บทที่ 198 สมรภูมิเดือด
ด้วยเหตุนี้ การที่คนมากกว่าครึ่งสามารถต้านทานศัตรูตรงหน้าโดยไม่พ่ายแพ้จึงนับว่าน่าชื่นชมแล้ว ดังนั้นแม้ฝั่งตำหนักตันหลิงได้เปรียบด้านจำนวนคน แต่ในศึกต่อสู้กับนักพรตจากดินแดนมาร กลับเป็ฝั่งตำหนักตันหลิงที่าเ็ล้มตายอย่างหนัก โดยเฉพาะนักปรุงโอสถ เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็มีผู้าเ็ล้มตายไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบคน ทำให้ลู่อวี่รู้สึกทั้งเ็ปและโกรธแค้น
การสังหารนักพรตจากดินแดนมารติดต่อกันสามคนของลู่อวี่ ย่อมดึงดูดความสนใจจากฝั่งตรงข้ามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่นานนักพรตจากดินแดนมารสามคนก็กรูกันเข้ามารุมล้อมเขาจากสามทิศทาง
ลู่อวี่แค่นเสียงเ็า นักพรตทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นักพรตขั้นตงซวนจากดินแดนมาร ด้านทิศเหนือเป็ชายชราร่างผอมแห้งหน้าตาดุดัน ในมือถือธงดำที่เรืองแสงไหววูบอยู่ผืนหนึ่ง มีเงาภูตผีปรากฏให้เห็นรางๆ พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนชวนขนลุก ด้านทิศตะวันตกเป็ชายร่างกำยำถือค้อนกระดูกขาว ดวงตาฉายแววดุร้าย บนใบหน้ามีรอยยิ้มเหี้ยมโหด พุ่งเข้าใส่เขาด้วยท่าทางบ้าคลั่ง ส่วนคนสุดท้ายอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และห่างจากลู่อวี่มากที่สุด รอบตัวของอีกฝ่ายมีอาวุธเวทสายมารซึ่งเป็กะโหลกศีรษะขนาดเท่ากำปั้นจำนวนหกชิ้นที่ล้อมรอบด้วยเปลวไฟสีดำ กำลังย่างสามขุมเข้าหาลู่อวี่อย่างเชื่องช้า
ถึงประสบการณ์การต่อสู้ของลู่อวี่จะไม่ได้มากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไร้พร์ด้านการต่อสู้ เมื่อคนเหล่านี้เข้ามารุมล้อม เขาใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ตัดสินได้แล้วว่าคนที่เป็ภัยคุกคามมากที่สุดคือชายวัยกลางคนที่ควบคุมอาวุธเป็กะโหลกเพลิงดำ ส่วนอีกสองคนแม้จะไม่ควรมองข้าม แต่สัญชาตญาณกลับบอกเขาว่าการโจมตีชายชราทางทิศเหนือกับชายร่างกำยำทางทิศตะวันตกก่อนไม่ใช่เื่ที่เหมาะสม
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างกายพลันวูบไหว ใช้เคล็ดวิชาแสงหลบหนีพุ่งตรงไปยังนักพรตมารวัยกลางคนอย่างสุดกำลังทันทีกระบี่บินของเขาสั่นสะท้านเบาๆ ก่อนจะแยกออกเป็ลำแสงแปดสาย พุ่งเข้าหาชายวัยกลางคนจากหลายทิศทางด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ
