ทางด้านเซี่ยหลิงนั้น หลังจากวันที่ช่วยจวีจื่อหลิงให้หย่ากับฉินเสวียนสำเร็จก็ไม่ได้ไปพบหน้านางอีก เช้าวันนี้ไป๋กุ้ยเฟยส่งคนมาเรียกตัวเข้าวังหลวงั้แ่เช้าตรู่ ชายหนุ่มรู้สึกเบื่อหน่ายเอือมระอา เดิมทีเขาไม่ต้องเข้าไปร่วมประชุมยามเช้า จึงไม่จำเป็จะต้องตื่นแต่ไก่โห่ แต่วันนี้เสด็จแม่กลับส่งคนมาเรียกเขาเสียได้
อย่างไรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว เซี่ยหลิงจึงสวมเสื้อผ้าอย่างลวกๆ และเดินทางเข้าวังหลวงทันที เมื่อมาถึงตำหนักของกุ้ยเฟย ก็พบว่ายามนี้มารดากำลังดื่มชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ด้านในตำหนัก ไป๋กุ้ยเฟยที่เห็นว่าเซี่ยหลิงมาแล้วก็กล่าวตำหนิอย่างไม่สบอารมณ์
“เ้าช่วยใส่เสื้อผ้าให้มันเรียบร้อยหน่อยได้หรือไม่”
เซี่ยหลิงทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน พลางตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไรมากมาย
“ก็ท่านส่งคนไปรบกวนการนอนของข้า ข้ารีบตื่นจะมีเวลาสวมเสื้อผ้าดีดีได้อย่างไรกัน ท่านมีสิ่งใดก็รีบพูดมาเถอะ ข้าจะได้กลับไปนอนต่อ”
ไป๋กุ้ยเฟยที่ได้ยินก็เริ่มจะโมโหขึ้นมาแล้ว เซี่ยหลิงช่างไม่ได้ดั่งใจนางเลยสักอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาคือบุตรชายแท้ๆ ของนาง นางพยายามระงับโทสะให้เบาบางลง และเอ่ยหว่านล้อมบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม
"หลิงเอ๋อร์ เ้าเชื่อที่แม่สอนเถิด แม่รู้ว่าหากเ้าตั้งใจจริงๆ เ้าก็เก่งกาจไม่แพ้พี่รองของเ้าเลย"
เอาอีกแล้ว เปรียบเทียบเขากับคนตายอีกแล้ว
เซี่ยหลิงรู้สึกเบื่อหน่ายเหลือจะกล่าว วันแล้ววันเล่าเสด็จแม่ก็ไม่เคยมองที่ตัวตนของเขาได้เลยสักครั้ง
"เสด็จแม่ ข้าจะเสเพล ชอบเที่ยวเตร่ มันก็เป็นิสัยส่วนตัวของข้า ส่วนเื่ที่ข้ามีความสามารถมันก็อีกเื่หนึ่ง ข้าคือข้า ข้าไม่ใช่พี่รองลูกรักของท่าน ท่านโปรดเข้าใจไว้ด้วย มีอะไรอีกหรือไม่ หากว่าเรียกข้ามาเพราะเื่พวกนี้ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปนอนก่อน"
เซี่ยหลิงคร้านจะฟังแล้ว เขาตั้งใจแน่วแน่แล้วว่านับแต่นี้จะไม่ทำตามใจเสด็จแม่จนไม่หลงเหลือความเป็ตนเองอีกต่อไป สิ่งใดควรเชื่อฟังเขาก็จะเชื่อ แต่ถ้าสิ่งไหนที่มันเกินขีดจำกัดของเขา เขาก็จะไม่ทำตาม
ไป๋กุ้ยเฟยที่เห็นว่าบุตรชายคิดจะหนีหน้าตนอีกแล้ว จึงรีบร้อนเอ่ยรั้งเขาเอาไว้ทันที
