บทที่ 181 วิเคราะห์สถานการณ์
ทุกวันนี้กว่าตระกูลลู่จะผงาดขึ้นมาได้นับว่าไม่ง่าย เขาเองก็ปรารถนาถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียร ความยิ่งใหญ่ของตระกูลลู่ช่วยต้านทานลมฝนพายุให้เขา เขาจะทนเห็นดินแดนมารทำลายสถานที่ที่เขาพยายามปรับตัวแทบแย่ได้อย่างไร
ทว่าพวกดินแดนมารต่างบุกรุกเข้ามาอย่างดุดัน หากให้ตระกูลลู่ต้านทานกำลังเพียงลำพังอาจไม่ไหว ยามนี้มีผู้คนมากมายร่วมต้านศัตรูคนเดียวกัน หากเขาไม่ใช้ประโยชน์จากขุมกำลังเหล่านี้ หลายร้อยปีที่เคยมีชีวิตมาก็นับว่าสูญเปล่าแล้ว!
แต่ถึงเขาจะจินตนาการเอาไว้อย่างดี ทว่าความเป็จริงอาจไม่เป็ไปดังที่คาดการณ์ไว้
สามราตรีเคลื่อนผ่าน กลุ่มคนที่ถูกส่งออกไปป้องกันตามจุดต่างๆ ก็ส่งข่าวกลับมา แล้วก็เป็อย่างที่คาดไว้ สถานที่แห่งนั้นเป็จุดที่ขุมกำลังหลักของดินแดนมารปรากฏตัวขุมกำลังทั้งสองฝั่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แม้ว่าสุดท้ายจะป้องกันการรุกรานของดินแดนมารได้ แต่พวกเขาต่างก็าเ็สาหัสกันไม่ใช่น้อย จึงไม่สามารถไล่ตามนักพรตดินแดนมารได้ จำต้องปล่อยพวกนักพรตมารหนีหายไปต่อหน้าต่อตา
โชคดีที่การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้เปล่าประโยชน์ นักพรตเทียนตูเตรียมตัวมาอย่างดี จึงเล่นงานนักพรตมารจนาเ็ล้มตายไปหลายคน แม้จะไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้จนหมดสิ้น แต่ก็สร้างความเสียหายได้ไม่น้อย ในเร็ววันนี้นักพรตดินแดนมารคงไม่สามารถก่อาครั้งใหญ่ได้
แม้ข่าวที่ได้รับรายงานจะไม่เป็ไปอย่างที่ใจ้า แต่ไม่ว่าจะทั้งตำหนักมหาเทพหรือขุมกำลังขนาดใหญ่ในเทียนตู ต่างก็รู้สึกว่าถึงคราวนี้ดินแดนมารจะส่งคนมาเพียงน้อยนิด แต่พวกเขากลับไม่สามารถกำจัดศัตรูทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น ครานี้นักพรตเทียนตูเป็ฝ่ายได้เปรียบก็ถือว่าไม่เลว
มีผู้คนบางส่วนคิดว่านักพรตดินแดนมารไม่ได้ร้ายกาจถึงเพียงนั้น ใน่เวลาอันสั้นนี้ คงไม่อาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ นักพรตเทียนตูมีเวลารวบรวมกำลังพลอีกมาก ถึงตอนนั้นแม้กำลังเสริมจากดินแดนมารจะมาสมทบ พวกเขาก็สามารถรับมือได้
ทว่ามีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ยามนี้กำลังย่ำแย่ และลู่อวี่ก็เป็หนึ่งในนั้น
ครั้นเมื่อมีข่าวคราวเกี่ยวกับนักพรตจากดินแดนมารส่งมาอีกครั้ง เวลาก็ล่วงเลยไปห้าวันแล้ว ครั้งนี้นักพรตมารบุกเข้าโจมตีตระกูลเล็กๆ สองแห่งที่อยู่ค่อนข้างห่างไกลออกไป กว่านักพรตเทียนตูจะทราบข่าวก็สายเกินไปแล้ว แต่ถึงตระกูลเล็กๆ สองแห่งนั้นจะถูกนักพรตดินแดนมารยึดครอง ก็หาได้มีผู้ใดใส่ใจไม่ ด้วยในยามนี้นักพรตเทียนตูต่างกระจายตัวกันไปตามที่ต่างๆ ไม่มีทางที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของตระกูลเล็กๆ ทั้งหมดได้ อีกประการหนึ่ง แม้นักพรตมารจะาเ็หนัก แต่บรรดายอดฝีมือระดับสูงต่างไม่มีผู้ใดได้รับาเ็สักราย เทียนตูจึงยังไม่มีกำลังมากพอจะ่ชิงดินแดนสองแห่งนั้นกลับคืนมา
“ตระกูลหลิวกับตระกูลหวัง สองตระกูลเล็กๆ นั่นมีอะไรให้นักพรตจากดินแดนมารสนใจด้วยหรือ ตระกูลที่อุดมไปด้วยทรัพยากร พวกเขาไม่คิดโจมตี แต่กลับเลือกเล็งเป้าหมายเป็ตระกูลเล็กอันห่างไกลแทน?
