บทที่ 150 มาหาถึงที่
สตรีผมขาวย่อตัวลง มือที่ััแผ่นป้ายสั่นเทิ้ม
“องค์หญิง ตำแหน่งที่แกะสลักตัวอักษรบนแผ่นป้ายไม่มีสนิม และไม่มีตะไคร่น้ำเลย คาดว่าแผ่นป้ายนี้คงเพิ่งถูกตั้งได้ไม่นาน” บุรุษที่พบแผ่นป้ายเอ่ยปากกล่าว
“แยกย้ายกันตรวจสอบพื้นที่บริเวณนี้!” สตรีผมขาวออกคำสั่ง
หลังจากออกคำสั่ง แววตาของสตรีผมขาวจึงมองทอดไปที่แผ่นป้าย “หวังว่า์จะไม่เล่นตลกกับข้า”
หลังจากโบกมือปิดฝาโลงหิน และทำให้หลุมฝังศพกลับสู่สภาพเดิม สตรีผมขาวจึงออกจากหุบเขา ก่อนจะพบเข้ากับเรือนไม้
นางมาหยุดหน้าเรือนไม้ มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบเห็นร่องรอยบางอย่าง ก่อนหน้านี้ตอนนางทำความสะอาดหลุมฝังศพ ก็เคยเห็นเรือนไม้หลังนี้ เรือนไม้ค่อนข้างทรุดโทรม แต่บัดนี้เห็นได้ชัดว่าเคยมีคนซ่อมแซม แต่ไร้ร่องรอยการอยู่อาศัย
ครึ่งวันให้หลัง คนที่นางส่งออกไปจึงกลับมารายงานว่าบริเวณรอบข้างไม่มีร่องรอยของผู้คนอื่นอยู่เลย
“ออกไปสืบ กระจายตัวออกไปรอบด้านโดยใช้ที่นี่เป็จุดศูนย์กลาง สืบได้เบาะแสแล้วกลับมารายงานทันที” สตรีผมขาวโบกมือให้ผู้ใต้บังคับบัญชา นางคิดจะรออยู่ที่นี่ เรือนไม้เคยถูกซ่อมแซม อาจมีคนกลับมาก็เป็ได้
คนทั้งกลุ่มโค้งตัวคำนับสตรีผมขาวก่อนออกจากเรือนไม้ไป
“เ้าชื่อฉินชู เ้ายังมีชีวิตอยู่... มีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว” สตรีผมขาวกล่าวพึมพำเสียงเบา
ฉินชูที่เข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจว ยังคงเร่งรีบเดินทางทุกวัน แต่หาใช่การเดินทางโดยไร้เป้าหมาย ยามเข้าสู่ตัวเมือง เขาจะเข้าพักในโรงเตี๊ยม จากนั้นสืบหาเบาะแส เขา้ารู้สภาพการณ์ของยุทธภพในปัจจุบัน
กึ่งเดือนหลังเข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจว พลังตบะของฉินชูพัฒนาขึ้น เข้าสู่ขั้นหลิงหยวนระดับสี่
ฉินชูไม่เคยละเลยการฝึกฝน เขารู้ว่าใต้หล้านี้มียอดฝีมือมากมาย คิดอยากยืนหยัดอยู่ในยุทธภพอย่างมั่นคง ก็ต้องพยายามพัฒนาพลังตบะ
นอกจากพลังปราณที่พัฒนาขึ้น กายกระบี่ของฉินชูก็เข้าสู่ระดับสี่ ช่องอกของเขาไม่มีความร้อนแผดเผาอีก แต่กระดูกกระบี่ตรงอกของเขายังคงเติบโตขึ้น ขนาดไม่ได้ใหญ่ขึ้นมากนัก ที่สำคัญคือระดับขั้น ฉินชูััได้ว่าในนั้นแฝงเร้นด้วยพลังมหาศาล เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
วันนี้ฉินชูเข้าไปพักในเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง เขาต้องสืบหาเบาะแสต่อ
ยามนี้ภายในเรือนไม้ที่ฉินชูเคยอาศัยใน่วัยเยาว์ สตรีผมขาวกำลังฟังผู้ใต้บังคับบัญชารายงาน
“เ้าว่าอะไรนะ? เขาเป็ศิษย์รับใช้ของสำนักชิงหยุนหรือ ข่มเหงกันเกินไปแล้ว” แววตาของสตรีผมขาวฉายประกายเย็นวาบ
“องค์หญิงอย่าเพิ่งกริ้ว คนที่ชื่อฉินชูเป็ศิษย์รับใช้ก็จริง แต่เขาเป็ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักชิงหยุน มีชื่อเสียงโด่งดัง ลูกศิษย์ที่โดดเด่นของสำนักดาบโลหิตและตำหนักราชันย์หมาป่าล้วนเคยพลาดท่า และถูกเขาสังหารขอรับ” บุรุษที่สืบข่าวมาได้ก้มตัวพร้อมกล่าว
สตรีผมขาวลุกขึ้นยืน “ออกเดินทาง! มุ่งหน้าไปสำนักชิงหยุน หากเขาถูกข่มเหงที่สำนักชิงหยุน เช่นนั้นข้าจะพังสำนักชิงหยุนให้ราบเป็หน้ากลอง!”