"เอาล่ะ แม่ไม่ว่าเ้าแล้ว ที่แม่เรียกเ้ามาเพราะมีเื่จะหารือกับเ้า แม่ได้พูดคุยสนทนากับฮูหยินจวีสหายรักของแม่แล้ว นางบอกว่าจวีหลานบุตรสาวของนางพึงใจในตัวเ้ามาก นางยินดีแต่งเข้ามาเป็พระชายา และตระกูลจวีก็ยินดีสนับสนุนเ้าทุกอย่าง ยามนี้ใต้เท้าจวีมีอำนาจในราชสำนักอยู่มาก หากได้เกี่ยวดองกัน ก็นับว่าได้อำนาจฝ่ายบุ๋นมาเพิ่ม ตำแหน่งองค์รัชทายาทอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเป็แน่ เ้าคิดเห็นเช่นไร หากเ้าตกลง แม่จะไปกราบทูลเสด็จพ่อ ให้พระราชทานสมรสให้เ้า"
ไป๋กุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มยินดี เซี่ยหลิงเมื่อได้ฟังดวงตาก็ฉายแววเ็าออกมา
"ข้าไม่แต่งกับจวีหลาน ข้าไม่ชอบนาง หากท่านคิดจะสู่ขอนางโดยไม่ฟังคำข้า ข้าจะทำให้นางหายไปจากเมืองหลวงตลอดกาล ท่านก็รู้ว่าไม่มีเื่ใดที่ข้าไม่กล้าทำ"
ไป๋กุ้ยเฟยชะงักงันนิ่งค้าง ก่อนจะมองบุตรชายด้วยสายตาไม่สบอารมณ์
"เ้าอย่าได้ทำตัวเหลวไหล เ้าไม่รักนางก็ไม่เป็ไร แต่นางมีฐานะที่สามารถเชิดชูส่งเสริมเ้าได้ เ้าแต่งนางเข้ามาเป็ภรรยาเอกก่อน แล้วหลังจากนั้นเ้าจะแต่งอนุเพิ่มอีกกี่คนแม่จะไม่ห้ามเ้า แต่ตำแหน่งภรรยาเอกต้องเป็จวีหลานเท่านั้น"
"ข้าบอกแล้วว่าไม่แต่ง"
"เซี่ยหลิง! หรือว่านางโลมคนใดมันมายั่วยวนเ้าจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่ได้การแล้ว เห็นทีข้าคงต้องไปจัดการบรรดาสาวๆ ในจวนของเ้าให้รู้สำนึกเสียบ้าง!"
"อย่ายุ่งกับสตรีในจวนข้า ไม่เกี่ยวกับพวกนาง ข้ามีสตรีที่ชอบแล้ว ข้าชอบนางมาก"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ไป๋กุ้ยเฟยก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยใคร่รู้
"นางเป็สตรีจากตระกูลใด ตำแหน่งของบิดานางสูงหรือไม่"
"นางมีนามว่าจวีจื่อหลิง บุตรสาวคนโตของใต้เท้าจวี เพิ่งจะหย่ากับสามีมาหมาดๆ"
เพิ่งหย่ากับสามีมาหมาดๆ?
ไป๋กุ้ยเฟยพอฟังจบก็ลมแทบจับ นางรู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางจำที่เสิ่นซื่อเล่าให้ฟังได้ว่า ในจวนมีลูกเลี้ยงชื่อว่าจวีจื่อหลิงซึ่งเป็บุตรสาวภรรยาคนแรกของใต้เท้าจวี ซึ่งนางเพิ่งหย่าและกลับมาอยู่ที่จวนได้วันสองวันแล้ว เสิ่นซื่อไม่ค่อยชอบหน้าลูกเลี้ยงเท่าใดนัก นางเองก็รู้ดี
"เ้าบ้าไปแล้วหรือ สตรีบริสุทธิ์ไร้มลทินเ้าไม่เอา กลับยืนกรานจะแต่งหญิงหม้ายเข้ามาเป็พระชายาเอก ข้าไม่เห็นด้วย เ้าล้มเลิกความคิดนี้ไปเสีย!"
