ราตรีกาลเป็ดังสายน้ำ แสงจันทร์นวลอ่อนอาบไล้ลงมาเบื้องล่าง ปกคลุมเมืองหลวงแคว้นจื่อจินให้ตกอยู่ในภวังค์ของความเงียบสงบ
หลังจากการทดสอบของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์สิ้นสุดลงในคืนนั้น คะแนนของเยี่ยเฉินเฟิงและคนอื่นๆ ก็เป็ที่ร่ำลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ส่วนเื่ที่เยี่ยเฉินเฟิงต่อสู้ปะทะกับพวกเซินถูเสวี่ยรวมไปถึงเื่พร์ดุจปีศาจของเขา กลับถูกสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ปกปิดไว้อย่างมิดชิด คนนอกแทบจะไม่มีทางทราบเื่เ่าั้ได้เลย
ภายในคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย
“ท่านพ่อ ผลการทดสอบของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ออกมาแล้ว” เยี่ยอี้ไห่ที่ออกไปสืบข่าวก่อนใครก็วิ่งหืดหอบกลับเข้ามายังคฤหาสน์อันเก่าแก่ของตระกูลเยี่ย
“เยี่ยเฉินเฟิงผ่านการทดสอบของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์หรือไม่?”
เยี่ยชิงชวนที่กำลังดื่มชาอยู่ภายในห้องตำรารีบวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างร้อนรน ก่อนจะเอ่ยปากสอบถาม
“เยี่ยเฉินเฟิงไม่ทำให้พวกเราผิดหวังจริงๆ ด้วย เขาได้อันดับหนึ่งจากการทดสอบทั้งสามด่านเลย ผ่านเข้าไปเป็ศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ผู้าุโหลิวที่ขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวดยังเอ่ยชมเขาไม่ขาดปาก” เยี่ยอี้ไห่กล่าวรายงานเื่ราวที่ตนสืบทราบมาทั้งหมดให้เยี่ยชิงชวนผู้เป็ประมุขของตระกูลฟัง
“อันดับหนึ่งทั้งสามด่าน!” แม้ว่าเยี่ยชิงชวนจะประเมินเยี่ยเฉินเฟิงไว้สูงแล้วก็ตาม แต่พอได้ยินคะแนนทั้งหมดของเขากับหูของตัวเองความประหลาดใจก็ยังฉายชัดบนใบหน้าอยู่ดี
เห็นท่าทางตะลึงงันของเยี่ยชิงชวนแล้ว เยี่ยอี้ไห่ก็ได้แต่ระบายยิ้มขมขื่น ตอนที่เขาได้ยินผลคะแนนของเยี่ยเฉินเฟิงครั้งแรกก็ไม่ต่างไปจากเยี่ยชิงชวนนักหรอก นอกจากใแล้วก็ยังจะใซ้ำไปอีก
เพราะการที่ศิษย์จากเมืองหลวงแคว้นจื่อจินจะมีชัยอยู่เหนือตระกูลยุทธ์โบราณและแย่งชิงอันดับหนึ่งมาครองได้นั้น เป็เื่ที่ผ่านมานานถึงสามสิบกว่าปีแล้ว
“เฮ้อ พวกเรามองผิดไปแล้วจริงๆ เยี่ยเฉินเฟิงคนนี้เป็เหมือนัที่เร้นกายในที่ลึกล้ำ เกรงว่าตระกูลเยี่ยของเราจะพลาดโอกาสเดียวที่จะลุกผงาดได้ไปเสียแล้ว”
เมื่อทราบถึงผลคะแนนอันยอดเยี่ยมของเยี่ยเฉินเฟิง เยี่ยชิงชวนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ภายในน้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยการตำหนิตนเองและความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
“ท่านพ่อ ท่านจะลองออกหน้าไปเจรจากับเยี่ยเฉินเฟิงดูหน่อยไหม บางทีเขาอาจจะยอมเห็นแก่หน้าของพี่ใหญ่ หวนระลึกความสัมพันธ์ครั้งเก่าแล้วยอมกลับมาที่ตระกูลเยี่ยของพวกเราก็ได้” เยี่ยอี้ไห่มองดูเยี่ยชิงชวนที่กำลังกล่าวโทษตนเองพลางกล่าวถามขึ้น