สตรีผมขาวพาคนมาถึงสำนักชิงหยุน ขณะที่มหาตราเวทย์ของสำนักชิงหยุนยังไม่เปิดออก คนทั้งกลุ่มก็พุ่งไปถึงโถงใหญ่ของสำนักชิงหยุนแล้ว
“พวกเ้าเป็ใคร?” หลัวเจินกับคนจำนวนหนึ่งปรากฏตัว เมื่อเห็นสตรีผมขาว หลัวเจินมองไม่เห็นระดับพลังของนาง แต่ก็ััได้ถึงแรงกดดัน
“ไม่ต้องถามว่าข้าคือใคร ข้ามาพบฉินชู พาเขาออกมาพบข้า” กระแสพลังบนกายสตรีผมขาวสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดรอยคลื่นกลางอากาศ
“พวกเ้าเป็ใครกันแน่?” มือของหลัวเจินััด้ามกระบี่ เขาเป็เ้าสำนักชิงหยุน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เขาจำนนได้
“ท่านเ้าสำนัก อย่าได้วู่วาม” โม่เต้าจื่อปรากฏตัวแล้ว ยื่นมือไปขวางหลัวเจินที่กำลังจะลงมือไว้
“ข้าจะพบฉินชู” สตรีผมขาวมองโม่เต้าจื่อพร้อมกล่าว
“พวกเ้าข่มเหงกันเกินไปแล้ว” หลัวเจินเกิดเพลิงโทสะลุกโชน ฉินหลิงซีวางอำนาจเกินไป ไม่บอกกล่าวเหตุผลก็จะพบคน ไม่เห็นสำนักชิงหยุนอยู่ในสายตาเลย
“ท่านเ้าสำนัก นางเป็คนในครอบครัวของฉินชู” โม่เต้าจื่อส่ายหน้าให้หลัวเจิน
เมื่อได้ฟังวาจาของโม่เต้าจื่อ กระแสพลังบนกายสตรีผมขาวจึงเบาบางลงเล็กน้อย “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“ข้าเคยย้อนนิมิตพยากรณ์ชาติกำเนิดให้เขา และเคยเห็นท่านในภาพนิมิต แม้เวลาจะล่วงเลยไปสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี แต่ท่านไม่เปลี่ยนไปเลยแต่ท่านฝังเขาไปแล้ว แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าเขายังมีชีวิตอยู่?” โม่เต้าจื่อรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“อย่าเพิ่งพูดเื่อื่น ข้าอยากจะพบเขา” สตรีผมขาวรีบร้อนเป็อย่างมาก
“ทุกท่านตามข้ามาก่อน ข้ามีเื่บางอย่างจะพูดกับพวกท่าน” โม่เต้าจื่อกล่าวพลางพากลุ่มสตรีผมขาวเข้าไปในโถงด้านข้าง
หลังจากทุกคนนั่งลง โม่เต้าจื่อจึงกล่าว “ท่านมาช้าเกินไป เมื่อไม่นานมานี้ฉินชูออกไปจากสำนักชิงหยุนไปแล้ว เขาไปตามหาครอบครัวของตัวเอง แม้ว่าข้าจะไม่วางใจ แต่ก็ไม่อาจขวางได้”
“ตามหาครอบครัวของตัวเอง... ตอนนั้นข้าฝังเขาไว้ ไม่ได้ทิ้งเบาะแสอะไรไว้เลย” สตรีผมขาวขมวดคิ้ว นางก็คือฉินหลิงซีอาหญิงของฉินชู ที่มาคราวนี้คิดอยากจะนำเถ้ากระดูกของฉินชูไปจากที่นี่ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเื่นี้ นางไม่คาดคิดว่าหลานชายของตนเอง ทายาทสายตรงเพียงหนึ่งเดียวของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงจะยังมีชีวิตอยู่
“เื่เป็เช่นนี้ ตอนที่ท่านฝังเขาไปแล้วกลับมียอดฝีมือท่านหนึ่งที่ผ่านทางพบว่ามีกระแสแห่งชีวิตอยู่ในหลุมฝังศพ เขาจึงขุดเอาฉินชูออกมา และเลี้ยงดูเขามานานสิบสี่ปี คนผู้นั้นรู้ว่าข้าช่ำชองด้านโหราพยากรณ์ จึงบอกเื่นี้แก่เขา หลังจากเขามาถึงสำนักชิงหยุน ก็สร้างคุณูปการใหญ่หลวงแก่สำนักชิงหยุน ข้าจึงช่วยเขาย้อนนิมิตเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน ั้แ่เื่ที่ท่านถูกล้อมโจมตีจนผมขาวในชั่วพริบตา หลังจากเขารับรู้เื่ทั้งหมด จึงได้ไปจากสำนักชิงหยุน” โม่เต้าจื่อบอกเล่าสิ่งที่เขารู้ออกมา
“เด็กคนนี้รู้มากน้อยแค่ไหนกัน แล้วเขาจะไปตามหาจากที่ใด?” ฉินหลิงซีรู้สึกร้อนใจเล็กน้อย
“ในตอนนั้นที่ท่านหนีออกจากสมรภูมิต่อสู้แรก ด้านหลังปรากฏเงาเลือนหงส์เพลิง นั่นคือร่างหงส์เพลิงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง อีกทั้งท่านยังคุ้มครองเขาสุดชีวิต เขาจึงรู้ว่าตัวเองมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง ส่วนจะไปตามหาที่ใด เื่นี้ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน เขาจากไปแล้ว พวกท่านก็มา ถือว่าคลาดกันอย่างแท้จริง” โม่เต้าจื่อทอดถอนใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
“ขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือฉินชู” ฉินหลิงซีประสานหมัดคำนับโม่เต้าจื่อ
“ฉินชูเป็เด็กที่มีความพากเพียรมาก หากเขายินยอม เขาจะเป็เ้าสำนักรุ่นต่อไปของสำนักชิงหยุน” โม่เต้าจื่อกล่าว
“แต่เท่าที่ข้ารู้มา ฉินชูเป็เพียงศิษย์รับใช้คนหนึ่งของสำนักชิงหยุนไม่ใช่หรือ” ฉินหลิงซีกล่าว นางรู้สึกไม่พอใจเื่นี้เป็อย่างมาก ทายาทสายตรงของเผ่าศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิง กลับต้องเป็ศิษย์รับใช้ นี่ถือเป็การเหยียบย่ำกันอย่างชัดเจน
โม่เต้าจื่อส่ายหน้า “เื่นี้เป็เื่เข้าใจผิด ในตอนที่เขามาถึงสำนักชิงหยุน พิธีรับศิษย์ของสำนักชิงหยุนสิ้นสุดไปแล้ว เขา้าหาสถานที่พักพิงเพื่อให้ได้กินอิ่มท้องเท่านั้น จึงเข้าสู่หอศิษย์รับใช้ของสำนักชิงหยุน ในภายหลัง ทางสำนักจะเลื่อนขั้นให้เขา แต่ตัวเขาเองกลับไม่ยินยอม ความจริงสำหรับเขา จะเป็ศิษย์รับใช้ หรือศิษย์สายในก็ไม่ต่างกัน ข้าถ่ายทอดกระทั่งเคล็ดวิชาของตัวเองให้แก่เขาแล้ว เรียกได้ว่า เขาอยากได้สิ่งใด สำนักชิงหยุนก็มอบสิ่งนั้นให้เสมอ เพียงแต่ในใจเขายึดมั่นจะตามหาคนในครอบครัว”
“หาสถานที่พักพิงเพื่อให้ได้กินอิ่มท้อง...” ดวงตาของฉินหลิงซีปรากฏหยาดน้ำตา นางรู้ว่าหลานชายของนางต้องทนทุกข์ และทนความลำบากมามากแค่ไหน
