หลี่อันหรานควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ั้แ่วินาทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านพวกเขาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่สบอารมณ์ั้แ่ตอนที่คุยกับเสิ่นอิ๋นหวนแล้ว เมื่อมาถึงที่นี่จึงไม่คิดไว้หน้าแต่อย่างใด พูดตรงเข้าประเด็นทันที
เหอชุนฮวาตบโต๊ะเสียงดังจนทุกคนใ มีเพียงหลี่อันหรานที่ยังคงจ้องนางอย่างไม่สะทกสะท้าน
เหอชุนฮวาตะคอกเสียงแหลมสูง “เ้าคิดจะเอาก็เอากลับไปได้เลยงั้นหรือ ครอบครัวพวกข้าดูแลที่ดินผืนนั้นเป็อย่างดี เมื่อก่อนนี้มันมีแต่วัชพืช เ้ารู้หรือไม่ว่ากว่าจะปลูกข้าวได้มันยากเย็นเพียงใด? บัดนี้พวกข้าหักล้างถางพงฟื้นฟูที่ดินจนดีแล้ว แต่พวกเ้ากลับ้ายึดคืนกลับไป นี่มันเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว ไม่ว่านำไปเล่าที่ใดก็ไม่มีใครเข้าข้างเ้าแน่”
หลี่อันหรานรู้ดีว่าเหอชุนฮวาคงไม่ยอมคืนที่ดินให้ง่ายๆ นางกัดฟันกรอดพร้อมเอ่ยว่า “ได้ ข้าจะยอมจ่ายค่าชดเชยให้พวกท่าน บอกมาเถิดว่า้าเท่าไร แต่ข้าขอบอกให้ท่านรู้ไว้ ข้าจะนำที่ดินผืนนี้กลับมาหลัง่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงให้จงได้”
“อันหราน เ้าอย่าคิดว่าตัวเองหาเงินได้จากเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกแล้วจะมาทำตัวอวดดีเช่นนี้ได้ อย่าลืมว่าข้าเป็ป้าสะใภ้รองของเ้า เป็ผู้าุโของเ้า ยามนี้เ้าปีกกล้าขาแข็งจนกล้ากล่าววาจาโอหังกับข้า ต่อไปหาเงินได้มากกว่านี้คงไม่เห็นพวกข้าที่เป็เครือญาติอยู่ในสายตาแล้วใช่หรือไม่?”
หลี่อันหรานพลันกัดริมฝีปากล่างเบาๆ “ข้าเพียงแต่นำวิธีการของท่านมาโต้ตอบคืนกลับไป บอกมาเถิดว่า้าเท่าไร”
หลี่อันหรานอยากรีบจบเื่นี้โดยเร็ว ยิ่งนางได้ยินว่ามีคนเริ่มเก็บพริกที่เติบโตตามป่าเขา นางก็ยิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองต้องหาที่ดินมาเพาะปลูกพริกด้วยตัวเอง มิเช่นนั้น ลำพังแค่พริกที่เติบโตตามธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ หากเกิดเหตุไม่คาดคิดอะไรขึ้น กิจการของนางจะได้ไม่ต้องโดนผลกระทบมากนัก
เหอชุนฮวาเหล่ตามองหลี่อันหราน นางนึกถึงเื่ที่ตัวเองไปยืมเงินเมื่อคราวก่อน ซึ่งหลี่อันหรานก็ไม่ยอมให้ยืมง่ายๆ
ตอนนี้ถึงคราวที่หลี่อันหรานต้องเป็ฝ่ายขอร้องแล้ว เหอชุนฮวามีหรือจะปล่อยไปง่ายๆ “ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เื่เงิน เ้าต้องอย่าลืมว่าครอบครัวข้าลงแรงเปลี่ยนที่ดินรกร้างให้กลายเป็ที่ดินดีไปตั้งเท่าไร นี่เป็ที่ดินที่บรรพบุรุษของเราใช้เพาะปลูกมาหลายชั่วอายุคน ต่อให้เ้าจะเสนอเงินให้มากเพียงใด สักวันมันก็ต้องมีวันหมด”
“ที่ดินหนึ่งผืนสามารถเลี้ยงคนได้ไม่รู้ตั้งกี่รุ่น แต่นี่เ้ากลับจะให้ข้ามอบคืนกลับไปเพียงเพราะเ้าเอ่ยปากขอ เ้าคิดน้อยเกินไปแล้ว ต่อให้ตอนนี้เ้าจะมีความสามารถจริง แต่ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ยังอายุน้อย อย่าทำตัวอวดฉลาดต่อหน้าพวกข้าที่เป็ผู้าุโ ข้าขอเตือนเ้าไว้ว่า อย่าได้นำท่านย่าเ้ามากดดันข้าเด็ดขาด เพราะต่อให้นำไปให้ท่านย่าเ้าตัดสิน นางก็ช่วยเ้าไม่ได้อยู่ดี หรือต่อให้เ้าวิ่งแจ้นนำไปให้ทุกคนช่วยตัดสิน ข้าก็ไม่กลัว”
