เว่ยเวยรู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้อยากติดตามตนเพียงใด ทว่าในฐานะของผู้นำ นางกลัวเหลือเกินว่าเด็กสาวคนนี้จะไม่รู้ความ พลาดโอกาสที่ดีเช่นนี้ไป
อีกอย่างหนึ่ง ได้ข่าวว่าตระกูลซวนอู่มีวิชายุทธ์มากมายที่เหมาะสำหรับสตรี โดยเฉพาะสตรีที่มีปราณหยินเช่นนาง
หลี่เมิ่งเหยาไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร ยามนี้ หลงเหยียนกลายเป็ที่พึ่งพิงทางจิตใจของนางไปแล้ว
เพราะนางชอบหลงเหยียน และหลงเหยียนก็รู้ดีว่านางรู้สึกอย่างไรกับเขา ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็ให้หลงเหยียนเป็ผู้ตัดสินใจแทนไปเลย นางอยากฟังความคิดเห็นของเขาว่าตนควรจะไปหรือไม่
เื่นี้มีทั้งหมดสองเหตุผลด้วยกัน ประการที่หนึ่ง เพราะนางไม่อยากเป็ศิษย์ชั้นนอก ไม่อยากทนกับการเซ้าซี้และระรานของเย่ซีหรานอีกต่อไปแล้ว ทว่าก็ไม่อยากไปจากเรือนเหยากวาง ไม่อยากไปจากผู้นำเว่ยเช่นกัน เหตุนี้จึงยังลังเลอยู่
ประการที่สอง... หากหลงเหยียนแนะนำให้นางไป นางเชื่อว่าด้วยความสามารถและพร์ของหลงเหยียน ในอนาคต เขาต้องเข้ามาเป็ศิษย์ชั้นในของตระกูลอู่ตี้ได้อย่างแน่นอน ไม่แน่ เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาอาจจะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง
ซึ่งนั่นก็เป็เหมือนตัวยืนยันว่าหลงเหยียนไม่ได้เกลียดตน ไม่แน่ เขาอาจจะมีความรู้สึกชอบตนเหมือนที่ตนรู้สึกอยู่ก็ได้
อย่างไรเสีย เมื่อครู่หลงเหยียนก็จูบตอบนางอย่างดูดดื่มเสียปานนั้น อ้อมแขนของเขาอบอุ่นเหลือเกิน อ้อมอกของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชายชาตรี ทั้งยังมีความโหยหาอย่างท่วมท้น ในเวลานั้น นางรับรู้ได้ว่าอ้อมริมฝีปากของเขานุ่มเหลือเกิน นุ่มกว่าของสตรีเสียอีก
ทุกคนพร้อมใจกันมองไปที่หลงเหยียน เพราะเมื่อครู่เขาเพิ่งจะช่วยชีวิตหลี่เมิ่งเหยาเอาไว้ จึงไม่ใช่เื่แปลกที่นางจะขอความคิดเห็นจากเขาในเื่นี้
ความแค้นที่มากยิ่งขึ้นระอุขึ้นในสายตาของเย่ซีหราน แม้แต่เย่ซีหนานเองก็กำหมัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
หลงเหยียนรีบครุ่นคิด บางที การตัดสินใจของตนในวันนี้อาจจะทำให้ชีวิตของหลี่เมิ่งเหยากลับตาลปัตรเลยก็เป็ได้ ดังนั้น เขาคิดว่าตนควรจะคิดให้รอบคอบก่อน จริงอยู่ที่การเข้าไปเป็ศิษย์ชั้นในจะทำให้ได้รับประโยชน์และข้อดีในทุกๆ ด้าน ทว่าหากเกิดอะไรขึ้นมาในอนาคต หลงเหยียนก็ต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจครั้งนี้เช่นกัน
หลงเหยียนรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหลี่เมิ่งเหยาต้องฟังและทำตามความคิดเห็นของตนแน่ เพราะนางกำลังหลบอยู่ที่ด้านหลังของเขา ไม่ต่างไปจากนกน้อยที่ขอการปกป้องจากร่มไทร
เมื่อพบว่าสองพี่น้องตระกูลเย่กำลังมองมาที่ตนด้วยสายตาเคียดแค้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้
“พี่เมิ่งเหยา นี่ถือเป็เื่ที่ดีมากเื่หนึ่ง หรือว่าท่านอยากจะพลาดโอกาสเช่นนี้ไป หากข้าเป็ท่าน คงตอบตกลงโดยไม่คิดจะกลับไปปรึกษากับคนที่บ้านด้วยซ้ำ”