"ข้าเพียงแค่แจ้งให้ท่านทราบ ไม่ได้ขอความเห็นจากท่านเสียหน่อย ตกลงตามนี้ ข้าจะแต่งกับจวีจื่อหลิง ข้าชอบนางมาก หวังว่าท่านจะสนับสนุน"
เมื่อเห็นว่าบุตรชายต่อต้านตนเองอย่างหนัก ไป๋กุ้ยเฟยก็เริ่มนั่งไม่ติดที่
“เหอะ ข้าคงไม่อาจสนับสนุนเ้าได้ เพราะอีกไม่นานนางก็จะแต่งงานแล้ว ข้าว่านางคงหลอกให้เ้าหลงมากกว่า”
เซี่ยหลิงเมื่อได้ยินดังนั้นแววตาก็ฉายแววเหี้ยมเกรียมออกมาทันที
“ท่านว่าอะไรนะ พูดอีกครั้งสิ”
“ข้าบอกว่านางกำลังจะแต่งงานใหม่ ได้ยินเสิ่นซื่อเล่าว่า สามีใหม่ของนางเป็ชายแก่อายุห้าสิบ เขายินดีรับหญิงหม้ายอย่างนางเป็อนุ เื่นี้ตกลงกันแล้ว ได้ยินว่าวันพรุ่งนี้เ้าบ่าวจะไปรับตัวเ้าสาวแต่เช้า”
ไป๋กุ้ยเฟยบอกอย่างอารม์ดี แต่เมื่อหันไปมองเซี่ยหลิงนางก็ถึงกับเงียบเสียงลงในบัดดล
ยามนี้เซี่ยหลิงกำลังนั่งเงียบไม่เอ่ยวาจาใดแม้เพียงครึ่งคำ แววตายิ่งทวีความเ็าเป็อย่างยิ่ง
“หลิงเอ๋อร์”
“วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว ขอตัวก่อน เื่แต่งงานค่อยหารือกันอีกทีเถิด”
กล่าวจบเซี่ยหลิงก็เดินออกจากตำหนักไปโดยไม่สนใจมารดาอีก ไป๋กุ้ยเฟยถอนหายใจออกมายาวๆ เซี่ยหลิงอาจจะเสียใจที่หญิงสาวที่ตนชอบพอกำลังจะแต่งงานกระมัง ช่างเถอะ ให้เวลาเขาสักหน่อย เดี๋ยวเขาก็ตัดใจได้เอง
เมื่อออกมาจากตำหนักของมารดาแล้ว เซี่ยหลิงก็ครุ่นคิดอย่างหนัก
เขาไม่เชื่อว่าจวีจื่อหลิงจะแต่งงานใหม่ แม้จะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่เขารู้ว่านางมีปณิธานในใจแน่วแน่เพียงใด นางตั้งใจไว้ว่าจะไม่แต่งงานใหม่ กับเขานางยังปฏิเสธหัวชนฝา เช่นนั้นจะเป็ไปไม่ได้เลยที่นางจะยินยอมแต่งกับชายแก่อายุห้าสิบปีปานนั้น
จะต้องมีเื่ไม่ชอบมาพากลเป็แน่
เมื่อคิดอ่านอย่างรอบคอบแล้วเขาจึงหันไปออกคำสั่งกับจิ่นหลานอย่างรวดเร็ว
“ไปสืบดูสิว่าระยะนี้จือจือใช้ชีวิตเช่นไรยามอยู่ในตระกูลจวี แล้วไปสืบมาว่าเ้าบ่าวเฮงซวยนั่นมันอยู่ที่ใด แล้วรีบมารายงานข้า ต้องสืบให้ได้ภายในวันนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเ้าจนมารดาเ้าจำไม่ได้เลย”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสาม”
จิ่นหลานค้อมกายก่อนจะรีบไปทำตามคำสั่งของเ้านายตนทันที เมื่อจิ่นหลานไปแล้ว เซี่ยหลิงก็จะกลับไปที่จวนแต่ได้พบกับฮ่องเต้ผู้เป็บิดาเข้าเสียก่อน
"เ้าสาม"
เซี่ยฮ่องเต้ที่เพิ่งกลับจากประชุมยามเช้าได้พบกับบุตรชายคนที่สามเข้าโดยบังเอิญจึงเรียกตัวไว้ เซี่ยหลิงตั้งสติก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นว่าเป็บิดา ในหัวก็คิดเื่หนึ่งขึ้นมาได้ เขาจึงรีบเดินไปหาบิดาอย่างว่องไว
"ถวายพระพรเสด็จพ่อ"
"ไม่ต้องมากพิธี ไปๆ ไปนั่งสนทนากับพ่อที่ศาลาริมสระบัวสักหน่อย"
เซี่ยหลิงพยักหน้าก่อนจะเดินตามบิดาไป สองพ่อลูกนั่งจิบชาด้วยกันอยู่ที่ศาลาอย่างไม่รีบไม่ร้อน เซี่ยฮ่องเต้จับจ้องมองบุตชายของตนเองพลางเอ่ยว่า
