ถ้อยคำที่สื่อต่างๆ นำเสนอนั้นสมจริงเกินไป เหล่าพนักงานของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพที่อยู่ตรงหน้าเธอต่างมีสีหน้าหวาดกลัว และกระวนกระวายใจอย่างสุดซึ้ง มันไม่อาจอธิบายออกมาเป็คำพูดได้ ราวกับว่าพวกเขาได้สูญเสียที่พึ่งไปแล้ว เหมือนกับมดไร้รัง และต้องอยู่อย่างหวาดผวาภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ
คังอิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจพวกเขา ไม่มีใครควรถูกทิ้งเอาไว้เื้ัในกระแสการพัฒนาของยุคสมัย คังอิงเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ หากยุคสมัยนี้มอบโอกาสให้พวกเขา พวกเขาจะต้องยินดีที่จะก้าวตามให้ทัน
ไม่ได้้าอะไรมาก อย่างที่พนักงานคนนั้นเคยพูดเอาไว้ พวกเขามีทั้งพ่อแม่ที่แก่ชราและลูกๆ ที่ยังเล็ก พวกเขายังต้องหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว
คังอิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกะเืใจ อาจเป็เพราะเธอได้หลุดพ้นจากยุคสมัยนี้ไปแล้ว เธอจึงมองเห็นอย่างชัดเจนว่าจะมีคนบางส่วนถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังในขบวนรถไฟแห่งการพัฒนาของยุคสมัยอย่างแน่นอน แต่ในเวลาต่อมาจะมีขบวนรถไฟขบวนใหม่มาเสมอ เพื่อมารับคนที่ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง
ขบวนรถไฟที่ตามมาทีหลังเหล่านี้คือสวัสดิการที่ทางรัฐบาลจัดสรรไว้ให้ และยังเป็การแสดงความเมตตาของผู้ที่ประสบความสำเร็จ พวกเขายินดีมอบโอกาสให้คนเหล่านี้ได้สร้างชีวิตใหม่ ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และถึงตอนนั้นก็ต้องดูว่าพวกเขาจะคว้าโอกาสสุดท้ายนี้ไว้ได้หรือไม่
คังอิงมองดูสีหน้าที่แสดงออกถึงความสับสนและสิ้นหวังของเหล่าพนักงานของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ เธอเองก็ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างใด แต่การสำรวจเช่นนี้ช่วยให้เธอวางแผนการดำเนินงานในขั้นสุดท้ายได้
คังอิงไม่รู้ว่ามีพลังอะไรผลักดัน เธอเดินผ่านฝูงชนแล้วตรงไปยังโซนสำนักงานที่อยู่ชั้นบน
ที่นี่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเหมือนกับในยุคหลังๆ ไม่มีการแบ่งเขตอย่างชัดเจนระหว่างสำนักงานกับห้างสรรพสินค้า และพวกเขาก็ไม่ได้จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะ ดังนั้นคังอิงจึงสามารถเดินขึ้นไปยังชั้นสี่ที่เป็โซนสำนักงานได้อย่างง่ายดาย
ชั้นหนึ่งถึงสามของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพเป็โซนขายสินค้า ส่วนชั้นสี่เป็โซนสำนักงานของผู้บริหารห้างสรรพสินค้า ก่อนหน้านี้คังอิงไม่เคยขึ้นมาที่ชั้นสี่เลย พอเธอเดินขึ้นมาถึงก็อดไม่ได้ที่จะมองดูรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะว่าหลังจากนี้ หากเธอได้สัมปทานห้างสรรพสินค้า สำนักงานของเธอก็ต้องตั้งอยู่ที่นี่ด้วย
ชั้นสี่นั้นต่างจากส่วนห้างสรรพสินค้าที่กว้างขวางด้านล่าง มันถูกแบ่งออกเป็เจ็ดแปดห้อง แต่ละห้องก็คือห้องทำงาน มีขนาดแตกต่างกันไป ด้านหน้าประตูทุกบานมีป้ายแขวนอยู่
หลังจากเดินผ่านห้องทำงานต่างๆ ทั้งห้องผู้จัดการ ห้องการเงิน ในที่สุดคังอิงก็เจอห้องประชุมที่อยู่สุดทางเดิน
ประตูห้องประชุมเปิดอยู่ ฤดูร้อนแบบนี้อากาศร้อนมาก แต่ในห้างสรรพสินค้ากลับไม่มีเครื่องปรับอากาศ คิดว่าพวกเขาคงไม่มีงบค่าเครื่องปรับอากาศ จึงทำได้เพียงเปิดพัดลมเพดาน
คังอิงยืนอยู่ตรงประตู เธอได้ยินเสียงพัดลมเพดานที่กำลังทำงานอย่างเต็มที่ เสียงลม ‘ฟู่ๆ’ ดังขึ้น
เธอมองเห็นอย่างเลือนรางว่าพัดลมเพดานที่อยู่เหนือศีรษะของพวกเขานั้นเป่าจนผมปลิวว่อนไปหมด แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้สนใจทรงผมและบุคลิกของตนเองแต่อย่างใด แต่ละคนเอาแต่ครุ่นคิดถึงข่าวที่น่าใ
ห้างสรรพสินค้ากำลังจะได้รับการปฏิรูป!
