เพราะเพิ่งจะเปิดเรียนวันแรกสำนักเชินจึงได้ครึกครื้น
หยินสงแทบรอไม่ไหว อยากพุ่งตัวเข้าไปในสำนักเชินเสียให้ได้
เขามั่นใจว่าเมื่อครู่ตนเพิ่งจะเห็นเฉินโย่ว ย่อมไม่มีทางมองผิด
แม้จะกล่าวได้ว่าเขากับเฉินโย่วเพิ่งเคยเจอกันเพียงครั้งเดียว แต่เฉินโย่วเคยช่วยเขาเอาไว้ จากนั้นเขาก็เดินหมากแพ้นาง
เดิมทีก็เป็เื่ธรรมดาเื่หนึ่ง ไม่นับว่าเป็เื่ะเืฟ้าะเืดินอะไร
ทว่าเพราะตอนนั้นมีกองทัพจิงบุกประชิดเข้ามา เขาจึงยังไม่ได้ใช้หนี้พนันให้นาง กระทั่งบอกลาก็ยังไม่ได้ทำ ได้แต่จากมาอย่างเร่งรีบ
จากการจากลาธรรมดา จึงกลายเป็การจากลาตลอดการ
เพียงพริบตาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่กลับทำให้เื่นี้ฝังรากลึกอยู่ในใจ
หยินสงเติบโตมาในครอบครัวอบอุ่น ทั้งยังเป็บุตรในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นซี ความคิดจึงทั้งใสซื่อและซื่อตรง ใบหน้างดงามราวกับแม่นางน้อย ทว่ากลับมีจิตใจเข้มแข็งดั่งบุรุษ
เมื่อเขาสลัดท่านอารองไปได้แล้ว ก็รีบเดินเข้าไปในสำนักเชินทันที ท่ามกลางกลุ่มบัณฑิตในสำนักเชิน คราแรกเขาก็ไม่รู้ว่าจะไปหานางได้ที่ใด ทว่าเขาเห็นแล้วว่าเฉินโย่วได้เดินเข้าไปในสำนักเชิน ถึงอย่างไรก็นับว่าเขาก็มีเป้าหมายแล้ว
เขาเตรียมจะไปหาหอพักของตัวเองแล้วจัดข้าวของให้เรียบร้อยก่อน
หอพักของเขาอยู่ในตำแหน่งอู้หลังที่สาม ว่าไปแล้วก็นับว่าอยู่ค่อนข้างไกล
หยินสงเดินอ้อมไปอ้อมมาอยู่พักใหญ่ จึงหาหอพักของตัวเองเจอ
เขาเห็นเรือนซอมซ่อตั้งอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ รู้สึกว่าเรือนที่แย่ที่สุดที่เขาเคยอยู่มาในชีวิตนี้ ก็น่าจะเป็เรือนหลังนี้เอง
เมื่อคิดว่าจะต้องอยู่ในเรือนแห่งนี้ไปอีกนาน ก็พลันรู้สึกอ่อนแรง
เมื่อตามป้ายหน้าเรือนไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็พบหอพักของตัวเอง
เมื่อเข้าไปด้านในก็เห็นว่าเตียงที่อยู่ติดประตูมีคนจองไว้แล้ว
เตียงที่ติดกับประตูเป็ของอาลู่ ยามอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เขาก็คุ้นชินกับการเลือกตำแหน่งที่หนีออกไปได้ง่ายที่สุด
ทั้งยังเข้าออกได้สะดวก
ส่วนเตียงที่อยู่ติดกับเตียงของอาลู่ คือเตียงของเสี่ยวซี เด็กชายดีใจมากที่จะได้อยู่ร่วมกับพี่ลู่
จากการทำตัวเป็กาวเกาะติดอีกฝ่ายมาเป็เวลานาน เสี่ยวซีก็พบว่าพี่ลู่เป็คนหน้าโหดแต่ใจดี แม้ใบหน้าจะชวนให้รู้สึกเย็นะเื แต่ความเป็จริงก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
อีกทั้งพี่ลู่ยังเป็พี่ใหญ่ของพี่โย่ว แน่นอนว่าจะต้องเป็พี่ใหญ่ของเขาเช่นกัน
ั้แ่เล็กก็มีเขาเพียงคนเดียว เขาไม่มีพี่ชาย น้องชายหรือพี่สาว…ทว่าก็มีพี่สาวอยู่คนหนึ่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่านางทำผิดอะไร เสด็จแม่จึงไม่ยอมให้พบหน้านางอีก