หากนางได้เป็ศิษย์ชั้นในจริงๆ เื่นี้จะเป็ผลดีต่อทุกๆ ฝ่ายและทุกๆ ด้านเลยก็ว่าได้ เพราะการที่นางถูกรับเข้าไปเป็ศิษย์ชั้นในโดยตรงจะทำให้สำนักตงฟางได้รับผลประโยชน์ไปด้วย หรือแม้แต่เรือนเหยากวางเองก็จะเชิดหน้าชูตาต่อหน้าเรือนทั้งสิบได้เช่นกัน
หากในอนาคต หลงเหยียนได้เป็ศิษย์ชั้นในอีกคนละก็ คาดว่าคนในสำนักตงฟาง หรือกระทั่งท่านผู้ปกครองก็คงจะดีใจกันมาก
เว่ยเวยคิดไม่ถึงเลยว่าหลี่เมิ่งเหยาจะตอบตกลงจริงๆ ดูเหมือนว่าสตรีที่ถูกตนมองว่ายังเป็เด็กคนนี้จะเติบโตและเป็ผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว
เมื่อสงบจิตใจลง เว่ยเวยก็มองดูคนทั้งหลาย
“ในเมื่อตัดสินใจกันแล้ว พวกเรารีบเก็บกวาดที่นี่โดยเร็วแล้วกลับกันเถิด”
ตงฟางเทียนหนานพยักหน้าเบาๆ ตอนนี้ศิษย์ของสำนักมารถูกโยนลงไปในบ่อโลหิตจนแทบจะหมดแล้ว ปล่อยให้พวกมันจมอยู่ในนั้นตลอดไปเถิด
ในตอนที่พวกเขาเตรียมจะกลับไป อยู่ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นกลางนภา พลันพลังอำนาจระลอกใหญ่ก็ะเิขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามซึ่งดังกึกก้องขึ้นในห้วงอากาศที่ไกลโพ้น
“ห้ามไป วันนี้ข้าจะเก็บพวกเ้าทุกคนเอาไว้ที่นี่ อย่าหวังว่าจะได้ไปไหนอีกเลย!”
เสียงนั้นน่าสยดสยองพิกล คล้ายเป็เสียงจากริมขอบฟ้าที่ห่างไกล ทว่าก็เหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ
เมื่อเสียงนั้นดังใกล้เข้ามา แม้แต่เว่ยเวยที่เป็ผู้ที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ด้านต่างๆ มากที่สุดในกลุ่มก็ยังใจนขาอ่อน ทรุดลงไปนั่งอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง เพราะจนถึงตอนนี้ มีแค่เ้าสำนักของสำนักหยุนเฟิงเท่านั้นที่แสดงพลังของ ‘วิชาเสียงิญญาพันลี้’ ได้อย่างทรงอำนาจและน่าสยดสยองเช่นนี้
ในอดีต แม้มหาอำนาจทั้งสี่ตระกูลในเมืองอู่ตี้จะร่วมมือกัน ก็ยังสู้กับตาเฒ่าคนนี้ได้อย่างเสมอเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งมากเพียงใด หากไม่ใช่เพราะเขาสำนึกได้ในตอนท้ายว่าตนทำความชั่วมามาก จึงยอมหยุดการต่อสู้ลงด้วยตนเองละก็ เกรงว่าตระกูลมหาอำนาจทั้งสี่แห่งเมืองอู่ตี้คงจะล่มสลายลงแล้ว
แม้แต่เว่ยเวยก็เคยได้ยินเื่ของคนผู้นี้จากการบอกเล่าของบิดาเท่านั้น
“รีบหนีเร็ว ไม่แน่ ตาเฒ่านั้นอาจยังอยู่ไกลจากที่นี่” เว่ยเวยมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็ครั้งแรกที่หลงเหยียนเห็นท่านแม่ตื่นตระหนกเช่นนี้ อย่างไรเสียผู้นำแห่งสำนักมารก็เป็หลานแท้ๆ ของเ้าสำนักคนนี้ ทว่าหลงเหยียนกลับสังหารเขาเสียอย่างนั้น ด้วยพลังของเ้าสำนักคนนี้ เขาสามารถบดขยี้หลงเหยียนได้ด้วยเวลาเพียงชั่วพริบตา
ได้ยินมาว่าเ้าสำนักแห่งสำนักหยุนเฟิงมีพลังมากกว่าระดับชีพิญญาขั้นที่เก้าเป็อย่างน้อย ซึ่งถือเป็ระดับพลังที่แข็งแกร่งจนเกือบจะทัดเทียมกับเทพเ้าอยู่แล้ว
“หนีอย่างนั้นหรือ พวกเ้าคิดว่าจะหนีไปที่ไหนได้?”