“เฮ้อ เอาอย่างนั้นก็ได้ พวกเราลองหาวิธีนัดเยี่ยเฉินเฟิงออกมาพูดคุยดู หวังว่าเขาจะเห็นแก่หน้าของเยี่ยเสวียนเสียงและยอมกลับมาอยู่กับพวกเรานะ” เยี่ยชิงชวนพยักหน้ารับพร้อมกล่าวตอบ
ในขณะที่ตระกูลเยี่ยกำลังเสียดายผลคะแนนอันยอดเยี่ยมของเยี่ยเฉินเฟิงอยู่นั้น ตระกูลเจียงผู้เป็อันดับหนึ่งของเมืองหลวงแคว้นจื่อจินก็กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายเช่นกัน เนื่องจากผลคะแนนอันพลิกฟ้าพลิก์ของเยี่ยเฉินเฟิง
“ไม่คิดเลยว่าไอ้เด็กเวรนั่นจะปิดบังพลังได้แเีขนาดนี้ ต้องหาวิธีกำจัดมันให้ได้โดยเร็วแล้วล่ะ ขืนปล่อยให้มันได้เติบโตไปมากกว่านี้ เกรงว่าจะกลายเป็อุปสรรคชิ้นใหญ่ต่อตระกูลเจียงของพวกเราได้”
เจียงจงสยงประมุขตระกูลเจียงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะแปดเหลี่ยมเบาๆ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านพ่อ ท่านกลัวว่าเยี่ยเฉินเฟิงมันจะสืบจนรู้สาเหตุการตายของเยี่ยเสวียนเสียง แล้วจะมาล้างแค้นตระกูลเจียงพวกเราหรือ?” เจียงสืออวี่บุตรชายคนโตของเจียงจางสยงเอ่ยถามขึ้น
“มิผิด แม้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะไม่ได้มีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเยี่ยสักเท่าไหร่ แต่เขาก็มีเยี่ยเสวียนเสียงเป็ผู้เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ หากเขารู้ขึ้นมาว่าเยี่ยเสวียนเสียงถูกพวกเราจ้างคนวางยาพิษจนตายขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ตามมาเกรงว่าจะหนักหนาสาหัส” เจียงจางสยงกล่าวบอกอย่างเคร่งเครียด
“ท่านปู่ อันที่จริงไม่ต้องกังวลหรอกว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะเป็อันตรายต่อพวกเราในภายภาคหน้า อย่างไรเสียก็ต้องมีคนจัดการเขาอยู่แล้ว”
ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องโถงหลักของตระกูลเจียงกำลังอึมครึมอยู่นั้น เจียงอี้จวิน อัจฉริยะของตระกูลเจียงที่เพิ่งจะนำข่าวกลับมาจากสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ก็พลันเอ่ยขึ้น
“อี้จวิน ใครจะช่วยพวกเราจัดการกับเยี่ยเฉินเฟิงหรือ?” คิ้วสีขาวของเจียงจางสยงยกขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม
“ตระกูลเซินถูและตระกูลซั่งกวน” เจียงอี้จวินเอ่ยตอบ
“ทำไมล่ะ เยี่ยเฉินเฟิงไปล่วงเกินสองตระกูลยุทธ์โบราณนั่นรึ” เจียงจางสยงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
แม้ตระกูลเจียงจะเป็ตระกูลอันดับหนึ่งของแคว้นจื่อจิน แต่ไม่ว่าจะด้านเส้นสนกลในหรือด้านพลังที่แท้จริงโดยรวม ตระกูลเจียงล้วนเทียบกับสองตระกูลยุทธ์โบราณนั้นไม่ได้เลย