ทำไมกัน?
ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขแล้วหรือ? แม้ว่าเงินเดือนจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็เรียกได้ว่าเป็ชามข้าวเหล็กไม่ใช่หรือไง? ทำไมต้องทุบทำลายมันด้วยล่ะ?
ถึงแม้พวกเขามักจะอ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าวทางโทรทัศน์ และเห็นข่าวเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรของรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ แต่อำเภอนี้เป็เพียงอำเภอเล็กๆ พวกเขาจึงรู้สึกว่าเื่แบบนี้คงไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง พวกเขาได้แต่หวังว่ามันจะเป็เพียงแค่ความฝัน
ทุกคนต่างคิดว่า “ฉันแค่้ามีงานทำก็เท่านั้น ไม่ได้หวังอยากรวยล้นฟ้าอะไรเลย…”
แต่พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งตำแหน่งงานของพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการปรับโครงสร้าง
พวกเขามองดูสีหน้าเคร่งขรึมของผู้อำนวยการหลี่ด้วยความหวาดกลัว พวกเขากลัวว่าตนเองจะเป็เป้าสายตา ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม
ผู้อำนวยการหลี่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยอดขายของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย สาเหตุที่เป็ปัญหาเรื้อรังก็เพราะพวกคุณต่างก็คิดว่ามีข้าวหม้อใหญ่ [1] ให้กิน ถ้าพวกคุณยังมีความคิดแบบนี้อยู่ ก็ไม่มีทางทำธุรกิจได้ดี ทุกคนไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน ไม่ว่าจะทำงานมากหรือน้อยก็ได้รับผลตอบแทนเท่ากัน ไม่มีใครเต็มใจทำงานหนัก เพราะแบบนี้จึงทำให้ไม่มีผลกำไร”
“ดังนั้นครั้งนี้ ทางอำเภอและสำนักงานใหญ่จึงได้ตัดสินใจร่วมกันที่จะปฏิรูปห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ หากพวกคุณมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถพูดคุยกันได้ หลังจากจบการประชุม ทางสหภาพแรงงานจะได้รวบรวมความคิดเห็นของพวกคุณ แล้วส่งไปยังสำนักงานใหญ่ เราจะนำเอาข้อเสนอแนะที่สมเหตุสมผลของพวกคุณไปปรับใช้ในแผนปฏิรูปครั้งนี้”
คำพูดของผู้อำนวยการหลี่หนักแน่นและชัดเจน เขาบอกกับทุกคนอย่างชัดเจนว่า การปฏิรูปห้างสรรพสินค้ามิตรภาพเป็สิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
การจัดประชุมในครั้งนี้ก็แค่้าฟังความคิดเห็นของพวกเขาใน่การปฏิรูปเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขอื่นใดทั้งสิ้น
สีหน้าของผู้จัดการหลิวแห่งห้างสรรพสินค้ามิตรภาพซีดเผือดลง เขาพูดอย่างยากลำบากหลังจากเงียบไปนาน “ผู้อำนวยการหลี่ ตอนนี้สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดคือเื่การจัดสรรพนักงานหลังจากนี้ พนักงานที่อายุต่ำกว่ายี่สิบถึงสามสิบปีในห้างสรรพสินค้านั้นมีเพียงสี่คน ส่วนคนที่อายุระหว่างสามสิบถึงห้าสิบปีนั้นมีมากกว่าครึ่ง อีกหนึ่งในสามคือคนที่ใกล้จะเกษียณแล้ว
“คนกลุ่มที่กำลังจะเกษียณจัดการไม่ยาก หากมีค่าชดเชย พวกเขาก็คงไม่ขุ่นเคืองมากนัก