ณ โถงประชุมของตำหนักมหาเทพที่ลอยเด่นอยู่บน์เก้าชั้นฟ้า ตัวแทนจากขุมกำลังต่างๆ รวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักพรตดินแดนมาร
“อาจเป็เพราะสองตระกูลนั้นมีขนาดเล็กเพียงนิด นักพรตดินแดนมารจึงบุกเข้ายึดพื้นที่นั้น ก่อนหน้านี้ พวกมันเลือกสถานที่สำคัญเป็เป้าหมาย แต่ถูกพวกเราล่วงรู้แผนการและวางกลศึกตลบหลังไว้ การถูกดักซุ่มโจมตีย่อมสร้างความเสียหายให้แก่พวกมันไม่น้อย เพื่อความปลอดภัย พวกมันจึงเลือกสถานที่ห่างไกลและไม่สะดุดตา กลศึกนี้ไม่นับว่าผิดแปลก!”
“แต่เหตุใดข้าถึงคิดว่า นักพรตดินแดนมารไม่น่าจะยอมล่าถอยโดยง่ายเช่นนั้น? ข้ามองว่าเราควรส่งคนไปตรวจสอบตระกูลทั้งสองแห่งจะดีกว่า บางทีอาจจะมีเหตุผลที่พวกเราคาดไม่ถึงแอบแฝงอยู่ก็เป็ได้ ยามนี้เทียนตูกับดินแดนมารกำลังอยู่ระหว่างาความเป็ความตาย ความประมาทเพียงน้อยนิด อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์อันเ็ปได้!”
“ตระกูลทั้งสองแห่งนั้นเล็กเกินไป ไม่มีค่าให้ควรใส่ใจ ดินแดนมารคงเพียง้าเดินหมากฝั่งตรงข้าม ข้าได้ยินมาว่าตระกูลหลิวมีเหมืองแร่เซียนหยก ถึงจะมีขนาดไม่ใหญ่แต่คุณภาพนับว่าไม่เลวเลย ส่วนตระกูลหวังก็มีพื้นที่เพาะปลูกวิเศษจำนวนไม่น้อย พวกเขาปลูกสมุนไพรวิเศษไว้จำนวนมาก ยามนี้เหมือนจะได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขายที่จัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่ไม่น้อย!”
“แล้วมันอย่างไรเล่า ด้วยขนาดของทั้งสองตระกูลนั้น เพียงหาขุมอำนาจทางฝั่งทิศตะวันตกของเทียนตูอย่างส่งเดช ก็ยังแข็งแกร่งกว่าพวกเขาหลายเท่า ข้าเพียงมองว่าแทนที่พวกเราจะมานั่งประชุมกันอยู่เช่นนี้ ไม่สู้รวมกำลังพลแล้วบุกไปโจมตีฐานที่ตั้งหลักของดินแดนมาร อย่างไรเสียสองตระกูลที่ว่านี้ก็อยู่ห่างใกล้กัน หากพวกเราทำลายขุมกำลังของดินแดนมารได้ ขอเพียงหาสถานที่ตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติที่ดินแดนมารแอบซ่อนไว้ในเทียนตูพบ ปัญหาทุกอย่างก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ไม่ต้องมานั่งวิตกกังวลกันเช่นนี้!”
ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋นั่งฟังความคิดเห็นของคนทั้งหลายด้วยสีหน้าสงบนิ่ง หากมันเป็เื่ง่ายดายตามที่คนเ่าั้คิดจริง ๆ ก็คงจะดีไม่น้อย เขาคงจะส่งขุมกำลังทั้งหมดออกไปโจมตีฐานทัพนานแล้ว ไม่มานั่งรออยู่เช่นนี้
ในที่สุด วันนี้เขาสามารถเข้าถึงท่านมหาเทพได้ ทว่าข้อมูลที่ได้รับมา กลับไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไร แม้ว่าข้อมูลเ่าั้จะมีเพียงผิวเผิน แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ คือท่านมหาเทพไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือสถานการณ์ของเทียนตูในยามนี้ได้ ด้วยพลังยุทธ์ในขั้น์ของเขา ยังไม่อาจช่วยเหลือผู้ใดในยามนี้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เื่นี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกับดินแดนมารอย่างแน่แท้ สุดท้ายแล้วท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ก็ล้มเลิกความคิดที่จะเปิดากับดินแดนมารในบัดดล
ทันใดนั้นหางตาของเขาก็หยุดอยู่ที่ลู่อวี่ผู้เป็ตัวแทนจากตระกูลลู่ พลันคิดขึ้นมาได้ว่า ครั้งที่แล้วนายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้สามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของนักพรตดินแดนมารได้อย่างแม่นยำ สติปัญญาไม่อาจประมาทได้ ครานี้เป็่เวลาสำคัญของการศึการะหว่างเทียนตูกับดินแดนมาร หากลองไต่ถามความเห็นของนายน้อยตระกูลลู่ดูสักครา คงไม่เป็การเสียหาย!
“ลู่อวี่ ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นของตัวเองจนหมดสิ้นแล้ว เ้าไม่ลองบอกความคิดของตนเองบ้างหรือ ครั้งก่อนเ้ามองการเคลื่อนไหวของดินแดนมารออก เทียนตูของพวกเราถึงเป็ฝ่ายได้เปรียบในการปะทะกับดินแดนมาร”
สิ้นเสียงของผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ ตัวแทนจากขุมกำลังต่างๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่บางครั้งเื่บางอย่างในใต้หล้าก็เป็เช่นนี้ ถึงจะไม่อยากยอมรับความจริงก็ต้องก้มหน้ารับฟัง และด้วยคำพูดของท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ สายตาของคนทั้งหมดจึงหยุดอยู่ที่ลู่อวี่
ลู่อวี่ก็ไม่รักษาท่าที เขายกจอกสุราในมือขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ใช้สายตามองสีหน้าของคนทั้งหมดเพียงแวบหนึ่ง สุดท้ายจึงหันมองผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ที่เป็ผู้นำสูงสุด พลันเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า “ความคิดเห็นของข้านั้นเรียบง่ายนัก ดินแดนมารยึดตระกูลทั้งสอง ก็เพื่อ่ชิงเหมืองแร่เซียนหยกกับพื้นที่เพาะปลูกวิเศษ แม้ในสายตาของพวกเรา แหล่งทรัพยากรทั้งสองแห่งนั้นจะดูเล็กน้อยไม่น่าใส่ใจ ทว่าทุกท่านจงจำไว้ให้ขึ้นใจ พลังยุทธ์ของนักพรตมารที่ถูกส่งตัวมาล้วนแข็งแกร่งไม่ธรรมดา แต่เพราะจำนวนคนมีไม่มากเท่าไร ทรัพยากรของทั้งสองตระกูลนั้น ย่อมเพียงพอให้พวกเขาใช้สอยแล้ว”
“นักพรตจากดินแดนมารจะเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติมาที่เทียนตูอย่างต่อเนื่อง เมื่อพวกมันสั่งสมกำลังจนถึงระดับหนึ่งแล้ว นอกจากเมืองเสวียนจ้ง ขุมอำนาจอื่นๆ ทางฝั่งทิศตะวันตกก็ไม่มีผู้ใดต้านทานพวกมันได้ ถึงตอนนั้นอยากได้สิ่งใดก็ย่อมได้ แล้วเหตุใดจะต้องเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงต่อสู้กับคนของเทียนตู เพื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยนั้นด้วยเล่า แผนการตัดกำลังหลักของเราล้มเหลว จากนั้นพวกมันจึงใช้แผนค่อยๆ กลืนกินเทียนตูแทน เช่นนั้น พวกมันไม่จำเป็ต้องรีบร้อนลงมืออยู่แล้ว!”
