเื่ที่ลู่เวินหาเงินได้จำนวนมาก จากการขายอาหารไปบอกบิดาหรือได้สูตรอาหารทั้งหมดกลับไปด้วย บิดาจะต้องชื่นชมในตัวเขายิ่งกว่าอู๋ติ้งเกาเป็แน่
ตัวของอู๋เสียนจงคิดว่าทุกอย่าง คงจะทำได้ง่ายดายกับครอบครัวของลู่เวิน เนื่องจากตอนที่อยู่ในตระกูลคนอื่นล้วนรังแกพวกเขาได้ทั้งนั้น และยิ่งถูกไล่ออกมาจากตระกูลเช่นนี้ ถ้าเขาจะข่มขู่เอาสูตรอาหารทั้งหมด ทำไมจะทำไม่ได้ในเมื่อเขามีคนสนิทที่มีฝีมือ แต่อู๋เสียนจงก็ทำได้เพียงแค่จินตนาการเท่านั้น เพราะเขาจะกลับเมืองหลวงด้วยสภาพของคนพิการ ที่นอนเป็ผักบนเตียงไปตลอดชีวิตแทน