“อื้อ ได้ยินมาว่าตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงข้ามผ่านเทือกเขาจื่ออวิ๋นได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงกับเซินถูเสวี่ย เซินถูเหยี่ยและซั่งกวนเผิงเข้าน่ะ แล้วสุดท้ายยังไปยั่วโทสะของผู้าุโคนหนึ่งของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ซ้ำอีก” เจียงอี้จวินพยักหน้ารับคำ กล่าวรายงานข่าวที่สืบทราบมาได้
ทว่าพวกเซินถูเสวี่ยตั้งใจปกปิดเื่ที่พวกเขาสังหารเหวินเฟยหงและตามล่าเยี่ยเฉินเฟิง ดังนั้นข้อมูลที่เจียงอี้จวินสืบทราบมาได้จึงเป็เพียงเื่ผิวเผินเท่านั้น
“หากว่าเป็เช่นนั้นจริงก็ดีน่ะสิ เมื่อใดที่สองตระกูลใหญ่นั่นร่วมมือกันจัดการกับเยี่ยเฉินเฟิง ไอ้เด็กเวรนั่นก็ไม่เหลือทางรอดแล้ว” เจียงจางสยงเผยรอยยิ้มเหมือนได้ยกูเาออกจากอก กล่าวขึ้นอย่างผ่อนคลาย
“อี้จวิน กลับไปสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์คราวนี้ก็คอยจับตาดูเ้าเยี่ยเฉินเฟิงเอาไว้ล่ะ สบโอกาสเมื่อไหร่ก็จัดการเชือดมันทิ้งเสีย จะได้เป็การตัดไฟั้แ่ต้นลม” เจียงจางสยงเอ่ยขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม
“วางใจได้เลยท่านปู่ ข้ารู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไร” เจียงอี้จวินพยักหน้ารับคำพลางกล่าวตอบ
ในขณะที่การทดสอบของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์จบลงและทุกคนต่างพากันแยกย้ายกลับนั้น เยี่ยเฉินเฟิงและอีกห้าคนที่เหลือก็ตามผู้าุโหลิวไปลงทะเบียนตามขั้นตอนเพื่อเข้าสู่สำนัก ได้รับป้ายแสดงฐานะประจำตัวของแต่ละคนและกลายเป็ศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์อย่างเป็ทางการ
ส่วนเื่ของชายร่างใหญ่ที่ถูกเยี่ยเฉินเฟิงสังหารทิ้งไปก็ถูกเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่นี้ดึงความสนใจไปหมดสิ้นจนไม่มีใครสังเกตเห็น ทำให้จีชิงเสวี่ยที่กำลังวิตกกังวลอยู่ผ่อนคลายลงไปได้มาก
“เรือนทั้งหกหลังนี้จะเป็ที่พักอาศัยของพวกเ้านับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เฉินเฟิง เ้าได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบครั้งนี้ เพราะฉะนั้นเ้าจะได้เป็คนเลือกก่อน” ผู้าุโหลิวหยิบแผนที่ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ที่มีสัญลักษณ์แปะอยู่เต็มไปหมดออกมา แล้วชี้ลงไปบนเรือนที่ยังว่างทั้งหกหลังบนแผนที่พร้อมเอ่ยขึ้น
“ข้าเลือกหลังนี้ก็แล้วกัน”
เยี่ยเฉินเฟิงชอบความสงบสุข ดังนั้นเขาจึงถูกใจเรือนเล็กที่ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลและสร้างติดกับหน้าผาสูงชันั้แ่แวบแรกที่เห็น
หลังจากเยี่ยเฉินเฟิงเลือกเสร็จ ซั่งกวนเผิง เซินถูเหยี่ยและคนอื่นๆ ก็ทยอยกันเลือกเรือนของตัวเองตามลำดับ
“ธงอักขระหกเหลี่ยมพวกนี้เป็ของพวกเ้า เพียงแค่พวกเ้าวางมันลงตรงอักขระใจกลางเรือนก็จะสามารถใช้งานค่ายกลภายในเรือนได้ เพียงเท่านี้ในยามที่พวกเ้าฝึกฝนอยู่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกใครเข้าไปรบกวนแล้ว”