ก่อนหน้านี้ลู่อวี่เคยใช้ทักษะแยกกระบี่ออกมาแล้ว ทว่ายามนั้นแยกออกมาได้เพียงสองสาย มายามนี้กลับแยกออกมาได้ถึงแปดสาย คนทั้งสามที่เข้ามารุมล้อมถึงกับตกตะลึง โดยเฉพาะชายวัยกลางคนที่ควบคุมกะโหลกเพลิงดำ ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันตา กะโหลกเพลิงดำทั้งหกที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาโคจรเป็เส้นทางลึกลับ ก่อตัวเป็เกราะป้องกันที่สร้างจากเปลวไฟสีดำขึ้นมารอบร่างกายในชั่วพริบตา ขณะที่กะโหลกเพลิงดำทั้งหกกลับอันตรธานหายไป
แทบจะในเวลาเดียวกัน ลู่อวี่ก็ควบคุมแสงกระบี่ทั้งแปดสายก่อตัวเป็วงแหวน ล้อมรอบเกราะป้องกันเพลิงดำของอีกฝ่ายเอาไว้ จากนั้นคมกระบี่ทั้งแปดก็หันเข้าหาด้านใน หมุนควงอย่างรวดเร็วราวกับลูกข่างจนเกิดเสียง “ซู่” ดังออกมาต่อเนื่อง
“อ๊าก!” ชายวัยกลางคนที่ถูกขังอยู่ในวงแหวนกระบี่ร้องะโด้วยความหวาดกลัว เพียงพริบตาเดียว เกราะป้องกันเพลิงดำที่เขาภาคภูมิใจก็ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ เขายังไม่ทันจะได้ตอบสนอง ร่างกายก็ถูกวงแหวนกระบี่ที่หดตัวลงอย่างรวดเร็วตัดจนแหลกเป็ชิ้นๆ
นักพรตจากดินแดนมารสองคนที่ไล่ตามมาด้านหลัง ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าจะมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ เพียงพริบตาเดียวก็สังหารยอดฝีมือผู้หนึ่งได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันมันยิ่งเป็แรงกระตุ้นให้พวกเขาพุ่งโจมตีลู่อวี่อย่างสุดกำลัง
ชายชรารีบโบกธงดำในมืออย่างเต็มกำลัง ฉับพลัน ลำแสงสีดำหลายสายพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของิญญาต่างก็พุ่งเข้าใส่ลู่อวี่ ส่วนชายร่างกำยำก็ขว้างค้อนกระดูกขาวในมือใส่ลู่อวี่โดยตรง หลังจากหายวับไปลอยอยู่เหนือศีรษะลู่อวี่ได้ไม่นาน ค้อนกระดูกขาวขนาดเท่าศีรษะมนุษย์พลันขยายใหญ่จนมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสองจั้ง ค้อนกระดูกทั้งอันถูกหลอมรวมมาจากกระดูกจำนวนนับไม่ถ้วน ยามที่มันตกลงมาจึงราวกับูเากระดูกขนาดมหึมาทิ้งดิ่งลงจากฟ้า
“ตูม!” เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลู่อวี่หลบการโจมตีจากค้อนกระดูกขาวได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ยังโดนลำแสงสีดำแฉลบผ่านอยู่สองสามครั้ง ถึงจะมีแสงเทพคุ้มครองกับแสงกำบังใสอวิ๋นลัวป้องกันอยู่ แต่ก็ยังได้รับแรงกระแทกจนเืลมในร่างกายปั่นป่วน ส่วนเกราะป้องกันที่สร้างจากไฟแท้หนิงคงนั้นถูกใช้รับมือกับค้อนกระดูกขาว จึงไม่ได้ป้องกันลำแสงสีดำสุดแปลกประหลาดเ่าั้
เนื่องจากมียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้ากำลังต่อสู้กันอยู่บนท้องนภา คลื่นกระแทกจากพลังการปะทะจึงยิ่งทวีความรุนแรง ทำให้นักพรตที่มีระดับขั้นพลังยุทธ์ต่ำกว่าขั้นเกิดเทพเ้าทั้งหมดไม่กล้าต่อสู้กันกลางอากาศ ขอบเขตการมองเห็นของพวกเขาจึงแคบลงหลายส่วน ในยามคับขันเช่นนี้ นักพรตที่กำลังต่อสู้กันคงไม่มีผู้ใดปล่อยญาณจิตออกมาสังเกตสถานการณ์โดยรอบ เื่นี้ทำให้การลงมือของลู่อวี่เป็ไปอย่างราบรื่นโดยปราศจากการขัดขวาง