อีกทั้งยังไม่ค่อยจะตรัสถึงนาง
ถังซีเป็คนสดใสร่าเริง เพียงไม่นานก็มีพี่ชายเพิ่มมาถึงสี่คน ใบหน้าจริงจังคอยตามติดรับใช้เหล่าพี่ชายไม่ห่าง
แน่นอนว่าเขาทำอะไรไม่ค่อยเป็นัก กระทั่งปูเตียงก็ยังต้องให้อาลู่ช่วยทำให้ ทว่าเขาก็ตั้งใจเรียนรู้วิธีการของอาลู่ แม้ว่ามือเท้าจะไม่คล่องแคล่วเท่าใด แต่ก็พอจะช่วยงานอาลู่ได้
หยินสงเมื่อเดินเข้าไปในหอพักแล้วพบกับเตียงเก่าๆ เตียงหนึ่งก็ถอนหายใจ แล้วจึงเปิดดูสัมภาระของตน จากนั้นก็หยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาเช็ดเตียง เขาเองก็ไม่ได้เลือกเตียงริมหน้าต่าง เพราะเตียงริมหน้าต่างโดดเดี่ยวเกินไป อีกทั้งยังทำให้เขารู้สึกปอดแหกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นจึงได้เลือกเตียงตรงกลาง
เด็กหนุ่มใช้ผ้าผืนนั้นเช็ดเตียงไปก็ปิดจมูกไป
ยามนี้ก็มีคนเดินเข้ามาอีกคนหนึ่ง
คนที่เข้ามาคือจ้งหรู
ลูกหลานผู้แสนโชคร้ายของตระกูลจ้ง ครานี้เขาก็คืออีกคนหนึ่งที่ถูกเลือกให้ย้ายไปเรียนในชั้นเรียนเตรียมความพร้อม
ชั้นเรียนเตรียมความพร้อมก็มีการสอบเช่นกัน หากสอบไม่ผ่านก็ทำได้เพียงออกจากสำนักเชินไปเท่านั้น แม้ว่าเขาจะเป็ศิษย์เก่า แต่คะแนนก็ไม่นับว่าโดดเด่นกว่าใคร ใครจะล่วงรู้ได้ว่าสภาพเขาในยามนั้นจะเป็อย่างไร
ดังนั้นเขาจึงได้เก็บสัมภาระของตนอย่างเชื่องช้า ก่อนจะย้ายมาที่นี่
เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเด็กหนุ่มสวมชุดผ้าไหมสีฟ้ากำลังก้มๆ เงยๆ มือข้างหนึ่งปิดจมูกไป อีกข้างก็เช็ดเตียงไป
จ้งหรูเหลือบมองเด็กหนุ่มคราหนึ่ง ตอนแรกยังนึกว่าเ้าเด็กคนนี้เป็สตรี ทำเอาใแทบแย่
เมื่อเห็นว่าในมือยังถือผ้าอยู่ ผมเผ้าก็ถูกหวีเสียเรียบแปล้ ทว่าผ้าผืนนั้นกลับไม่อาจเช็ดอะไรได้ ยิ่งเช็ดก็มีแต่จะทำให้เตียงยิ่งเปียก
เห็นได้ชัดว่าเด็กชายมือเท้าล้วนแต่ไม่สัมพันธ์กัน ทำอะไรก็เก้ๆ กังๆ ไปหมด จะต้องเป็คุณชายท่านหนึ่งไม่ผิดแน่
การสั่งสอนในตระกูลจ้งของเขาแตกต่างจากตระกูลอื่น ต้องเรียนกันมากมายหลายเื่ จึงรู้ความมากกว่าคนอื่นสักหน่อย
จ้งหรูมองไปก็เห็นว่าเหลือเพียงเตียงริมหน้าต่าง จึงได้วางของลงตรงนั้น
หยินสงเมื่อเห็นว่ามีคนมาก็หยุดมือลงอย่างรู้มารยาท แล้วเอ่ยทักทายอีกฝ่าย
จ้งหรูหน้าตาไม่เหมือนกับจ้งจื๋อผู้เป็บิดาของตน ทว่ากลับคล้ายท่านปู่จ้งฮวาผู้เป็ประมุขของตระกูลมากกว่า ใบหน้าจึงค่อนข้างคมชัด ยามมองจึงทำให้ดูราวกับเป็ผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ
ครั้งแรกที่หยินสงเห็นอีกฝ่าย ก็รู้สึกว่าเขาดูไม่เลว
หยินสงหน้าตาโดดเด่นมาั้แ่เด็ก รูปลักษณ์ของคนตระกูลหยินมีแต่จะยิ่งงดงามดุจปีศาจ ทั้งยังรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว ทำให้พวกเขายิ่งดูงดงามเสียจนชวนให้หนักใจ