"เ้าสาม ได้ยินว่าหลายวันก่อนเ้าไปยุ่งเกี่ยวเื่การหย่าของตระกูลฉินหรือ ผู้คนเขาโจษจันกันไปทั่วเมืองหลวง เื่ราวมันเป็เช่นไรกันแน่ ข้าอยากรู้"
เซี่ยหลิงยิ้มตาหยีพลางตอบบิดา
"ข่าวสารของท่านนี่ไวจริงเชียว ก็ไม่มีอันใด ข้าเพียงช่วยสหายของเหยาเอ๋อร์ คราวก่อนนางช่วยเหยาเอ๋อร์เอาไว้ ข้าจึงตอบแทนนางให้หลุดพ้นจากสามีชั่ว ฉินเสวียนไม่ใช่คนดีอะไร เสด็จพ่อคงยังไม่รู้ เขาวางแผนใส่ร้ายภรรยาว่ามีชู้ ทั้งที่ความจริงเขาต่างหากที่เล่นชู้กับบุตรสาวของตาแก่ม่าน"
เซี่ยฮ่องเต้ฟังจบก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไร เื่โสมมในจวนของเหล่าขุนนางเขาพอจะรู้มาบ้าง
“เอาเถอะ หากเ้าอยากช่วยคนพ่อก็ไม่ห้าม แต่เ้าสาม เ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว ควรแต่งพระชายาเสียที ให้นางมาคอยควบคุมเรือนหลังของเ้า บ้านจะได้เป็บ้าน เสด็จแม่เ้าคงมองหาสตรีให้เ้าแล้วกระมัง”
“หาแล้ว แต่ข้าไม่ชอบ จึงอยากจะมาปรึกษาท่านสักหน่อย”
“พูดมาเถอะ”
“ข้าชอบหญิงสาวผู้หนึ่ง ชื่อจวีจื่อหลิง นางเป็หญิงหม้ายที่ข้าเพิ่งช่วยมานี่ล่ะ ข้าชอบนาง เสด็จพ่อ ท่านพระราชทานสมรสให้ข้ากับนางเถอะ”
เซี่ยฮ่องเต้ฟังจบก็แทบจะพ่นชาร้อนออกจากปาก เขาพยายามตั้งสติก่อนจะเอ่ยกับบุตรชายว่า
"เซี่ยหลิง สตรีดีดีมีตั้งมาก เ้าตาบอดหรือไร"
"ถูกแล้ว ข้าตาบอดเพราะความรัก ท่านนี่เดาใจข้าเก่งจริงๆ เสด็จพ่อ เขียนราชโองการมาที แต่ยังไม่ต้องกำหนดวัน แล้วยังไม่ต้องประกาศอย่างเป็ทางการ เขียนเสร็จแล้วก็มอบให้ข้า ที่เหลือข้าจัดการเอง"
เซี่ยฮ่องเต้ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วตนเองทันที เขาถึงกับปวดหัวขึ้นมาเสียดื้อๆ
“เ้าสาม ราชโองการไม่ใช่ของเล่น”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะเอาไปเล่น ข้าจะเอาไปแต่งเมีย ข้าจะต้องแต่งกับนางให้ได้ ข้าไม่แต่งกับหญิงอื่นเด็ดขาด หากท่านขัดขวางข้าและบังคับข้าแต่งกับผู้อื่น ข้าจะเผาจวนนั้นทิ้งเสียเลย ไล่เผาไปทีละจวนจนกว่าท่านจะเขียนราชโองการให้ข้า เสด็จพ่อ ท่านก็รู้จักนิสัยข้าดีนี่นา”
“เ้ามันลูกชั่ว ข้าตามใจเ้าจนเสียคนจริงๆ!”
“ ลูกที่ท่านเลี้ยงมาเองกับมือ จะธรรมดาได้อย่างไร จริงไหม”
เซี่ยฮ่องเต้แทบกุมขมับ เขาถลึงตาใส่บุตรชายอย่างเหลืออด
“ก่อนจะให้ข้าเขียนราชโองการ ข้าขอถามสักคำ นางยินดีหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเ้าไปบังคับนางนะ”
“เื่ของข้าน่า ท่านมีหน้าที่เขียนราชโองการก็เขียนไป จะถามมากทำไมกัน เป็ฮ่องเต้ที่พูดมากจริงเชียว”
“ลูกเวร เ้ามันลูกเวรจริงๆ เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเจอ มีอย่างที่ไหนบังคับฮ่องเต้ออกราชโองการ เ้าตัวบัดซบ!”
“ท่านชมข้าอีกแล้ว ให้ตายเถอะ ข้าถูกชมจนเขินอายแล้วรู้ไหม”
เซี่ยฮ่องเต้ “.....”