“นี่คือชุดฝึกฝนที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ ชุดฝึกฝนเหล่านี้ถักทอขึ้นมาจากเส้นไหมน้ำแข็งและเส้นไหมทองคำ เมื่อสวมใส่แล้วจะช่วยป้องกันแมลงนับร้อย หมอกควันพิษและอาวุธฟันแทงไม่เข้า”
“ยังมีผลึกิญญาระดับต่ำให้อีกคนละสามสิบก้อน พวกเ้าสามารถใช้ผลึกิญญาเหล่านี้แลกเปลี่ยนทักษะิญญา เคล็ดิญญาจากหอเคล็ดิญญาได้ แล้วก็สามารถเข้าไปฝึกฝนในค่ายกลรวมิญญาได้ด้วย”
“เพียงแต่เมื่อใช้ผลึกิญญาจนหมดแล้ว พวกเ้าจะต้องเป็ฝ่ายไปไขว่คว้าแย่งชิงมาเอง ส่วนจะแย่งชิงผลึกิญญากันอย่างไร ในแผ่นหยกชิ้นนี้ได้อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว”
“เอาล่ะ ตอนนี้ก็ดึกมาแล้ว พวกเ้าแยกย้ายกันเข้าสู่ที่พักของตัวเองเถอะ หวังว่าในภายภาคหน้าจะได้เห็นรายชื่อของพวกเ้าบนป้ายจัดอันดับของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์นะ”
“ขอบคุณผู้าุโหลิว” หลังจากเยี่ยเฉินเฟิงและอีกห้าคนจัดเก็บทรัพยากรที่ได้รับจากผู้าุโหลิวแล้ว ก็เดินตามสัญลักษณ์บ่งชี้บนแผนที่ แยกย้ายกันไปตามเรือนที่พักของตัวเอง
‘เยี่ยเฉินเฟิง ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ตระกูลเซินถูของข้าจะไม่มีวันปล่อยเ้าไปแน่’ สายตามองตามแผ่นหลังที่หายลับไปของเยี่ยเฉินเฟิง เซินถูเหยี่ยที่ถูกอีกฝ่ายปั่นหัวจนขาดทุนย่อยยับก็เผยประกายดุร้ายในแววตา ลอบสาบานเงียบๆ อยู่ในใจ
“เป็เรือนที่สวยงามมาก”
เมื่อเดินทางมาถึงเรือนที่พักของตัวเอง ดวงตาของเยี่ยเฉินเฟิงก็สว่างวาบ เขาไม่เคยคิดเลยว่าสถานที่พักอาศัยของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์จะพร้อมสรรพขนาดนี้ ผนังกำแพงที่สร้างขึ้นจากหินไพฑูรย์มีไข่มุกราตรีฝังอยู่มากมาย
ภายในเรือนที่พักมีศาลาพลับพลาตั้งตระหง่าน ไผ่สีเขียวชอุ่มเอนไหวตามสายลม ภายในบ่อน้ำใสสะอาดมีปลาเล็กปลาน้อยแหวกว่ายไปมา
เมื่อเยี่ยเฉินเฟิงนำธงอักขระหกเหลี่ยมไปวางลงในอักขระใจกลางเรือน เขาก็ััได้อย่างชัดเจนถึงปราณิญญาจากรอบทิศทางที่ถูกดึงดูดให้ค่อยๆ รินไหลไปรวมกันตรงกลางเรือน
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ภายในเรือนก็อบอวลไปด้วยปราณิญญาหนาแน่น ราวกับอยู่ในแดนเซียนมิปาน
“มิน่าล่ะพวกศิษย์ของตระกูลใหญ่ทั้งหลายถึงดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อเข้ามาฝึกฝนในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์แห่งนี้ แค่สภาพแวดล้อมในการฝึกฝนเพียงอย่างเดียวก็เหนือชั้นกว่าโลกภายนอกมากแล้ว
เยี่ยเฉินเฟิงพึงพอใจกับสภาพแวดล้อมในการฝึกฝนของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์มาก เขายืดตัวบิดี้เีอยู่คราหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องที่มีกลิ่นอายโบราณเก่าแก่ หยิบแผ่นหยกออกมาแล้วปล่อยพลังิญญาให้แทรกซึมเข้าไปภายใน
