เมื่อได้ยินดังนั้นหลงเหยียนก็อดใไม่ได้ คิดไม่ถึงว่ากระบี่เล่มนั้นจะมีจิติญญาสิงสถิตอยู่ด้วย ถึงอย่างไรเขายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดกระบี่ดังกล่าวถึงมาอยู่ในมือของตระกูลอู่ตี้ได้ จึงถามออกไปอีกครั้ง
“ว่ากันว่าแต่ก่อน ตระกูลอู่ตี้มีบรรพบุรุษที่มีพร์ล้ำเลิศอยู่ท่านหนึ่ง ในตอนที่ท่านกำลังจะสิ้นอายุลง ท่านใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างผนึกขึ้น และใช้มันเพื่อผนึกจิตกระบี่ในกระบี่เมฆโลหิต ั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมา กระบี่เมฆโลหิตก็ไม่เคยแสดงพลังออกมาได้อย่างแท้จริงอีกเลย ทักษะการโจมตีที่น่าหวาดกลัวของตัวกระบี่เองก็ถูกเก็บซ่อนอยู่ในกระบี่ ไม่อาจปรากฏสู่ภายนอกั้แ่นั้นเป็ต้นมา”
“ที่ตระกูลอู่ตี้เฟ้นหายอดอัจฉริยะที่มากพร์ในด้านของการต่อสู้เข้ามาทุกปี ส่วนมากก็เพื่อหาทางเปิดผนึกแก่กระบี่เล่มนี้นั่นเอง จนกระทั่งตอนนี้ ยังไม่มีใครในสำนักทั้งสี่ที่ทำเช่นนั้นได้เลย”
“อย่างนั้นหรือ? ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง? เมื่อพูดเช่นนี้ก็แสดงว่ากระบี่เมฆโลหิตเป็สมบัติล้ำค่าที่ทุกคนต่างก็อยากได้ไปครอง ทว่ากลับไม่มีใครที่แข็งแกร่งพอจะควบคุมมันได้สักคนแบบนั้นใช่หรือไม่ หากเป็แบบนั้นจริงๆ ใต้หล้าจะไม่วุ่นวายไปหมดหรือ?”
แม้แต่หลงเหยียนเองก็ยังอดกลั้นต่อความโลภในใจไม่ได้ เขาแอบจินตนาการถึงภาพตอนที่ตนได้ครองกระบี่เล่มนั้น
“พี่หยุน กระบี่เล่มนั้นถูกเรียกว่าเป็อาวุธอำมหิต คาดว่ามันต้องมีพลังที่รุนแรงและกระหายเืมากเลยสินะ”
“เื่นั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
หลงเหยียนแอบคิดในใจ ‘กระบี่เมฆโลหิตอาจเป็เหมือนกระบี่พิฆาตัในอดีตก็ได้ ที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสีเมื่อกระบี่กำเนิดนั้นจะเป็ผลมาจากเทพั? หลงเหยียนไม่กล้าคิดต่อ ทว่าหากมีโอกาสเมื่อใด เขาต้องชิงมันมาครองให้จงได้
กระบี่พิฆาตัมีพลังที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อทีเดียว หากได้กระบี่เมฆโลหิตมาครองอีกเล่มแล้วมอบมันให้เ้าสิงโตน้อยต่อละก็ แค่คิดเขาก็ตื่นเต้นจนแทบจะบ้าแล้ว
ไม่นานหลงเหยียนก็หันไปพูดเื่อื่น
“พี่หยุน ท่านรู้หรือไม่ว่าพี่ฉู่ถูกขังอยู่ที่ส่วนไหน หรือจุดใดในคุกเดียวดาย?”