ที่ริมขอบฟ้า เมื่อเสียงพิลึกที่น่าสยดสยองพูดจบประโยค เขามิวายชนม์ก็เริ่มสั่นคลอนขึ้นอย่างรุนแรง ูเาสูงหักโค่น แผ่นดินทรุดถล่ม ทั้งยังมีรอยแยกขนาดใหญ่เกิดขึ้นระหว่างเขา
“อะไรกัน? นี่มัน... นี่มันเื่อะไรกันแน่?” ฝูงคนก้มลงไปมองรอยแยกขนาดั์ที่ใต้เท้าของตนเอง ลำพังแค่พลังจากเสียงิญญาพันลี้ ก็สามารถทำสังหารหลงเหยียนกับพวกได้อย่างง่ายดายเช่นนี้แล้วหรือ
เส้นทางสำหรับลงเขาบิดเบี้ยวและถูกปิดตายลงแล้ว วัยเยาว์นับพันคนบนเขามิวายชนม์ที่เพิ่งผ่อนคลายได้ไม่นาน ััได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายเป็ครั้งที่สอง
“ทำอย่างไรดี? ทำอย่างไรกันดี? หรือต้องรอให้เ้าสำนักมาถึง พวกเราต้องตายกันทุกคนเลยใช่หรือไม่?”
หลงเหยียนกำหมัดแน่น เขาไม่อยากยอมแพ้เพียงเท่านี้ เขาไม่พอใจกับผลที่ได้รับมา เพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตนเท่านั้นที่ต้องตาย นั่นรวมไปถึงท่านแม่และคนอื่นๆ ด้วย
“ที่นี่เป็สำนักมารนี่!”
“อ๊าก! ทำไมกัน สำนักหยุนเฟิงถูกยกย่องว่าเป็สำนักแห่งคุณธรรมในเมืองหยุนจงมิใช่หรือ พวกเขาจะฆ่าคนอย่างตามใจหรือไร? เพราะอะไรกัน?”
รอยแยกที่ใต้เท้าขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ หลงเหยียนแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว เขาพบว่าในจุดที่ไกลออกไปนั้นมีคนตกเข้าไปในรอยแยกนับร้อยคนแล้ว ยังดีที่หลงเหยียนกับพวกมีพลังมากกว่าระดับชีพมนุษย์กันทุกคน
อีกทั้งยังมีวิชายุทธ์ติดตัว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการโค่นถล่มของูเาแห่งนี้สักเท่าใด สงสารก็แต่วัยเยาว์ทั้งหลาย คิดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดพวกเขาก็หนีจากนรกบนดินแห่งนี้ไม่พ้นอยู่ดี
พลังเท่านั้น... ทั้งหมดนี้เป็เื่ของระดับพลังล้วนๆ เกรงว่าตอนนี้คงไม่มีใครลงไปจากเขาลูกนี้ได้อีกแล้ว พวกเขาทุกคนต้องตายบนูเาแห่งนี้ ตายเพื่อสังเวยชีวิตแห่งผู้นำแห่งสำนักมารบนเขามิวายชนม์นี้
วัยเยาว์นับพันเสียหลักร่วงลงไปในรอยแยกลึกอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็มีกลิ่นหอมที่ชวนให้หลงใหลลอยเข้ามากลางห้วงอากาศ ในค่ำคืนแห่งความมืดมน เหลือเพียงแสงจันทร์ที่คอยส่องทางให้
ในตอนที่หลงเหยียนกับพวกนึกเสียใจที่ไม่รีบลงไปจากเขาั้แ่แรก อยู่ๆ ร่างกายที่แฝงไปด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางท้องนภามืดมิด ร่างของเขามีขนาดใหญ่กว่าร้อยเมตร ทั้งกลิ่นอายแห่งพลังที่กระจายออกมาก็น่าสยดสยองเหลือเกิน มันข่มให้หลงเหยียนกับคนอื่นๆ ต้องหมอบลงบนพื้นอย่างไม่อาจขัดขืน
ด้วยพลังกดข่มที่หนักหนานั้น ตงฟางเทียนหนานอยากจะเงยหน้าขึ้นไปมองท้องนภาสักครั้งยังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับการมองร่างขนาดใหญ่ของคนผู้นั้น ถึงจะไม่มอง พวกเขาก็รู้ดีว่าคนที่สามารถแสดงอำนาจมหาศาลเช่นนี้ออกมาได้ ก็มีแค่เ้าสำนักแห่งสำนักหยุนเฟิงเท่านั้น
“ท่านแม่... ท่านแม่... ครั้งนี้พวกเราต้องตายกันจริงๆ แล้วหรือ? คิดไม่ถึงว่าเ้าสำนักจะมาถึงเร็วแบบนี้ สุดท้ายวัยเยาว์พวกนั้นก็ตายอยู่ดี สุดท้ายก็ไม่รอดสักคน!” หลงเหยียนนอนหมอบอยู่บนพื้น ใบหน้าถูกกดให้แนบติดกับดินทรายด้านล่าง ร่างกายของเขาได้รับแรงกดดันมามากจนแทบจะะเิอยู่แล้ว ทั้งยังหายใจลำบากมากขึ้นทุกที
--------------------