หลี่อันหรานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้นางเข้าใจเจตนาของเหอชุนฮวาแล้ว “ดูท่าว่าท่านคงไม่ยอมคืนให้จริงๆ เช่นนั้นก็ดี วันนี้ข้าจะนำไปให้ท่านย่าตัดสิน” สิ้นเสียง นางก็หันหลังสาวเท้ายาวๆ ออกไปทันที
เจียงเฉิงไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก่อนหน้านี้หลี่อันหรานไม่ได้อธิบายให้เขาฟัง ทว่าฟังจากบทสนทนาระหว่างนางกับเหอชุนฮวาเมื่อครู่แล้ว เขาจึงพอเข้าใจขึ้นมาบางส่วน แม้จะไม่ได้เข้าใจทั้งหมด
เจียงเฉิงตามไปห้ามนางไว้ “ข้าว่าเื่นี้คงแก้ไขยาก”
“มีอะไรยากกัน เดิมทีที่ดินผืนนั้นก็เป็ของครอบครัวข้า ตอนนั้นถูกทิ้งร้างเพราะพวกข้ายังเด็ก ส่วนท่านแม่ก็สุขภาพไม่ดีจึงทำงานเพาะปลูกไม่ไหวก็เท่านั้น”
“ต่อมาถูกป้าสะใภ้รองนำไปเพาะปลูก ข้าคุยกับท่านแม่ว่า หากป้าสะใภ้รองนำผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีมาแบ่งปันสักเล็กน้อยก็คงช่วยพวกเราได้บ้าง แต่นี่นางไม่เคยแบ่งแม้แต่หมั่นโถวสักลูกเดียว ท่านอาจไม่รู้ว่าตอนนั้นความเป็อยู่ของพวกข้ายากลำบากเพียงใด น้องสาวข้าป่วยแต่ไม่มีเงินรักษา อีกนิดก็จะอดตายอยู่แล้ว ท่านเข้าใจการใกล้หิวตายหรือไม่?”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วสีหน้ายับย่นหวนนึกถึงความทรงจำเ่าั้ แน่นอนว่านางไม่ได้เป็ผู้ััประสบการณ์พวกนั้นด้วยตัวเอง แต่เมื่อนางพบสิ่งเหล่านี้ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางก็อดใไม่ได้อยู่ดี
ความเป็อยู่ในอดีตของครอบครัวนี้ยากแค้นแสนเข็ญมาก ตอนนี้ยังมีหน้านำความเป็ครอบครัวมาอ้างทั้งที่ไม่เคยช่วยเหลือ
“หากท่านรู้สึกว่าไม่เหมาะสมก็ไม่ต้องมากับข้า ข้าไปหาท่านย่าคนเดียวได้” ยามนี้น้ำเสียงของหลี่อันหรานสงบลงมาก ถึงกระนั้น สีหน้าของหรี่อันหรานก็บ่งบอกได้ว่านางให้ความสำคัญกับเื่นี้มากเพียงใด
นางจึงสาวเท้าจากไปด้วยสีหน้าคร่ำเครียด
ทว่าเจียงเฉิงไม่ได้ตามไปด้วย เขากลับหันตัวเดินไปอีกทางแทน
ยามที่หลี่อันหรานมาถึงบ้านของนางฉางผู้เป็ย่า นางฉางเพิ่งทานมื้อเย็นเสร็จพอดี สาวใช้นางหนึ่งกำลังเก็บถ้วยชามที่โต๊ะและเห็นคนเดินมาจากไกลๆ จึงให้สาวใช้อีกนางออกไปดู “ข้าเหมือนเห็นเงาคน เ้าไปดูหน่อย”
สาวใช้อีกคนพยักหน้ารับแล้วออกไป จากนั้นก็ะโเข้าไปในบ้านเมื่อพบหลี่อันหรานที่ลานบ้าน “ฮูหยินเฒ่า หลานสาวของท่าน หลี่อันหรานมาหาเ้าค่ะ”
หลี่อันหรานเองก็ะโตามหลังเสียงหวานเอาอกเอาใจ “ท่านย่า หลานมาเยี่ยมท่านแล้วเ้าค่ะ”
“รีบเข้ามาเถิด” นางฉางตอบพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมปาก
บัดนี้ท้องฟ้าเบื้องนอกมืดแล้ว ในห้องมีตะเกียงเพียงหนึ่งดวง โดยมีฮูหยินเฒ่านั่งอยู่ใต้แสงตะเกียงนี้
ครั้นมาถึงแล้ว หลี่อันหรานค่อยเดินเข้าไปคำนับ “ท่านย่าทานอะไรหรือยังเ้าคะ?”