เมื่อเห็นใบหน้าเป็เหลี่ยมคมชัดของอีกฝ่าย จึงได้รู้สึกดีั้แ่แรกเห็น
“ข้ามีนามว่าหยินสง ข้าเป็คนแคว้นซี ต่อไปพวกเรายังต้องเป็เพื่อนร่วมห้องกัน ขอท่านโปรดชี้แนะด้วย” หยินสงกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
จ้งหรูเดิมทีก็ไม่ได้เบิกบานใจนัก ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงใบหน้าที่คล้ายกับสตรีของหยินสง ก็ไม่อาจปั้นหน้าเ็าได้ลง
“ข้ามีนามว่าจ้งหรู เป็คนแคว้นเชิน เป็บัณฑิตของที่นี่อยู่แล้ว” เมื่อแนะนำตัวเสร็จก็คิดถึงเื่ผ้าได้ จึงกล่าวเสริมว่า “ผ้าผืนนั้นของเ้าเช็ดไม่สะอาดหรอก ข้ามีผ้าอีกฝืนจะให้เ้า”
จากนั้นจ้งหรูหยิบผ้าฝ้ายเก่าๆ ผืนหนึ่งยื่นให้เด็กหนุ่มแทน
หยินสงเห็นเช่นนั้นก็รับไปด้วยความยินดี
เมื่อคิดว่าเขาได้อยู่ในสำนักเชินแล้ว อีกไม่นานคงได้พบเฉินโย่ว ก็รู้สึกมีแรงทำงานขึ้นมาทันที
เมื่อรับผ้ามาแล้วก็เช็ดซ้ำไปซ้ำมาอยู่เช่นนั้น
ต่อมาจ้งหรูก็ทนดูต่อไม่ไหว เพื่อนร่วมห้องของเขาคนนี้กว่าจะเช็ดเตียงเสร็จฟ้าก็มืดพอดี
“ยามเ้ายังอยู่บ้าน เ้าไม่เคยทำงานเลยหรือ” จ้งหรูเมื่อปูเตียงเสร็จแล้ว จึงไปช่วยเพื่อนร่วมห้องของตนต่อ
หยินสงจึงได้แต่ตอบอีกฝ่ายด้วยท่าทีเก้อเขิน “นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้มาอยู่ข้างนอกคนเดียว ต่อไปข้าจะไม่เป็แบบนี้อีก ขอบคุณท่านมาก”
เขาเป็บุตรของตระกูลวาณิช ความสามารถในการคบค้ากับผู้อื่นก็ราวกับมีติดตัวกันมาโดยกำเนิด
จ้งหรูปูเตียงให้เขา เขาก็ไปรินน้ำมาให้ดื่ม
จ้งหรูเห็นว่าข้าวของของเด็กหนุ่มล้วนแต่มีราคาสูงลิบลิ่ว เห็นแล้วช่างชวนให้คนโลภเสียจริง
ร่ำลือกันว่าสิ่งที่ผู้คนในแคว้นซีไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือเงิน ดูเหมือนว่าเพราะเช่นนี้ทั้งร่างของอีกฝ่ายจึงเต็มไปด้วยความประณีต ผ้าที่นำออกมาใช้เช็ดเตียงเมื่อครู่ก็ยังเป็ผ้าไหมเนื้อดีผืนหนึ่ง เดาว่าหากเป็คนธรรมดาก็คงจะพอตัดชุดใช้ไปได้อีกหนึ่งปี
จ้งหรูอยู่ในแคว้นเชินก็ไม่นับว่ายากจน นับว่าเป็ตระกูลอันดับต้นๆ เช่นกัน ทว่าเมื่อเทียบกับอีกฝ่ายแล้วนั้นเรียกได้ว่าคนละชั้น สหายร่วมห้องของเขาหรูหราเกินไปแล้ว
เมื่อจ้งหรูช่วยเก็บข้าวของเสร็จ ก็พาหยินสงไปกินข้าวด้วยกัน
“อาหารของสำนักเชินแม้จะดูไม่ค่อยดีเท่าใด แต่ก็ตั้งใจจัดเตรียมนัก” จ้งหรูเตือนเด็กชาย
หยินสงที่กำลังตื่นเต้นอยู่ เขาคิดเอาเองว่าตนไม่ใช่คนที่ทนความลำบากไม่ได้ จึงได้ตบอกรับประกันว่าไม่มีปัญหา
จ้งหรูมองฝ่ามือเนียนละเอียดของเด็กชายที่ยกขึ้นมาตบอกก็อดหน้าแดงไม่ได้ แม้อีกฝ่ายจะออกตัวค่อนข้างแรง แต่เขาก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่ดีว่าอีกฝ่ายจะเป็สตรีที่แต่งกายเป็บุรุษหรือไม่ ด้วยคนข้างกายเขาตอนนี้ดูแล้วช่างคล้ายสตรีเหลือเกิน