แต่การที่นักพรตจากดินแดนมารบุกโจมตีอย่างลับๆ ในครั้งนี้ เป้าหมายหลักของพวกเขากลับไม่ใช่การสังหารนักปรุงโอสถ หรือทำลายสถานที่แห่งนี้ทิ้ง แต่คือการกำจัดลู่อวี่ผู้เป็นายน้อยของตระกูลลู่ ดังนั้นในขณะที่ยอดฝีมือระดับสูงกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่บนท้องฟ้า พวกเขาก็ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านล่างตลอดเวลา ยอดฝีมือเ่าั้ได้รับภาพเหมือนของลู่อวี่มาจากมู่หลงจื่อั้แ่ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อความอยู่รอดของดินแดนมารและตัวพวกเขาเอง พวกเขาต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม
ดังนั้นราชันจากดินแดนมารที่อยู่บนท้องฟ้าจึงสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วหลังจากลู่อวี่เป็ฝ่ายลงมือ พวกเขาคิดจะลงมืออยู่หลายครั้งแต่กลับถูกยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าของเทียนตูทั้งหลายรุมล้อมเอาไว้ ยามใดที่ได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยก็จะหยิบโอสถวิเศษมากินทันที เพื่อรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมต่อสู้อยู่เสมอ ทำเอาเหล่าราชันมารสบถด่าทอไม่หยุด แต่ก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
“เ้าพวกเศษสวะ! ลืมแล้วหรือว่าพวกเ้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด! หยุดเล่นกับพวกปลาซิวปลาสร้อยได้แล้ว! ไปจัดการบุรุษที่สวมอาภรณ์สีขาวผู้นั้นให้ข้า!” ราชันมารผู้หนึ่งเอ่ยด่าทอ ขณะที่กำลังรับมือกับการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของนักรบเทียนตู
ขณะนั้นเอง นักพรตจากเทียนตูผู้หนึ่งก็วาดฝ่ามือส่งลำแสงสีแดงออกมา ลำแสงดังกล่าวหายวับไปในพริบตาเดียว คราแรกนักพรตจากดินแดนมารที่กำลังต่อสู้กับเขาอยู่คิดว่าเป็การโจมตีด้วยอักขระยันต์แปลกๆ แต่หลังจากนั้นก็ตระหนักได้ว่าน่าจะเป็ยันต์ส่งสาร จึงสบถออกมาแล้วพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง เปิดฉากปะทะกับนักพรตคนนั้นอย่างดุเดือดอีกครั้ง
“บุรุษที่สวมอาภรณ์สีขาวผู้นั้นคือลู่อวี่ นายน้อยตระกูลลู่ที่เป็เป้าหมายของพวกเรา? ฆ่า!”
“ไหนว่าคนผู้นั้นเป็นักปรุงโอสถขั้นสี่อย่างไรเล่า? พวกเราถูกเขาฆ่าตายไปหลายคนแล้ว นักปรุงโอสถมีฝีมือการต่อสู้ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ลำแสงกระบี่ของเขารุนแรงยิ่งนัก ระวังตัวกันด้วย!”