หยุนม่านเทียนครุ่นคิดอย่างเงียบงันก่อนจะมองไปยังหลงเหยียน “ทำไม หรือเ้าคิดจะไปช่วยเขาออกมา? คุกเดียวดายเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตราย แม้แต่พี่ชายของเขาก็ยังทำเช่นนั้นไม่ได้เลย หลงเหยียน ข้าขอเตือนให้เ้าล้มเลิกความคิดนี้จะดีกว่า ที่นั่นมีปีศาจอสูรระดับมายาขั้นที่หกคอยเฝ้าอยู่เชียวนะ อีกอย่างคุกเดียวดายที่ว่าก็อยู่ในโลกเฉียนคุนขนาดเล็กอีกใบ ผู้ที่เข้าไปในโลกใบนั้นล้วนเป็นักโทษที่ถูกตัดสินโทษปะา มีเพียงยอดฝีมือระดับชีพ์เท่านั้นที่จะเอาชีวิตรอดในนั้นได้ เพราะที่นั่นมีพลังมารอยู่มากจนไม่อาจประเมิน หากผู้ที่มีพลังต่ำย่างกรายเข้าไปในนั้นละก็ ต้องถูกพลังมารครอบงำด้วยเวลาแค่ไม่กี่วันแน่ เมื่อถึงตอนนั้น ร่างกายก็จะถูกพลังมารกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูกด้วยซ้ำ”
หลงเหยียนเบิกตากว้าง โลกเฉียนคุนที่พวกเขายืนอยู่นี้เต็มไปด้วยธาตุพลังแห่งธรรมชาติ ทว่าโลกเฉียนคุนอีกใบที่เขาพูดถึงกลับเต็มไปด้วยอันตราย แค่คิดหลงเหยียนก็รู้สึกขนลุกไปหมดแล้ว
“ไม่นะ หากเป็เช่นนั้นก็หมายความว่า พี่ฉู่ไม่มีทางรอดชีวิตแล้วน่ะสิ”
หยุนม่านเทียนแตะไหล่หลงเหยียนเบาๆ “น้องหลง เมื่อก้าวขึ้นไปในระดับที่สูงยิ่งขึ้น เ้าก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้นด้วย ตระกูลขนาดใหญ่ไม่เหมือนกับกลุ่มอิทธิพลขนาดเล็กด้านนอก หากไม่ระวัง เบื้องหน้าเ้าอาจกลายเป็หุบเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นก็ได้ เก็บคำพูดของข้าไปคิดให้ดีเถิด ข้าไม่อยากพูดไปมากกว่านี้แล้ว เอาเป็ว่าในที่แห่งนี้ ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย จำเท่านี้ก็พอ”
พูดจบ หยุนม่านเทียนก็ชี้นิ้วออกมา “เห็นเด็กกลุ่มนั้นหรือไม่ เด็กพวกนั้นรู้จักการวางแผนและแย่งชิงกันมาั้แ่เด็ก พวกเขาช่ำชองด้านการใช้กลอุบาย ก็เหมือนกับสำนักทั้งสี่ที่ภายนอกคล้ายจะเป็มิตรและสันติสุข แท้จริงแล้วทุกสำนักต่างก็เกรงว่าสำนักอื่นจะแข็งแกร่งเกินกว่าตน ในบางครั้งก็เป็มหาอำนาจทั้งหลายนี่ละ ที่เป็ผู้จัดแจงว่าจะให้คนรุ่นหลังในตระกูลไหนเพิ่มพลังขึ้นไปอีกขั้นเมื่อใด”
หลงเหยียนไม่เคยคิดถึงอันตรายที่อาจพบเจอเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาเป็ห่วงในตอนนี้ก็คือหนานกงฉู่ จึงทำให้เขารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย หลังจากที่หลงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง หลงหลิงก็ยื่นมือมาแตะที่แขนของเขาเบาๆ เพื่อเป็การปลอบโยน
“พี่เหยียน วางใจเถิด มีข้าอยู่ทั้งคน ข้าไม่มีทางปล่อยให้คนอื่นมารังแกท่านแน่”