“แต่ว่าคนที่จัดการยากที่สุดก็คือคนกลุ่มที่อายุระหว่างสามสิบถึงห้าสิบปี พวกเขาเป็กำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว พวกเขามีภาระครอบครัว และทำงานมาอย่างน้อยๆ ก็สิบปีแล้ว
“พวกเขาคุ้นชินกับการทำงานที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ นอกจากจะเป็พนักงานขาย พวกเขาก็ไม่มีความสามารถพิเศษอะไร หากให้พวกเขาออกไปหางานทำ คงยากมากที่จะหางานใหม่ได้ใน่ระยะเวลาสั้นๆ”
ผู้อำนวยการหลี่กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “สำหรับพนักงานกลุ่มนี้ พวกเราจะจัดฝึกอบรมทักษะอาชีพให้ และหากพวกเขา้าทำธุรกิจ พวกเขาก็สามารถยื่นขอสินเชื่อผู้ประกอบการปลอดดอกเบี้ยได้ ทางเรายินดีช่วยพวกเขาในการยื่นขอสินเชื่อ โดยมีวงเงินกู้สูงสุดถึงสามหมื่นหยวน
ดังนั้นปัญหาเื่การจัดสรรพนักงาน พวกเราสามารถแก้ไขมันได้ด้วยการร่วมมือกัน เื่นี้พวกคุณสามารถเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมได้”
‘ปัง!’ พอผู้อำนวยการหลี่กล่าวจบ ก็มีเสียงดังขึ้น ทำให้ทุกคนใ คนทั้งหมดต่างก็หันไปมองชายร่างใหญ่ที่ทุบโต๊ะอย่างแรง
ผู้ชายคนนั้นอายุประมาณสี่สิบปี เป็รองผู้จัดการห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ แซ่เฉิน เดิมเขาเป็คนอารมณ์ร้อน พอได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการหลี่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธ จึงทุบโต๊ะอย่างแรง แรงทุบทำเอาแก้วน้ำกระเด้งขึ้นมาจนน้ำกระจายไปทั่ว
รองผู้จัดการเฉินบอกว่า “ผู้อำนวยการหลี่ คุณพูดแบบนี้ก็คือจะไล่พนักงานทั้งหมดออกจากห้างสรรพสินค้ามิตรภาพสินะ บอกให้รู้ไว้เลยว่า งานแรกในชีวิตของพวกเขาก็คือห้างสรรพสินค้ามิตรภาพแห่งนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาทุ่มเททั้งชีวิตให้กับห้างสรรพสินค้า คิดไม่ถึงเลยว่าพออายุมากขึ้น ห้างกลับจะไล่พวกเขาออกไป แบบนี้คุณคิดว่ามันยุติธรรมหรือ?”
คำพูดของรองผู้จัดการเฉินราวกับจุดชนวนให้กับทุกคนในห้องประชุม เดิมทีทุกคนต่างก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการจัดการของผู้อำนวยการหลี่ เพียงแต่ว่าพวกเขาคุ้นชินกับการเชื่อฟังคำสั่ง จึงไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็น พอมีคนนำหน้า พวกเขาก็พลันรู้สึกเหมือนกับเจอที่พึ่ง
ทุกคนต่างก็พากันพูดขึ้น “รองผู้จัดการเฉินพูดถูก พวกเราต่างก็อุทิศตนให้กับห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มานานหลายสิบปี ถึงไม่มีความดีความชอบ แต่ก็ยังใช้หยาดเหงื่อแรงกาย [2] ตอนนี้พวกเราทำงานไม่ไหวแล้ว ห้างกลับจะไล่พวกเราออกไป แบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอไง?”
เชิงอรรถ
[1] ข้าวหม้อใหญ่ มีที่มาจากระบบการจัดสรรอาหารให้กับประชาชนชาวคอมมูนที่รัฐบาลจีนจัดขึ้น โดยมีสโลแกนว่า “กินข้าวฟรี ไม่เสียสตางค์” โดยผู้ที่ทำงานเพาะปลูกในที่นาของรัฐบาล และคนในชนบทจะได้รับสวัสดิการนี้ รัฐบาลจะทำอาหารปริมาณมากเพื่อเลี้ยงคนทำงานและครอบครัวทุกมื้อ ไม่ว่าใครจะทำมากหรือน้อยก็ได้รับอาหารเหมือนกัน
[2] อุปมาถึงการทำงาน แม้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ก็ถือว่าได้ลงแรงทำงานอย่างหนักไปแล้ว