เมื่อลู่อวี่วิเคราะห์สถานการณ์ได้เช่นนี้ คนในโถงตำหนักก็พากันอกสั่นขวัญแขวน ร่างกายเย็นวาบ หากดินแดนมารวางแผนเช่นที่นายน้อยตระกูลลู่บอกจริงๆ ไม่ใช่ว่ายามนี้เทียนตูกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือ แผนการนี้ของดินแดนมารนับว่าชั่วร้ายนัก นอกจากเทียนตูจะต่อต้านโดยซึ่งหน้าแล้ว ก็แทบไร้หนทางรอดอื่นอีก เนื่องด้วยเทียนตูไม่อาจรวบรวมยอดฝีมือทั้งหมดไปต่อสู้พร้อมกันได้ พื้นที่ที่พวกเขาต้องป้องกันกว้างขวางกว่าของนักพรตดินแดนมารหลายเท่า
“หากเป็เช่นนั้น พวกเราควรทำอย่างไรดีเล่า? หรือจำต้องทนดูพวกนักพรตดินแดนมารวางอำนาจผยองในเทียนตูต่อไป?” มีคนเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ
“หรือว่าควรจะส่งคนไปจับตาดูการเคลื่อนไหวของนักพรตดินแดนมาร จากนั้นก็หาโอกาสจับตัวพวกมันทั้งหมด!”
“จะให้ผู้ใดไปจับตาดูเล่า? หากเป็นักพรตพลังยุทธ์ต่ำ ยามถูกจับได้ก็ต้องตาย หรือไม่ก็ถูกพวกมันวางแผนเล่นงานโดยตรง หรือหากเป็นักพรตพลังยุทธ์สูงส่งก็อาจจะเป็การเลี่ยงงานหนักรับงานสบาย กลายเป็การล่อเสือออกจากถ้ำ!”
“นักพรตควรมีทั้งความกล้าหาญและความก้าวหน้า พวกเ้ากลัวนั่นกลัวนี่จนข้าชักสงสัยแล้วว่า พวกเ้าฝึกฝนจนมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร!”
“ฮึ หากสหายนักพรตท่านนี้ไม่พอใจ จะไปหาที่ประลองฝีมือกับพวกเราก็ย่อมได้!”
ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋เห็นว่าสถานการณ์ชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่ จึงแค่นเสียงแล้วกล่าวว่า “เอาละ หยุดเถียงกันก่อน ในเมื่อดินแดนมารคิดจะค่อยๆ ยึดเทียนตู พวกเราย่อมต้องขัดขวางไว้ทุกวิถีทาง แต่คงรอตั้งรับเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ไม่สู้พวกเรามาช่วยกันหาทางออกเล่า!”
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋เองก็รู้สึกจนใจ ตัวแทนจากแต่ละขุมอำนาจไม่คิดจะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับเื่ที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ คิดจะให้พวกเขาออกไปเสี่ยงตายนั้นยากดั่งปีนฟ้า หรือต่อให้ตำหนักมหาเทพกดดันก็คงได้ผลไม่มากนัก
“ในเมื่อนายน้อยตระกูลลู่มองทะลุแผนการของนักพรตดินแดนมาร คิดว่าคงจะมีวิธีการแก้ปัญหา ไม่สู้ลองฟังที่นายน้อยตระกูลลู่บอกก่อนเล่า!” มีคนเอ่ยขึ้นด้วยเจตนาที่ไม่ดีนัก
“อืม คิดไม่ถึงเลยว่านอกจากนายน้อยตระกูลลู่จะมีความสามารถยอดเยี่ยมด้านการปรุงโอสถ ยังสามารถวางแผนกลศึกได้อย่างเชี่ยวชาญ ช่างน่าชื่นชมจริงๆ!”
ตัวแทนจากขุมอำนาจอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย ผู้ที่สะใจในความทุกข์ยากของผู้อื่นยิ่งเอ่ยชื่นชมเสียยกใหญ่ ทว่าแท้จริงแล้วมันคือการเติมเชื้อไฟ จนนักพรตจากตระกูลลู่ที่อยู่ด้านหลังลู่อวี่พากันมองตาเขียว
ลู่อวี่มองอีกฝ่ายอย่างเ็า พลันเอ่ยว่า “หากทุกท่านมีสติปัญญาไม่มากพอ ข้าน้อยก็ขอฝืนใจลงมือทำแทน!”
ถ้อยคำของเขาทำเอาตัวแทนจากแต่ละขุมอำนาจใบหน้ามืดครึ้ม สิ่งใดคือมีสติปัญญาไม่มากพอ? แล้วยังฝืนใจทำเื่ลำบากอีก แต่พวกเขาล้วนเป็คนสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาเอง ยามนี้จะเอ่ยพูดอย่างไรได้เล่า จึงทำได้เพียงข่มความโกรธไว้ในใจ พลันแสยะยิ้มเ็า แล้วรอดูว่าลู่อวี่จะกล่าวสิ่งใดต่อ
“ในเมื่อดินแดนมารไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่ตระกูลเล็กๆ ย่อมแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรของดินแดนมารกำลังขาดแคลนหนักเพียงใด เทียนตูของพวกเราไม่อาจปล่อยให้นักพรตจากดินแดนมารทำตามอำเภอใจได้ แต่ก็ไม่ควรไล่ตามอีกฝ่ายอย่างไร้จุดหมาย สิ่งแรกที่พวกเราควรทำคือการทำลายเหมืองแร่เซียนหยกของนักพรตดินแดนมาร ประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้หาได้มีเพียงการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรไม่ ในขณะเดียวกันยังใช้เป็พลังเวทในการเรียกใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติด้วย หากพวกเขามีทรัพยากรมากพอ อาจสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติเพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง เื่นี้พวกเราต้องป้องกันให้ดี ต่อจากนั้นพวกเราต้องทำลายพื้นที่เพาะปลูกวิเศษของตระกูลหวัง ทำให้พวกเขาไม่มีโอสถวิเศษใช้สอย ไม่ว่าจะเป็การฟื้นฟูหรือการรักษา หากทำให้พวกเขาอ่อนแอลงได้ ก็เท่ากับว่าพวกเราแข็งแกร่งยิ่งกว่า และยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อนานเท่าไร พวกเราก็จะยิ่งเป็ฝ่ายได้เปรียบ ส่วนเื่จะส่งคนกลุ่มใดออกไปเฝ้าติดตาม ย่อมต้องให้ผู้าุโของตำหนักมหาเทพเป็ผู้ตัดสิน ข้าไม่จำเป็ต้องให้ความสำคัญกับเื่นี้!”
ลู่อวี่กล่าวอย่างลื่นไหล ราวกับไม่ใส่ใจการกลั่นแกล้งของคนเ่าั้ แต่ในใจกลับคิดว่า ไม่ว่าผู้ใดจะไปสู้รบกับดินแดนมาร หรือดินแดนมารบุกมาโจมตีเทียนตู สุดท้าย ก็จำต้องพึ่งพาโอสถจากตระกูลลู่ของตนอยู่ดี เช่นนั้นแล้ว ผู้ใดที่กล้ากล่าววาจาล่วงเกินเขา เขาจะทำให้มันผู้นั้นได้ลิ้มรสว่าการต่อสู้กับนักพรตดินแดนมารโดยไร้โอสถวิเศษแม้แต่เม็ดเดียว มันเป็เช่นไร!