เ้าสิงโตน้อยกับหลงหลิงกำลังเก็บซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้ เพราะกลิ่นอายแห่งพลังของทั้งสองไม่เหมือนกับคนอื่นๆ อีกอย่าง ยามนี้หลงหลิงก็กำลังสิงอยู่ในร่างของหยุนโน่ที่เป็หลานสาวของเ้าสำนักแห่งสำนักหยุนเฟิง ทว่าก็ไม่อาจอยู่ในร่างนี้ได้ตลอดไปเช่นกัน
หลังเดินไปได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาจนสุดแดนชีพธรณี มองเห็นเขตแดนของแดนชีพ์แล้ว หยุนม่านเทียนหันไปะโบอกเด็กๆ ที่มาด้วย
“พวกเ้ารออยู่ตรงนั้นก่อน ตอนนี้พวกเรากำลังจะเข้าสู่แดนชีพ์แล้ว หากพวกเ้าวิ่งพล่านไปทั่วในเวลานี้ละก็ ระวังจะถูกปีศาจอสูรจับกินล่ะ”
เมื่อหยุนม่านเทียนพูดเตือนเสร็จ เด็กๆ ทั้งหลายก็วิ่งเข้าไปหาหลงเหยียนและหยุนม่านเทียน เด็กชายที่อายุมากที่สุดในกลุ่มยังคงแสดงสีหน้ารังเกียจหลงเหยียนดังเดิม
“ทำไม ศิษย์พี่หยุน เ้าสามคนนี้ยังจะไปกับพวกเราต่ออีกหรือ หรือพวกเขากลัวว่าหากเดินทางกันเองอาจจะถูกปีศาจอสูรจับกิน ก็เลยอยากขอให้พวกเราช่วยคุ้มครองพวกเขาด้วย ช่างฉลาดกันเสียจริง ทว่าพวกเราไม่้าพวกเขาเลยแม้แต่น้อย”
“นั่นสิ รีบไสหัวไปเสีย กลุ่มนี้ไม่้าพวกเ้า”
หลงเหยียนเริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กน้อย หยุนม่านเทียนรู้ว่าหลงเหยียนมีพลังแค่ระดับชีพมนุษย์ขั้นสูง จึงอยากพาหลงเหยียนกับพวกไปด้วย แต่เด็กกลุ่มนี้กลับไม่ชอบพวกเขาเลยสักนิด
“น้องหลง อย่าสนใจพวกเขาเลย วางใจเถิด เ้าเดินตามข้าต่อไปก็พอ ทว่าอีกประเดี๋ยว หากเราเจอปีศาจอสูรระดับสูงเข้า พวกเ้าต้องรีบไปหลบก่อนล่ะ รอให้พวกเราฆ่าปีศาจอสูรสำเร็จแล้ว ข้าจะมอบลูกแก้วปีศาจกับิญญาอสูรให้เ้าตามที่สัญญากันเอาไว้ เ้าจะได้นำของเ่าั้กลับไปแลกเป็แต้มรางวัลได้”
หากไม่ใช่เพราะหยุนม่านเทียนคอยอธิบายและบอกเื่ข่าวสารต่างๆ ให้หลงเหยียนทราบตลอดทาง หลงเหยียนคงไปจากกลุ่มนี้ตั้งนานแล้ว ความจริงหลงเหยียนเองก็รู้สึกเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยของเด็กกลุ่มนี้เหมือนกัน อย่างไรเสียหยุนม่านเทียนก็เป็แค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับชีพธรณี หลงเหยียนจึงรู้สึกไม่ค่อยวางใจสักเท่าไร
ไม่นานพวกเขาก็เข้าสู่แดนชีพ์กันแล้ว เบื้องหน้ามีกลิ่นอายแห่งพลังที่ร้อนรนและเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรุนแรงอยู่ หลงเหยียนเองก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของปีศาจอสูรแล้วเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ปีศาจอสูรตัวนี้ต้องอยู่ในระดับมายาขั้นที่สี่เป็อย่างต่ำแน่นอน
“พี่เหยียน ท่านรับรู้ได้หรือไม่?” หลงเหยียนพยักหน้าเบาๆ พลังจิตของหลงเหยียนว่องไวและแข็งแกร่งกว่าหยุนม่านเทียนไม่น้อย จึงสามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่พวกเขาไม่อาจรับรู้ได้