นักพรตจากดินแดนมารจำนวนหนึ่งที่ได้รับการเตือนสติก็พากันเบนสายตาไปทางลู่อวี่ที่เพิ่งจะหลบการโจมตีจากค้อนกระดูกขาวได้ เพียงพริบตาเดียว นักพรตมารจำนวนหนึ่งก็ละทิ้งคู่ต่อสู้ของตนเองแล้วพุ่งไปทางเขา
นักพรตเทียนตูต่างหน้าถอดสีไปตามๆ กัน ในที่สุดพวกเขาก็รู้แจ้งแล้วว่าเป้าหมายของศัตรูคือลู่อวี่ นายน้อยตระกูลลู่ เห็นได้ชัดว่าการปรากฏตัวของตำหนักตันหลิง สร้างความไม่พอใจให้บรรดานักพรตจากดินแดนมารมากเพียงใด จนพวกเขา้ากำจัดมันให้สิ้นซาก หากนายน้อยตระกูลลู่เป็อะไรไป พวกเขาไม่สนใจว่าตำหนักตันหลิงจะเป็อย่างไร แต่หากขาดโอสถวิเศษเหล่านี้ที่คอยช่วยเหลือ สิ่งนี้ต่างหากเล่าที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้
หากไม่มีนายน้อยตระกูลลู่ ก็คงไม่มีตำหนักตันหลิง และหากไม่มีตำหนักตันหลิง พวกเขาก็จะไม่มีโอสถวิเศษให้ใช้สอยในยามคับขัน เหตุผลง่ายๆ เพียงเท่านี้ เหตุใดพวกเขาจะไม่เข้าใจเล่า และเมื่อตระหนักได้แล้วพวกเขาก็ต้องยอมสู้อย่างสุดชีวิตเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เอง นักพรตจากดินแดนมารจำนวนมากที่เพิ่งจะสลัดคู่ต่อสู้ของตนเองได้ ก็ต้องหันกลับมารับมือกับศัตรูอีกครั้งภายใต้การบุกโจมตีสุดกำลังของอีกฝ่าย!
แม้ลู่อวี่จะไม่ได้หวาดกลัวคนพวกนั้น แต่ดูจากแนวโน้มของสถานการณ์แล้ว ดูเหมือนเป้าหมายของการลอบโจมตีครั้งนี้จะเป็ตัวเขาเอง ในเมื่อตระหนักได้เช่นนี้แล้ว หากเขายังเผชิญหน้าต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างซึ่งหน้า ก็นับว่าโง่เขลาเต็มทนแล้ว
ลู่อวี่หลบการโจมตีจากเพลิงสีดำอีกครั้ง ร่างกายพลันวูบไหว เขาใช้เคล็ดวิชาแสงหลบหนี แล้วไปปรากฏตัวอยู่ข้างกายนักพรตจากดินแดนมารซึ่งอยู่ไกลที่สุด อีกฝ่ายยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว กระบี่ดวงดาวที่เขาพกติดตัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของนักพรตผู้นั้นแล้ว ก่อนจะตามมาด้วยเสียง “ฉึก!” กระบี่แทงทะลุผ่านกะโหลกศีรษะของอีกฝ่าย ปลิดชีพได้ในการโจมตีเดียว
ร่างไร้ิญญาของนักพรตมารผู้นั้นยังไม่ทันจะแตะพื้น เืยังไม่ทันจะสาดพ่นออกมา ลู่อวี่ก็ใช้เคล็ดวิชาเร้นกายหายตัวไปทางทิศตะวันตกซึ่งอยู่ไกลออกไปมากกว่าเดิม
“จงหยุดประเดี๋ยวนี้!”
“ตายเสียเถิด!”
“คิดจะหนีหรือ?”
เสียงคำรามกราดเกรี้ยวดังขึ้นระงม นักพรตมารเ่าั้ต่างก็ใช้เคล็ดวิชาที่ตนถนัดที่สุดโจมตีใส่ลู่อวี่
ยามที่พวกเขาบุกเข้ามายังเขตแดนหลักของเทียนตู ก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจะต้องสละชีวิต ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รักตัวกลัวตาย แต่หากไม่สามารถกำจัดเป้าหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด เมื่อไหร่ที่นักพรตจากเทียนตูทั้งหลายย้อนกลับมา ต่อให้พวกเขามีฝีมือเก่งกาจมากเพียงใด ก็คงหนีรอดการไล่ล่าของนักพรตจากเทียนตูทั้งหมดได้ยาก
แต่เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของตำหนักตันหลิงอยู่ในระดับที่เกินความคาดหมายของพวกเขา เพียงยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าก็มีถึงห้าคนแล้ว อีกทั้งในนั้นยังมีหนึ่งคนที่ฝีมือร้ายกาจมาก ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับราชันมารสองคนพร้อมกันก็ยังคงรับมือได้อย่างสบาย อย่างมากก็เพียงแบ่งกำลังไปช่วยผู้อื่นไม่ได้เท่านั้น ส่วนลู่อวี่ นายน้อยตระกูลลู่ที่เป็เป้าหมายของพวกเขานั้นก็มีพลังร้ายกาจเหนือความคาดหมายเช่นกัน พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่านักปรุงโอสถขั้นสี่ที่อายุน้อยเช่นนี้ จะจัดการได้ยากลำบากนัก แล้วจะไม่ให้รู้สึกร้อนรนใจได้อย่างไร?