“เพิ่งทานไป นั่งก่อนเถิด เ้ามาทำอันใดที่นี่ในเวลานี้?” นางฉางเงยหน้ามองหลี่อันหราน แสงตะเกียงส่ายไหวตกกระทบลงบนแผลเป็บนใบหน้านาง มองแล้วน่าพรั่นพรึงเล็กน้อย ทั้งที่เมื่อก่อนเคยเป็สตรีสะคราญตา นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเสียโฉมแบบนี้
ขณะที่นางฉางกำลังรู้สึกเสียดายนี้เอง หลี่อันหรานก็ได้เอ่ยขึ้นว่า “ท่านย่า ข้า้าทวงที่ดินสองไร่ของบ้านพวกข้าคืนจากป้าสะใภ้รองเ้าค่ะ เมื่อครู่ไปคุยกับป้าสะใภ้รองมาแล้ว นางบอกว่าจะไม่คืนให้”
เพิ่งจะสิ้นเสียงหลี่อันหรานก็มีเสียงหวีดแหลมเล็กดังมาจากด้านนอก “ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่คืนให้”
หลี่อันหรานกับนางฉางหันไปมองทางประตูพร้อมกัน พวกนางเห็นเหอชุนฮวาเดินเร่งร้อนตรงมาทางนี้ เหอชุนฮวาถลึงตาใส่หลี่อันหรานที่นั่งอยู่ด้านข้างแล้วเดินไปหานางฉาง “ท่านแม่ ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่คืนให้นะเ้าคะ ที่ดินผืนนั้นเป็ของพวกนางก็จริง แต่ครอบครัวข้าเองก็เพาะปลูกมาหลายปี ท่านเองก็ทราบว่าตอนนั้นมันถูกทิ้งร้างอย่างไร บัดนี้พวกข้าเปลี่ยนสภาพมันให้กลายเป็ที่ดินดี แต่พวกนางกลับจะมาแย่งคืนกลับไป นี่ไม่ยุติธรรมเลยเ้าค่ะ”
นางฉางฟังจบแล้วพูดว่า “ที่แท้ก็เื่นี้ เื่นี้ข้าพอจะทราบอยู่ ตอนนั้นแม่เ้าไม่มีกำลังในการใช้สอยที่ดินสองไร่นั้น จึงให้ป้าสะใภ้รองของเ้านำไปเพาะปลูก แต่ละปีคอยส่งข้าวไปจุนเจือครอบครัวเ้า ป้าสะใภ้รองของเ้าเคยนำเื่นี้มาบอกกล่าวกับข้าแล้ว แม้นจะไม่มีสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษร แต่เราเป็ครอบครัวเดียวกัน เหตุใดจึงต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนั้นด้วยเล่า”
หลี่อันหรานคอยฟังด้วยความตั้งใจ ทว่านางฉางพูดถึงตรงนี้แล้วกลับไม่ได้พูดอะไรต่ออีก “ท่านย่า ในเมื่อตอนนั้นท่านเป็ผู้ตัดสินใจ เช่นนั้นไม่ทราบว่าหากครอบครัวข้า้านำที่ดินกลับมาดูแลเอง ท่านจะคิดเห็นอย่างไรเ้าคะ?”