“เ้าสิงโตน้อย หยุดพูดก่อน ข้ารับรู้ได้ว่าข้างหน้ามีปีศาจอสูรมากกว่าหนึ่งตัว เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะรับมือกับหนึ่งในนั้นเอง ปล่อยให้หยุนม่านเทียนกับเด็กพวกนั้นจัดการกับอีกตัวไปเถิด ตอนนี้อย่าเพิ่งบอกเื่นี้กับพวกเขา ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเด็กจอมหยิ่งที่ชอบดูถูกผู้อื่นอย่างพวกนั้นจะเก่งสักแค่ไหน หากไม่สั่งสอนสักหน่อย พวกเขาก็ไม่มีทางรู้ว่าข้าแน่แค่ไหน”
หลงเหยียนสะสมความโกรธมานานมากแล้ว
ไม่นานเขาก็รับรู้ได้ว่าปีศาจอสูรระดับมายาขั้นที่สี่ที่อยู่เบื้องหน้าคือพยัคฆ์เปลวอินทนิลสองตัวนั้นเอง
“พี่เหยียน ระวังตัวล่ะ พยัคฆ์เปลวอินทนิลเป็สัตว์ที่ดุร้ายมาก มันมีเปลวเพลิงสีม่วงลุกโชนอยู่ทั่วทั้งตัว นั่นเป็เปลวเพลิงที่สามารถแผดเผาสายน้ำ ทั้งยังดับไม่ได้อีก นอกเสียจากข้าจะใช้สายเืของตัวเองดับมันลงเท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง ปีศาจอสูรชนิดนี้ยังมีพลังอย่างอื่นด้วย ในตอนที่มันคำราม ทางที่ดีรีบปิดหูเอาไว้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องเห็นภาพมายาที่มันสร้างขึ้น”
หลงเหยียนพยักหน้า เสี่ยวหลิงมองไปยังเ้าสิงโตน้อย “เ้าสิงโตน้อย คิดไม่ถึงว่าเ้าจะมีความรู้ไม่น้อยเลย”
เ้าสิงโตน้อยได้ใจยิ่งนัก “แน่นอนอยู่แล้ว อย่างไรเสียข้าก็เป็ถึงสัตว์เทพเชียวนะ ลูกแก้วปีศาจที่ข้าเคยกินยังมีมากกว่าลูกแก้วปีศาจที่พวกท่านเคยเห็นมาตลอดชีวิตด้วยซ้ำ ตอนที่ข้ายังอยู่ในแดนแห่งเทพั ข้าทั้งน่าเกรงขามและมีอำนาจมากเลยจะบอกให้”
หากไม่ใช่เพราะหลงหลิงอยู่ด้วย เ้าสิงโตน้อยคงจะพูดโม้ต่อไปอีกยาว หลงหลิงจับหูของเ้าสิงโตน้อยเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม
“แล้วเ้าดูออกหรือไม่ว่าร่างแท้ของข้าคืออะไร?”
เ้าสิงโตน้อยส่ายหน้า “นั่นน่ะสิ พี่เสี่ยวหลิง ร่างแท้ของท่านคืออะไรกันแน่ ดูเหมือนแม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพลังที่มีในตอนนี้ ข้าไม่อาจมองทะลุไปเห็นร่างแท้ของท่านได้อย่างแน่นอน ข้ารู้สึกว่าท่านช่างลึกลับทั้งยังไม่อาจคาดเดาได้เลย”
หลงหลิงหัวเราะขึ้นเบาๆ “ต่อไป เดี๋ยวเ้าก็รู้เอง” หลังได้รู้จักกันนานขึ้น ทั้งสองก็เริ่มคุยกันถูกคอมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ไม่แปลก เพราะเดิมทีเ้าสิงโตน้อยก็มีนิสัยร่างเริงและเป็มิตรมากอยู่แล้ว
หลงเหยียนกับพวกเดินตามหยุนม่านเทียนและกลุ่มเด็กๆ ไป ไม่นานพวกเขาก็พบกับถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง กลิ่นอายแห่งพลังที่แข็งแกร่งระลอกนั้นมีต้นทางมาทางภายในนี้นั่นเอง
--------------------