“ตูม ตูม ตูม!” เคล็ดวิชาจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่ลู่อวี่ แล้วยังมีอาวุธเวททรงพลานุภาพหลายชิ้นไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ ทำให้ลู่อวี่ที่คิดจะใช้กลยุทธ์เคลื่อนย้ายไปรอบๆ ขณะโจมตีไม่สามารถหาจังหวะโต้กลับได้ ทำได้เพียงใช้ลำแสงหลบหนีเคลื่อนไหวไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง พยายามหลบหลีกการโจมตีไปทั่วทุกสารทิศ
“อ๊าก!” นักพรตจากดินแดนมารคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับศัตรู เผลอพลาดท่าปล่อยให้ลู่อวี่เข้าประชิดตัวได้ เขารู้สึกได้ถึงแรงมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่จึงรีบถอยหลังไปหลายก้าวโดยสัญชาตญาณ ทว่าด้านหลังของเขากลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบไป ลู่อวี่ใช้ร่างกายของนักพรตจากดินแดนมารผู้นั้นเป็โล่มนุษย์รับการโจมตีจากเคล็ดวิชาทรงพลานุภาพซึ่งพุ่งตามมาจากด้านหลัง ทำให้เขาพอจะมี่พักหายใจอยู่บ้าง
เขาโยนโอสถวิเศษเม็ดหนึ่งเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะใช้การเร้นกายเคลื่อนไหวไปอีกทิศทางหนึ่ง
หลังจากถูกลู่อวี่สร้างความวุ่นวายเช่นนี้ กลุ่มนักพรตจากดินแดนมารที่กำลังไล่ล่าเขาก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีกต่อไป ได้แต่กัดฟันไล่ตามเขาอย่างไม่ลดละ แม้คนของตำหนักตันหลิงจะไม่ได้มากมายนัก แต่ภายในสถานที่แห่งนี้มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่น้อย แล้วยังมีคนตั้งสองสามร้อยคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอีก ทำให้นักพรตดินแดนมารไล่ล่าได้ยากลำบากอยู่ไม่น้อย
หากมองลงมาจากที่สูง ก็จะเห็นว่าสถานที่ทั้งหมดมีเพียงกลุ่มนักพรตที่กำลังต่อสู้กัน นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงแสงวูบไหวรางๆ ที่กำลังหลบหนีการไล่ล่าจากนักพรตจากดินแดนมารสิบกว่าคน พร้อมกับโจมตีนักพรตจากดินแดนมารที่ไม่ระวังตัวเป็ครั้งคราว ในระหว่างการสู้รบกันนั้น ทั้งสองฝ่ายบ้างก็หลบหลีก บ้างก็ร่วมมือประสานงานกัน ทำให้สนามรบแห่งนี้สับสนอลหม่านอย่างถึงที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไป นักพรตจากดินแดนมารก็เริ่มกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อยๆ นับั้แ่เริ่มแผนการลอบโจมตีเป็ต้นมา เวลาก็ล่วงเลยไปอย่างน้อยหนึ่งเค่อแล้ว เช่นนั้นย่อมหมายความว่าภายในหนึ่งเค่อต่อจากนี้ กำลังเสริมของนักพรตจากเทียนตูจะเดินทางมาถึงที่นี่ และหากยังไม่สามารถทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ ก็คงมีเพียงความตายที่รอพวกเขาอยู่ปลายทาง