ทางฝั่งนี้จ้งหรูและหยินสงพากันเดินไปโรงอาหารพร้อมกัน ส่วนอีกฝั่งฉาวจิ่วในฐานะศิษย์เก่าก็กำลังพาเด็กใหม่ทั้งสี่จากครอบครัวลู่ไปโรงอาหารเช่นกัน ทั้งยังมีเ้าเด็กอ้วนที่เพิ่งจะเปิดเรียนวันแรกก็ฟันหลอเสียแล้ว
ว่ากันว่านางปีศาจฮูหยินหลัวโฉมสะคราญล่มเมืองล่มแคว้น ฮ่องเต้ตกหลุมรักนางั้แ่ครั้งแรกที่เห็น
ฉาวจิ่วไม่ได้สนใจเื่สนุกของฮ่องเต้ ทว่าเ้าเด็กทั้งสี่คนตรงหน้าเขานี้ล้วนแต่หน้าตาไม่สามัญ ดูแล้วไม่เหมือนกับบุตรในตระกูลวาณิชที่จะถือกำเนิดในทุ่งหญ้าห่างไกลแม้แต่น้อย
หากไม่กล่าวถึงเื่อื่นของฮูหยินหลัว ก็ถือว่าสั่งสอนเด็กเหล่านี้มาได้เป็อย่างดี
เด็กทั้งสี่คนนี้แม้จะแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย ทว่าก็ล้วนแต่มีนิสัยเปิดเผย พูดจาจริงใจ ไม่ต่างอะไรกับบุตรในตระกูลขุนนางคนอื่นๆ
เ้าเด็กอ้วนที่คอยเป็ลูกไล่นั่นก็อีกคน แม้จะตัวอ้วนท้วน ท่าทางก็ยังเซ่อซ่า ทว่าวาจาท่าทางก็มีกลิ่นอายของชนชั้นสูง
ได้ยินมาว่าเขาคือบุตรที่เกิดมาในตระกูลมั่งคั่ง ครอบครัวร่ำรวยอย่างยิ่ง
“อาหารในสำนักเชิญค่อนข้างจะสามัญ แต่ก็พอจะกินอิ่มได้” ฉาวจิ่วอธิบายให้ฟัง
สำหรับเขาแล้ว การได้กินอิ่มก็นับว่าดีมากแล้ว
แม้ตอนนี้ชีวิตอาลู่จะค่อนข้างดี ทว่าพวกเขาก็เคยลำบากมาก่อน ได้ยินว่ากินอิ่มก็ค่อนข้างจะพอใจแล้ว
“เช่นนั้นก็ดี ข้าเจริญอาหารยิ่งนัก ท่านน้าของข้าก็เอาแต่กังวลว่าข้าจะกินไม่อิ่ม จึงได้ให้ของว่างข้ามามากมาย” เฉินโย่วกล่าวไปพร้อมรอยยิ้ม
โรงอาหารคือโถงขนาดมโหฬาร ดูไปแล้วก็คล้ายกับห้องเรียนในหมู่บ้านไป๋กู่
ทว่าก็ยังใหญ่ยิ่งกว่าห้องเรียนที่นั่นเสียอีก
ด้านในมีโต๊ะเรียงยาวอยู่หลายแถว ข้างโต๊ะทั้งสองฟากมีม้านั่งเรียงอยู่ เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปก็เห็นว่าโต๊ะกว่าครึ่งมีคนจับจองเรียบร้อยแล้ว
ฉาวจิ่วที่อยู่ด้านหน้าหยิบจานใบหนึ่งขึ้นมาก่อน จากนั้นก็เดินไปด้านหน้า
เฉินโย่วและคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็ทำตาม
พวกเขาเห็นว่าฉาวจิ่วเมื่อรับข้าว และกับข้าวเรียบร้อยแล้ว ก็ยื่นแผ่นป้ายประจำตัวของตนให้อีกฝ่ายบันทึก จากนั้นก็เสร็จเรียบร้อย ไม่จำเป็ต้องจ่ายเงิน
เฉินโย่วเมื่อได้อาหารมาแล้วก็หยิบตราบัณฑิตของตนออกมาอย่างตื่นเต้น ดูแล้วมันก็เหมือนกับหนังสือทะเบียนภูมิลำนำอยู่เช่นกัน เพียงแต่ตราบัณฑิตทำมาจากแผ่นไม้ ้ามีชื่อ และข้อมูลของนางที่เขียนว่าลู่เฉินโย่ว ชั้นเรียนเตรียมความพร้อม
ยามนางยื่นแผ่นป้ายให้อีกฝ่ายบันทึกก็รู้สึกสบายอกสบายใจนัก รู้สึกว่าสำนักเชินก็มีเื่น่าสนใจอยู่เื่หนึ่ง นั่นคือกินข้าวที่นี่นั้นไม่ต้องจ่ายเงิน เพียงแค่ยื่นแผ่นป้ายประจำตัวให้ก็พอ
